ทีวีเครื่องเก่าเริ่มมีปัญหา ผมเลยมาลอง WEYON S-32wifi ในห้องนอน
ทีวีเครื่องเก่าในห้องนอนผมใช้มาประมาณ 5 ปี panel เริ่มมีจุดเขียวมุมล่างขวา ดูหนังกลางคืนเริ่มรำคาญตา เครื่องในห้องนั่งเล่นยังโอเค แต่เครื่องในห้องนอนต้องเปลี่ยน งบที่ตั้งไว้คือไม่อยากเกินสามพันบาท เพราะเป็นทีวีเครื่องสองที่ใช้ดูก่อนนอนวันละ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น
ผมเป็นฟรีแลนซ์อายุต้นสามสิบ อยู่คอนโด 28 ตรม. ห้องนอนแยกประมาณ 14 ตรม. คนในบ้าน 1-2 คน ใช้ทีวีหลักๆ คือเปิด Netflix ก่อนนอน ฟัง podcast บน YouTube ระหว่างทำงาน ไม่ได้เน้นภาพระดับ flagship เพราะระยะมองจากเตียงถึงโต๊ะวางทีวีแค่ 1.8 เมตรเอง
ตอนเลือกผมเปรียบเทียบอยู่ 3 รุ่นในงบเดียวกัน WEYON S-32wifi, ProVision LT32G33 และ TCL 32D2900 ส่วนตัวเลือก WEYON เพราะมี Android OS + WiFi built-in + พรีโหลด Netflix/YouTube มาเลย ไม่ต้องซื้อกล่อง Smart box เพิ่ม ในงบนี้ถือว่าได้ feature ครบกว่าอีก 2 รุ่นที่เป็น Digital TV อย่างเดียว
ใช้มา 5 สัปดาห์เต็มๆ เปิดเฉลี่ยวันละ 3-4 ชั่วโมง โหลด Netflix, YouTube, Spotify แล้วก็ลง Disney+ Hotstar เพิ่ม ทดสอบหลายฉาก ทั้งหนังมืด ซีรีส์เกาหลี รายการข่าว ดูคลิป YouTube เรื่อยๆ ตอน work from home
บทความนี้ผมจะเล่าสิ่งที่เจอจริง ทั้งดีและเสีย โดยไม่ได้ปั่นยอด ไม่ได้บอกว่ามันดีเหมือนทีวีเรือธง แต่จะตอบว่ามันคุ้มกับงบที่จ่ายไปไหม ใครเหมาะ ใครไม่เหมาะ และมีข้อควรระวังตรงไหนบ้างก่อนกดซื้อ
สรุปก่อนสำหรับคนรีบ — WEYON S-32wifi เหมาะกับใคร
ถ้าใจร้อนอยากรู้คำตอบเร็วๆ ผมสรุปไว้ตรงนี้ก่อน
- เหมาะกับห้องนอน/ห้องครัว/เครื่องสอง ในคอนโดหรือบ้านที่มีระยะมอง 1.5-2.2 เมตร
- ดู Netflix, YouTube, ฟัง podcast ได้ครบจบในเครื่องเดียว ไม่ต้องต่อ Smart box เพิ่ม
- ภาพระดับ HD Ready 1366×768 — พอกับขนาด 32 นิ้วในระยะใกล้
- ไม่เหมาะกับห้องนั่งเล่นใหญ่ ระยะมอง 3 เมตรขึ้น หรือคนที่อยากดู 4K/HDR
- ไม่เหมาะกับเกมเมอร์ที่ต้องการ 120Hz, low input lag
สรุปอีกที — รุ่นนี้คือทีวีเครื่องสองในงบไม่ถึงสามพัน เน้นใช้งานพื้นฐาน ครบครันในระดับ entry ถ้า expectation ตรงนี้ก็จบ
สเปก WEYON S-32wifi จุดเด่นที่ทำให้ผมหยิบมาลอง
