Home รีวิว Worldtech WT-P110 เครื่องฟอกอากาศ HEPA13

รีวิว Worldtech WT-P110 เครื่องฟอกอากาศ HEPA13

by admin
A+A-
Reset

ฝุ่นเข้าบ้านทุกเช้า ตัดสินใจหา Worldtech WT-P110 มาวางตรงกลางบ้าน

หน้าหนาวที่ผ่านมาฝุ่นเข้าบ้านทุกเช้า ลูกที่บ้านตื่นมาแสบจมูก คัดจมูก ผมเองก็เป็นภูมิแพ้ฝุ่นอยู่แล้ว สัปดาห์แรกที่ค่า PM 2.5 ขึ้นแดงทั้งวัน ตื่นมาเช็ดโต๊ะกินข้าวมีคราบฝุ่นบางๆ ตลอด ทั้งที่ปิดประตูหน้าต่างหมดแล้ว เครื่องฟอกอากาศตัวเก่าที่วางในห้องนอนเอาไม่อยู่จริงๆ เพราะมันครอบคลุมแค่ 40 ตร.ม. แต่พื้นที่ที่คนในบ้านใช้รวมกันเยอะที่สุดคือห้องนั่งเล่นต่อครัว ซึ่งกินพื้นที่เกือบ 55 ตร.ม.

ผมเป็นพ่อบ้านวัย 35 ปลาย ทำงานออฟฟิศ มีลูกเล็กที่บ้านและเลี้ยงสัตว์เลี้ยงด้วย รวมคนในบ้าน 4 คน บ้านที่อยู่เป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่นต่อกับครัวรวมกันโล่งๆ ประมาณ 55 ตร.ม. ทิศตะวันออก แดดเข้าเช้า ฝุ่นพัดเข้ามาตอนเปิดประตูรับของ delivery ทุกวัน เครื่องเก่าที่ใช้รุ่น WT-P50 ตั้งไว้ห้องนอนคุณแม่ ไม่สามารถย้ายมาดูแลห้องส่วนกลางได้

ตอนเลือกรุ่นใหม่ผมเล็งอยู่ 3 ตัวในงบไม่เกินหนึ่งหมื่น สุดท้ายมาลงตัวที่ Worldtech WT-P110 เพราะ CADR 350 m³/h ครอบคลุม 60-70 ตร.ม. เผื่อพื้นที่ส่วนกลางได้สบาย ใช้ไส้กรอง HEPA H13 ของแท้ที่ดักจับอนุภาค 0.3 ไมครอนได้ 99.95% บวกกับมอเตอร์ DC ที่กินไฟน้อย เปิดต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมงไม่กลัวค่าไฟกระโดด แบรนด์นี้ผมก็คุ้นจากรุ่น WT-P50 อยู่แล้ว เลยมั่นใจเรื่องอะไหล่ไส้กรองจะหาง่าย

ผมใช้มาประมาณ 7 สัปดาห์ เปิดตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน เฉลี่ยวันละ 10-12 ชั่วโมง บางวันเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนตอนค่าฝุ่นนอกบ้านสูง โหมดที่ใช้บ่อยสุดคือแรง 1 กับโหมด Auto โดยพฤตินัย (จริงๆ ตัวเครื่องไม่มี Auto sensor แต่ผมตั้งใช้ระดับ 2 เป็น default)

รีวิวนี้จะเล่าทั้งจุดที่ผมประทับใจหลังใช้จริง และข้อจำกัดที่ต้องบอกกันตรงๆ ก่อนตัดสินใจ เพราะรุ่นนี้ไม่ได้ดีไปทุกมุม มีจุดที่ Worldtech ตัดออกเพื่อทำราคา ผมจะบอกให้ครบทั้งสองด้านครับ