มาดูสเปกหลักก่อนว่าเครื่องนี้มีอะไรบ้าง
- หน้าจอ LED 32 นิ้ว Resolution HD Ready 1366×768 อัตราส่วน 16:9
- ระบบปฏิบัติการ Android (รุ่นที่ผมได้คือ Android 9.0) พรีโหลด Netflix และ YouTube
- WiFi built-in + LAN RJ45 เลือกใช้ได้ทั้งสองทาง
- ลำโพง 8W x 2 รวม 16W ระบบเสียง Digital Sound
- ช่องต่อ HDMI, USB x2, AV, VGA, Component, Coaxial, หูฟัง 3.5mm
- ความสว่างหน้าจอ 200 cd/m² อัตราส่วนความคมชัด 1200:1
- กำลังไฟ Power Consumption ต่ำกว่า 50W
- มีดิจิทัลทีวีจูนเนอร์ในตัว ไม่ต้องซื้อกล่องเพิ่ม
จุดเด่นที่ทำให้ผมตัดสินใจคือ Android + WiFi + พรีโหลดแอป streaming มาเลย ในงบนี้ส่วนใหญ่ที่เจอเป็น Digital TV ที่ไม่มี Smart function ต้องต่อ Smart box หรือ Fire TV stick ราคาเพิ่มอีกพันบาท บวกกันก็เกินงบทันที
สิ่งที่ผมไม่ค่อยพอใจในสเปกคือ HDMI มาแค่ port เดียว ถ้าใครต่อทั้งเครื่องเล่นเกมและ Apple TV ต้องสลับสาย — แต่ในห้องนอนผมต่อแค่ Switch อันเดียวก็พอ
การที่ผู้ผลิตให้พอร์ตเก่าๆ มาด้วย เช่น VGA, Component อาจดูไม่จำเป็นในปี 2026 แต่ก็ดีสำหรับคนที่ยังมีอุปกรณ์เก่าๆ ในบ้าน
ดีไซน์และความรู้สึกแรกที่แกะกล่อง
กล่องมาขนาดมาตรฐานทีวี 32 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 4.5 กก. แกะเองคนเดียวได้ ภายในมีตัวเครื่อง รีโมต ขาตั้ง 2 ขา สายไฟ และคู่มือภาษาไทยบางๆ ใบนึง
ขอบจอบางใช้ได้ ไม่ได้บางเฉียบเหมือนแบรนด์เรือธง แต่อยู่ในระดับที่ดูไม่หนา ขอบประมาณ 1 ซม. ด้านหลังพลาสติกธรรมดาดำด้านๆ น้ำหนักเบา ยกขึ้นโต๊ะคนเดียวได้สบาย
ขาตั้งเป็น 2 ขาแยก ไม่ใช่ฐานกลาง วางบนโต๊ะกว้าง 80 ซม.ของผมพอดี แต่ถ้าโต๊ะแคบกว่า 70 ซม. ต้องเช็คก่อนเพราะขาตั้งกางออกประมาณ 65 ซม.
รีโมตเป็นแบบมาตรฐาน ปุ่มไม่เยอะ มีปุ่ม Netflix และ YouTube ลัดมาให้เลย ปุ่ม navigation ทำงานปกติ ไม่มี voice control ในงบนี้ก็ไม่ได้คาดหวัง
ความรู้สึกแรกตอนเปิดเครื่องคือ boot ช้าราว 30 วินาทีก่อนเข้าหน้า home ของ Android ถ้าเทียบกับทีวี Google TV แบรนด์ใหญ่ที่ boot ใน 10 วินาที ถือว่าช้ากว่าชัด แต่เปิดทิ้งไว้ก็ไม่ได้ลำบาก เปิดวันละครั้งแล้ว standby ก็พอ
การใช้งานจริง 5 สัปดาห์ในห้องนอน 14 ตรม.