Worldtech WT-P110 เครื่องฟอกอากาศห้องใหญ่

Worldtech WT-P110 สรุปสั้นๆ ก่อนลงรายละเอียด

Worldtech WT-P110 คือเครื่องฟอกอากาศระดับกลาง สำหรับห้องใหญ่ 60-70 ตร.ม. ใช้ระบบกรอง 3 ชั้น (Pre-Filter + HEPA H13 + Activated Carbon) ค่า CADR 350 m³/h ปรับแรงลมได้ 4 ระดับ ดีไซน์ 360° Air Inlet ดูดอากาศรอบทิศทาง มอเตอร์ DC ประหยัดไฟ มีฟังก์ชั่น Negative Ion และช่องใส่น้ำหอม Aroma เหมาะกับบ้านที่ต้องการเครื่องฟอกตัวเดียวคุมพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ใช่รุ่น smart มี WiFi แต่ใช้งานง่าย เหมาะกับคนไม่อยากต่อ app วุ่นวาย

สเปก Worldtech WT-P110 แบบเข้าใจง่าย

ก่อนลงรายละเอียด ขอสรุปสเปกที่ผมว่าสำคัญต่อการตัดสินใจให้ดูก่อน

  • พื้นที่ครอบคลุม: 60-70 ตร.ม. — เหมาะกับห้องนั่งเล่นใหญ่ หรือห้องส่วนกลางที่ต่อกับครัว ที่บ้านผม 55 ตร.ม. ใช้ระดับ 1-2 ก็พอ ไม่ต้องเร่งแรง
  • CADR: 350 m³/h — ค่านี้คืออัตราการฟอกอากาศต่อชั่วโมง ยิ่งสูงยิ่งดูดอากาศได้เร็ว ในเซกเมนต์งบหนึ่งหมื่นถือว่าสูง
  • ระบบกรอง 3 ชั้น: Pre-Filter ดักฝุ่นใหญ่+เส้นผม+ขนสัตว์ → HEPA H13 ดักอนุภาค 0.3 ไมครอน 99.95% รวม PM 2.5+เกสร+ไรฝุ่น → Activated Carbon ดูดกลิ่นและก๊าซ
  • มอเตอร์ DC: ประหยัดไฟกว่ามอเตอร์ AC แบบเดิม เปิดต่อเนื่องไม่กลัวค่าไฟกระโดด เสียงโหมดต่ำเงียบกว่ามอเตอร์ AC ในรุ่นเก่าที่ผมเคยใช้
  • 360° Air Inlet: ดูดอากาศรอบเครื่อง ปล่อยลมขึ้นด้านบน ทำให้วางกลางห้องได้ ไม่ต้องชิดผนัง
  • Negative Ion: ปล่อยประจุลบช่วยลดเชื้อโรคและกลิ่น เปิดแยกได้
  • Aroma Box: ใส่น้ำหอมเติมกลิ่นในห้อง — feature เล็กๆ แต่ที่บ้านผมใช้บ่อย
  • แจ้งเตือนเปลี่ยนไส้กรอง: ไฟเตือนบนเครื่องเมื่อถึงเวลา
  • มาตรฐาน: มอก. รับรอง รับประกัน 1 ปี

สิ่งที่ ไม่มี และต้องบอกตรงๆ คือ Dust Sensor ตรวจฝุ่นอัตโนมัติ และ WiFi/App control ถ้าคุณต้องการ 2 feature นี้ ต้องขยับไปรุ่น WT-P120 ที่แพงขึ้นแทน

ดีไซน์ตัวเครื่องและ First Impression ตอนแกะกล่อง

กล่องมาขนาดใหญ่กว่าที่คาด เพราะตัวเครื่องสูงเกือบเอวผม น้ำหนักประมาณ 7-8 กิโล ยกคนเดียวพอไหว แต่ถ้าย้ายห้องบ่อยอาจไม่สะดวก ดีไซน์ทรงกระบอกกลม สีขาวล้วน ดูสะอาดตา วางในห้องนั่งเล่นไม่ขัดเฟอร์นิเจอร์อื่น

หน้าจอด้านบนเป็นปุ่มสัมผัส มีไฟ LED บอกระดับแรงลม โหมด Negative Ion โหมด Timer และไฟเตือนเปลี่ยนไส้กรอง ผมชอบที่ปุ่มไม่เยอะเกินไป กดง่าย เปิด-ปิดได้ทันที ไม่ต้องเข้า menu ให้ปวดหัว ปุ่ม Power อยู่กลางหน้าจอ กดยาว 2 วินาทีเพื่อเปิด

ช่องดูดอากาศอยู่รอบเครื่องแบบ 360° ทำให้วางกลางห้องหรือชิดผนังก็ได้ผลพอกัน ที่บ้านผมวางใกล้โซฟา ห่างผนังประมาณ 30 ซม. ช่องลมด้านบนปล่อยขึ้นตรงๆ ไม่พัดใส่หน้า

ตัวไส้กรองอยู่ในกล่องแยก ถอดง่าย หมุนทวนเข็มฯ ฝาด้านล่างก็ดึงออกมาได้เลย ตอนแกะใช้เวลาประกอบรวมราว 5 นาที เสียบปลั๊กแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องเซ็ตอะไรเพิ่ม

ใช้งานจริง 7 สัปดาห์ ในห้องนั่งเล่นต่อครัว

วันแรกผมเปิดโหมดแรงสุด (ระดับ 4) ทิ้งไว้ 30 นาทีเพื่อ “ฟอกอากาศตั้งต้น” ตามที่คู่มือแนะนำ พบว่าเสียงดังกว่าที่คิด ประมาณพัดลมตั้งโต๊ะเปิดเบอร์กลาง พอลงโหมด 2 เสียงเบาลงชัด ใกล้พอกับเสียงตู้เย็นทำงาน อยู่ในห้องคุยกันได้ปกติ ดูทีวีระดับเสียงปกติได้ ไม่ต้องเร่ง

คนในบ้านที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่น (รวมตัวผมเอง) สังเกตได้ภายในสัปดาห์แรกว่าตื่นเช้ามาคัดจมูกน้อยลงเห็นได้ชัด ส่วนเด็กที่บ้านก็ไอน้อยลง ผมไม่กล้าเคลมเป็นเปอร์เซ็นต์เพราะไม่มีเครื่องวัด PM ที่บ้านวัดเทียบ แต่ feel ที่ตื่นมาเช็ดโต๊ะตอนเช้า คราบฝุ่นบนพื้นผิวลดลงจริง

ในชีวิตประจำวันผมเปิดโหมด 1-2 เป็นหลัก เปิดยาวๆ ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน วันที่ค่าฝุ่นนอกบ้านขึ้นเกิน 80 (เช็คจากแอป) ผมจะเร่งเป็นโหมด 3 ช่วง 1-2 ชั่วโมง แล้วปรับกลับลงเอง เพราะตัวเครื่องไม่มี sensor ตรวจฝุ่นอัตโนมัติ ต้องดูเอาเอง ตรงนี้ผมเข้าใจว่าเป็นจุดที่แลกมาเพื่อให้ราคาอยู่ในเซกเมนต์นี้ได้ จริงๆ พอใช้ไปสักพักก็คุ้นว่าควรกดอะไรตอนไหน

ช่องใส่น้ำหอม Aroma ที่ดูเหมือนของแถม ใช้บ่อยกว่าที่คิด ผมหยดน้ำมันหอม lavender ลงไป 2-3 หยด ตอนกลางคืนห้องนั่งเล่นจะมีกลิ่นบางๆ ตามลม ไม่แรง ไม่อึดอัด ลูกที่บ้านชอบมาก คนในบ้านที่ไวต่อกลิ่นก็โอเค

โหมด Negative Ion ผมเปิดควบคู่กับโหมดลมเกือบตลอด ไม่รู้สึกถึง side effect อะไร ในห้องไม่มีกลิ่นโอโซน (เพราะเครื่องนี้ไม่ใช่ ozone generator) แต่เปิดไว้รู้สึกว่าอากาศสดชื่นกว่าตอนปิด ส่วนตัวคิดว่าเป็น placebo ปนนิดๆ แต่ก็เปิดทิ้งไว้ตลอด

เสียงโหมด 1 ใกล้เคียงเสียง white noise เบาๆ พอใช้จริงผมนั่งทำงาน work from home ในห้องนั่งเล่นได้สบาย ไม่รบกวนการประชุม Zoom เปิดไมค์ตอนคุยกับลูกค้าก็ไม่เคยมีใครทักว่าได้ยินเสียงพัดลม