ตั้งค่าครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 15 นาที ตามขั้นตอนของ Android เลือกภาษาไทย ใส่ WiFi login Google account แล้วก็เข้า Play Store ได้
วันแรกผมเจอ friction moment ตอนตั้งค่า WiFi รีโมตค้างไป 2 นาที กดปุ่มแล้วเครื่องไม่ตอบ ผมงงว่าเสียมั้ย ลองรีสตาร์ทเครื่องโดยถอดปลั๊กเสียบใหม่ พอ boot ขึ้นมาก็ใช้ได้ปกติ ตั้งแต่นั้นไม่เคยเจออาการนี้อีกใน 5 สัปดาห์
คุณภาพภาพ HD Ready 1366×768 ในระยะมอง 1.8 เมตรของผม ตามนุษย์จับ pixel ไม่ออก ดู Netflix series คมพอ สีสันออกอุ่นๆ ไม่ฉูดฉาด ดูสบายตาก่อนนอน เปิด Mode Standard ความสว่าง 50% ก็พอแล้วในห้องที่มีไฟอ่อนๆ
หนังมืดอย่างซีรีส์ดราม่าเกาหลี ภาพยังมี black level ที่ใช้ได้ ไม่ดำสนิทเหมือน OLED แน่นอน แต่ใน entry tier ถือว่าผมยอมรับได้ ฉาก dark scene ใน Dr. Romantic ดูได้ไม่ปวดตา
เสียง 8W x 2 รวม 16W เปิด level 12 จากเต็ม 100 ในห้อง 14 ตรม. ก็พอ ฟังเสียงคนพูดชัด ไม่อ้อ ไม่กลบ เสียง bass ไม่มี ถ้าจะดูหนัง action เน้นเสียงคงต้องต่อ sound bar เพิ่ม แต่ผมดูซีรีส์/ฟัง podcast พอใช้ได้
ความเร็วของ Android — มี learning moment สำคัญตอนสัปดาห์ที่ 2 ผมเพิ่งรู้ว่าต้อง login Google account ใน Play Store เองก่อน ถึงจะลงแอปอื่นได้ พอ login แล้วลง Disney+ Hotstar, Spotify, VLC ได้ปกติ การเลื่อน UI ลื่นพอใช้ ไม่กระตุก แต่ถ้าเปิดหลายแอปสลับไปมาบ่อยๆ จะมี lag 1-2 วินาที
WiFi เชื่อมต่อ 2.4GHz กับ router ห่าง 3 เมตร เปิด Netflix 1080p stream ลื่น ไม่มี buffer ลองโยน WiFi 5GHz ก็ใช้ได้ ความเร็ว download Speedtest ในแอปได้ราว 35 Mbps จาก 100 Mbps ของบ้าน ถือว่าใช้ได้ในระดับนี้
ค่าไฟ — ผมเช็คค่าไฟเดือนล่าสุดเทียบกับ 2 เดือนก่อนที่ใช้ทีวีเก่ารุ่น 32 นิ้วเหมือนกัน เพิ่มประมาณ 30 บาท/เดือน ถือว่าไม่ขยับเลย เพราะ Power Consumption < 50W
ข้อดี-ข้อเสียที่ผมเจอจริง
หลังใช้ครบ 5 สัปดาห์ ลองสรุปข้อดี-ข้อเสียแบบไม่ปั่น
ข้อดี
- Android OS + WiFi built-in + พรีโหลด Netflix/YouTube: ในงบไม่ถึงสามพัน ได้ Smart TV ครบจบ — ผมไม่ต้องซื้อกล่อง Smart box เพิ่ม ประหยัดงบและลดสายระเกะระกะหลังทีวี
- Resolution HD Ready 1366×768 ในขนาด 32 นิ้ว: ความละเอียดพอกับระยะมอง 1.8-2 ม. — ใกล้กว่านี้จะเห็น pixel แต่ในห้องนอนทั่วไประยะนี้ดูปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าภาพไม่คมพอ
- พอร์ต I/O หลากหลาย (HDMI, USB x2, AV, VGA, Component, RJ45): รองรับทั้งอุปกรณ์ใหม่และเก่า — สำหรับคนที่ยังมีเครื่องเล่น DVD เก่า หรือ console เก่า ยังต่อใช้ได้