ข้อดีและข้อเสียที่ผมเจอจริง

ส่วนนี้บอกตรงๆ ทั้งสองด้าน เพราะทุกรุ่นมีจุดที่ต้องแลก

ข้อดี:

  • HEPA H13 ของแท้ + กรอง 3 ชั้น: ดักอนุภาค 0.3 ไมครอนได้ 99.95% ตามสเปก ในการใช้จริงคนภูมิแพ้ที่บ้านสัมผัสได้ภายในสัปดาห์แรกว่าคัดจมูกตอนเช้าน้อยลง ในงบเซกเมนต์นี้ถือว่าจัดเต็ม
  • CADR 350 m³/h ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่: ห้องนั่งเล่นต่อครัว 55 ตร.ม. ที่บ้านผมใช้แค่ระดับ 1-2 ก็เอาอยู่ ไม่ต้องเปิดแรงสุด — เครื่องฟอกที่ครอบคลุมพื้นที่เกิน ดีกว่าใช้พอดี เพราะมี headroom เผื่อวันที่ฝุ่นนอกบ้านพีค
  • มอเตอร์ DC ประหยัดไฟ + เสียงเบา: เปิดวันละ 10-12 ชั่วโมง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าไฟเฉลี่ยเดือนล่าสุดไม่ได้กระโดดผิดปกติ เทียบกับรุ่น WT-P50 มอเตอร์ AC ที่เคยใช้ ตัวนี้เงียบกว่าและกินไฟน้อยกว่าเห็นได้
  • 360° Air Inlet วางที่ไหนก็ได้: ผมวางห่างผนัง 30 ซม. ใกล้โซฟา ไม่ต้องชิดผนัง ไม่กีดทาง การไหลเวียนอากาศทั่วทั้งห้องดีกว่ารุ่นเดิมที่ดูดข้างเดียว
  • ใช้งานง่าย ปุ่มสัมผัสด้านบน: ไม่ต้องโหลด app ไม่ต้องล็อกอินอะไร กดเปิด-ปิด-ปรับโหมดได้ทันที ที่บ้านมีผู้สูงอายุก็ใช้ได้

ข้อเสีย:

  • ไม่มี Dust Sensor: ตรวจฝุ่นอัตโนมัติไม่ได้ ต้องดูค่าฝุ่นนอกบ้านเอง แล้วปรับโหมดเอง คนที่ชินกับ auto mode ของเครื่องระดับสูงกว่า อาจขัดใจ ส่วนตัวพอใช้ไปสักพักก็คุ้นรอบเอง
  • ไม่มี WiFi/App control: เปิด-ปิด ต้องเดินมากดเอง ไม่มี schedule ผ่านมือถือ ไม่มี integrate กับ smart home
  • ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 7-8 กิโล: ย้ายห้องบ่อยลำบาก ถ้าจะใช้เครื่องเดียวสลับห้อง บ้านชั้นบนชั้นล่าง ต้องคิดอีกที

CADR 350 สูงไม่ได้แปลว่าต้องเปิดแรงสุดตลอด

มีความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยๆ คือ “CADR 350 ต้องเปิดแรงสุดถึงจะได้ค่านี้” จริงๆ แล้วในห้องที่ขนาดเล็กกว่าพื้นที่ครอบคลุมสูงสุด เปิดระดับ 1-2 ก็พอครับ เพราะอัตราการหมุนเวียนอากาศพอเพียงแล้ว ที่บ้านผม 55 ตร.ม. (น้อยกว่า max 70 ตร.ม.) ใช้ระดับ 2 ทั้งวัน ฝุ่นในห้องก็ลดลงเห็นได้

สิ่งที่ผมค้นพบหลังใช้ 7 สัปดาห์คือ การเปิดแรงสุดจะมีประโยชน์เฉพาะตอนเริ่มต้น (ฟอกอากาศตั้งต้นช่วง 15-30 นาที) หรือตอนค่าฝุ่นนอกบ้านพีคเกินปกติเท่านั้น ที่เหลือเปิดระดับ 1-2 ทั้งวันเสียงเบา ประหยัดไฟ และไส้กรองอายุยืนกว่าด้วย

การที่ Worldtech ใส่ CADR สูงมาในเครื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อให้คุณเปิดแรงสุดตลอด แต่เพื่อให้คุณมี headroom เผื่อพื้นที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต หรือเผื่อวันที่อากาศแย่จริงๆ ตรงนี้ รีวิว 7 อันดับ เครื่องฟอกอากาศ ก็อธิบายไว้คล้ายกันว่า CADR เป็นค่า peak ไม่ใช่ค่าใช้งานจริง

เทียบกับ Xiaomi และ Sharp ในเซกเมนต์เดียวกัน

ในงบไม่เกินหนึ่งหมื่น ที่ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ คู่แข่งหลักที่ผมเล็งตอนเลือกซื้อมี 2 ตัวคือ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Lite และ Sharp รุ่นกลาง

Xiaomi 4 Lite จุดเด่นคือ smart มี app ควบคุม sensor PM 2.5 ในตัว แสดงค่าฝุ่นบนหน้าจอ ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง 43-48 ตร.ม. ราคาก็ใกล้ๆ กัน ส่วนต่างหลักๆ คือ WT-P110 ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่กว่าและมี Activated Carbon ดูดกลิ่นในตัว ส่วน Xiaomi ชนะที่ smart feature ถ้าคุณต้องการ smart home + app + ห้องไม่ใหญ่มาก Xiaomi น่าจะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าต้องการคุมพื้นที่ใหญ่ขึ้น WT-P110 ได้เปรียบเรื่อง coverage

ส่วน Sharp พลาสมาคลัสเตอร์เป็นเทคโนโลยีเฉพาะตัวที่หลายคนชอบ ผมเคยลองดู รีวิว Sharp FP-F30TA-A แต่ Sharp รุ่นที่ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่เท่า WT-P110 ราคาขยับสูงกว่าเซกเมนต์นี้พอตัว ส่วนตัวคิดว่า WT-P110 ตอบโจทย์ value ในงบ family hub มากกว่า

Worldtech WT-P110 เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร?

หลังใช้ 7 สัปดาห์ ผมว่าตัวนี้ตอบโจทย์คนกลุ่มชัดเจน และไม่ตอบโจทย์บางกลุ่มด้วย ขอแยกให้ดู

เหมาะกับ:

  • คนที่อยู่ทาวน์เฮาส์/บ้านเดี่ยว ที่ห้องส่วนกลาง 50-70 ตร.ม. ต้องการเครื่องตัวเดียวคุมพื้นที่หลัก
  • ครอบครัวที่มีคนภูมิแพ้/เด็กเล็ก/สัตว์เลี้ยง ต้องการ HEPA H13 ของแท้ในงบไม่เกินหนึ่งหมื่น
  • คนที่ไม่อยากต่อ app วุ่นวาย อยากกดปุ่มเดียวเปิด-ปิด ใช้งานตรงไปตรงมา
  • คนที่เปิดเครื่องต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง ต้องการมอเตอร์ DC ประหยัดไฟ

ไม่เหมาะกับ:

  • คนที่ต้องการ Dust Sensor + Auto Mode + App control — ขยับไปดู WT-P120 หรือ Xiaomi 4 Lite แทน
  • คนที่อยู่คอนโด/ห้องเล็กไม่เกิน 25 ตร.ม. — ตัวนี้ใหญ่เกินไป รุ่น WT-P50 หรือเล็กกว่าตอบโจทย์ดีกว่า
  • คนที่ต้องการย้ายเครื่องระหว่างห้องบ่อยๆ — น้ำหนัก 7-8 กิโล ยกบ่อยๆ ลำบาก

ข้อแนะนำเฉพาะรุ่น: เปิดระดับ 1-2 เป็น default พอ ไม่ต้องเร่งแรงสุดตลอด ไส้กรองอายุยืนกว่า + ค่าไฟน้อยกว่า / เปิด Negative Ion ทิ้งไว้ตลอดไม่มีผลเสีย / ใส่น้ำมันหอมในช่อง Aroma แค่ 2-3 หยดก็พอ / ทำความสะอาด Pre-Filter (ชั้นนอกสุด) ทุก 2 สัปดาห์ ช่วยยืดอายุ HEPA ชั้นใน

คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับ WT-P110

Q1: Worldtech WT-P110 เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?