- กำลังไฟ Power Consumption < 50W: ค่าไฟไม่ขยับ — ผมเปิดวันละ 3-4 ชม. แทบไม่เห็นความต่างในบิลค่าไฟ
- น้ำหนักเบา 4.5 กก. + ขอบจอบาง: ติดผนัง/ย้ายที่ง่าย — ผมยกย้ายโต๊ะคนเดียวสบาย ไม่ต้องเรียกใครช่วย
ข้อเสีย
- HDMI port มีแค่ช่องเดียว: ถ้าต่ออุปกรณ์เกินหนึ่งต้องสลับสาย — สำหรับคนที่มีทั้ง console + streaming stick + Apple TV จะลำบาก
- Boot time นานราว 30 วินาที: ทีวี Android แบรนด์ใหญ่งบสูงกว่า boot ใน 10 วิ — ในงบนี้ก็ต้องยอมแลก เปิดทิ้ง standby ก็พอ
- Voice control ไม่มี + รีโมตไม่มี backlight: กดในที่มืดต้องคลำหา — แก้ด้วยแอป Android TV Remote บนมือถือก็ได้
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับทีวี Android ราคาเริ่มต้น
ผมเจอคนถามว่า “32 นิ้ว HD Ready แค่ 1366×768 ไม่น้อยไปเหรอ?” ส่วนตัวผมว่านี่เป็นเรื่องที่คนชอบเข้าใจผิด
เหตุผลคือในขนาด 32 นิ้ว + ระยะมอง 1.8-2 เมตร ตาคนเฉลี่ยจับความต่างระหว่าง HD Ready กับ Full HD ไม่ได้ เพราะ pixel density ในระยะนี้เกินขีดการแยกแยะของตาแล้ว สเปก Full HD ในทีวี 32 นิ้วจะสร้างความต่างที่สัมผัสได้จริงเฉพาะตอนนั่งใกล้กว่า 1.2 เมตร หรือมองเป็น monitor คอม — ซึ่งถ้าจะใช้แบบนั้นต้องเลือก monitor ไม่ใช่ทีวี
อีกประเด็นที่ชอบเข้าใจผิดคือเรื่องเสียง คนคิดว่าทีวีแบรนด์ใหญ่งบ 8,000-10,000 บาทเสียงต้องดีกว่าทีวี entry tier — จริงๆ ในขนาด 32 นิ้วเหมือนกัน แบรนด์ใหญ่ก็ตัด sound bar ออกเหมือนกัน เพราะพื้นที่ภายในเครื่องจำกัด ส่วนต่างของกำลังลำโพงเลยอยู่ที่ 2-4W เท่านั้น ฟังคนพูดในซีรีส์ไม่ต่างกันชัด — ถ้าจะเน้นเสียง ต่อ sound bar แยกคุ้มกว่าซื้อทีวีแพง
WEYON S-32wifi เทียบกับ ProVision LT32G33 และคู่แข่งใกล้เคียง
ในงบเริ่มต้น 2,500-4,500 บาท ทีวี 32 นิ้วในตลาดที่ผมเทียบมีอยู่ 3 รุ่นหลัก
WEYON S-32wifi เด่นที่มี Android OS + WiFi built-in + Netflix/YouTube พรีโหลด เป็น Smart TV ครบจบ ไม่ต้องต่อกล่อง
ProVision LT32G33 เป็น LED Digital TV ไม่ใช่ Smart TV ต้องต่อ Smart box เพิ่ม แต่ราคาถูกกว่าราว 500-800 บาท ภาพคมพอกัน อ่านรีวิวเต็มได้ที่ ProVision LED DigitalTV 32 นิ้ว LT32G33
TCL 32D2900 เป็น LCD รุ่นเก่าจากแบรนด์ที่คนคุ้นชื่อกว่า ภาพดี เสียงดี แต่ไม่ใช่ Smart TV เหมือนกัน ต้องต่อกล่องเพิ่ม
ส่วนตัวถ้าเลือก ผมเทียบจาก use case ของแต่ละคน — ถ้าจะใช้เป็นเครื่องสองที่ดู streaming เป็นหลัก ไม่อยากซื้อกล่องเพิ่ม WEYON S-32wifi คุ้มกว่า เพราะรวมๆ ประหยัด 500-1,000 บาท
แต่ถ้ามี Smart box หรือ Fire TV stick อยู่แล้ว ProVision หรือ TCL คุ้มกว่า เพราะตัวเครื่องถูกกว่า และเอา feature ที่ตัวเองคุ้นอยู่แล้วมาใช้