ตามสเปกครอบคลุม 60-70 ตร.ม. ในการใช้จริง ห้อง 50-65 ตร.ม. ใช้ระดับ 1-2 ก็เอาอยู่ ห้องที่เกิน 70 ตร.ม. แนะนำขยับไป WT-P120 ที่ครอบคลุม 70-90 ตร.ม. แทน

Q2: Worldtech WT-P110 มี Dust Sensor มั้ย?

ไม่มีครับ ต้องเช็คค่าฝุ่นเอง แล้วปรับโหมดด้วยตัวเอง ถ้าต้องการ sensor ต้องดูรุ่น WT-P120

Q3: WT-P110 กินไฟเยอะมั้ย?

ตัวเครื่องใช้มอเตอร์ DC ประหยัดไฟ ที่บ้านผมเปิดวันละ 10-12 ชั่วโมง 7 สัปดาห์ ค่าไฟไม่ได้กระโดด เปิดระดับ 1-2 กินไฟน้อยกว่าระดับ 3-4 ชัดเจน

Q4: WT-P110 ใช้ไส้กรองรุ่นไหน เปลี่ยนทุกกี่เดือน?

ใช้ไส้กรอง WT-P110-Filter (HEPA H13) อายุการใช้งานประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นกับความเข้มข้นของฝุ่นในห้องและจำนวนชั่วโมงที่เปิด ตัวเครื่องมีไฟเตือนเปลี่ยนไส้กรองในตัว

Q5: WT-P110 ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชั่นแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์งบหนึ่งหมื่น เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุป Worldtech WT-P110 หลังใช้ 7 สัปดาห์ + คะแนน

สรุปคะแนนของผมหลังใช้ 7 สัปดาห์ Worldtech WT-P110 ได้ 8.0/10 คะแนนนี้บอกว่าเป็นเครื่องฟอกอากาศห้องใหญ่ที่ทำได้ดีในเกือบทุกเรื่องที่สำคัญ มีจุดที่แลกออกบ้างเพื่อให้อยู่ในงบที่จับต้องได้

ตัวนี้เหมาะกับคนที่อยู่ทาวน์เฮาส์/บ้านเดี่ยว มีห้องส่วนกลาง 50-70 ตร.ม. ต้องการเครื่องตัวเดียวคุมพื้นที่หลัก เน้นใช้งานต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง ไม่อยากต่อ app วุ่นวาย ครอบครัวที่มีลูกเล็ก/คนภูมิแพ้/สัตว์เลี้ยง จะได้ประโยชน์จากระบบกรอง 3 ชั้น + HEPA H13 ของแท้

สิ่งที่ต้องแลกคือ Dust Sensor และ WiFi/App control ที่ Worldtech ตัดออกในรุ่นนี้ ผมคิดว่ายังคุ้มเพราะการตั้งโหมดเองวันละ 1-2 ครั้งไม่ได้ลำบากในชีวิตประจำวัน และสิ่งที่ได้กลับมาคือ HEPA H13 ของแท้ + CADR สูง + พื้นที่ครอบคลุมใหญ่ ในงบที่อยู่ในกรอบ

ถ้าให้ผมย้อนกลับไปวันที่ตัดสินใจ ผมยังเลือก WT-P110 อยู่ดี แต่ถ้ามีงบเพิ่มอีกพันกว่าบาท คงพิจารณา WT-P120 ที่มี Dust Sensor + Auto Mode เพิ่มมา ส่วนตัวคิดว่ารุ่น P110 ตอบโจทย์ family hub ที่ผมต้องการได้ครบ ในเซกเมนต์นี้หาคู่แข่งที่จัดเต็มแบบนี้ยาก

ใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศห้องใหญ่ในงบที่ไม่บานปลาย รุ่นนี้น่าจะอยู่ใน shortlist ครับ ลองเช็คดูได้ที่ลิงก์ด้านล่าง