WEYON S-32wifi เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร
เหมาะกับ
- คนที่อยู่คอนโด 28-40 ตรม. ต้องการทีวีเครื่องสองในห้องนอน ระยะมอง 1.5-2.2 เมตร
- คนที่ดู streaming เป็นหลัก (Netflix, YouTube, Disney+) ไม่อยากซื้อ Smart box เพิ่ม
- คนที่งบไม่ถึงสามพัน แต่ยังต้องการ Smart TV + WiFi built-in
- คนที่ต้องการทีวีในห้องครัว/ห้องอเนกประสงค์/ห้องเด็ก เปิดทิ้งเบาๆ
- คนที่ย้ายคอนโดบ่อย อยากได้ทีวีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย
ไม่เหมาะกับ
- คนที่ต้องการทีวีหลักห้องนั่งเล่นใหญ่ ระยะมอง 3 เมตรขึ้น — รุ่นนี้ต้องไป 43-50 นิ้ว
- เกมเมอร์ที่ต้องการ refresh rate 120Hz, low input lag, HDR — รุ่นนี้คือ 60Hz + HD Ready
- คนที่ดูหนัง 4K HDR เป็นงานอดิเรก ต้องการ panel คุณภาพสูง
- คนที่ต้องต่ออุปกรณ์ HDMI เกิน 1 อย่างพร้อมกัน
ข้อแนะนำ
- ก่อน login Play Store ลง app ใดๆ ตั้งค่า WiFi ให้นิ่งก่อน ไม่งั้น Play Store จะ error
- ถ้าจะลง app นอก Play Store (เช่น Disney+ Hotstar ที่ไม่มีในรุ่นนี้บางตัว) ใช้ Aptoide TV หรือ sideload APK ผ่าน USB
- เปิด Mode “Standard” แทน “Vivid” จะได้สีธรรมชาติกว่า ตาไม่ล้า
ข้อควรระวัง
- HDMI port เดียว ถ้ามีอุปกรณ์เยอะอาจต้อง HDMI switcher
- การรับประกันอ่านเงื่อนไขในร้านก่อน เพราะแบรนด์ไม่ได้มีศูนย์ใหญ่เหมือนยี่ห้อหลัก ถ้าซ่อมต้องส่งกลับร้าน
ใครสนใจรุ่นใกล้เคียงในงบเดียวกัน อ่าน รีวิว Worldtech 32 นิ้ว WT-LED3201 หรือ รีวิว TCL 32 รุ่น 32D2900 เพิ่มได้
FAQ คำถามที่คนถามบ่อย
Q: WEYON S-32wifi เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?
A: เหมาะกับห้องนอนหรือห้องอเนกประสงค์ขนาด 12-18 ตรม. ระยะมอง 1.5-2.2 เมตร ถ้าใหญ่กว่านี้แนะนำขนาด 40-43 นิ้วขึ้น
Q: WEYON S-32wifi ดู Netflix 4K ได้ไหม?
A: ดูได้ผ่านแอป Netflix ที่พรีโหลดมา แต่ตัวเครื่องเป็น HD Ready 1366×768 ไม่ใช่ 4K ภาพจะ stream ลงเป็น 720p/1080p (Netflix ปรับอัตโนมัติ) คุณภาพภาพดูที่หน้าจอจริงคือ HD Ready ไม่ใช่ 4K
Q: WEYON S-32wifi กินไฟเยอะมั้ย?
A: Power Consumption ต่ำกว่า 50W เปิดวันละ 3-4 ชม. ค่าไฟเพิ่มประมาณ 30 บาท/เดือน ถือว่าน้อยมากในระดับนี้
สรุป — WEYON S-32wifi คุ้มในงบนี้ไหม
หลังใช้ 5 สัปดาห์ ผมให้คะแนน WEYON S-32wifi ที่ 7.2/10 คะแนนนี้สะท้อนว่ามันทำตามที่โฆษณาไว้ในงบที่จ่าย ไม่ overpromise และไม่ underdeliver ในกลุ่ม entry tier
Use case ที่เหมาะคือทีวีเครื่องสองในคอนโด/ห้องนอน ขนาดห้อง 12-18 ตรม. ระยะมองสั้น ดู streaming เป็นหลัก ไม่ได้เน้น gaming หรือ home theater ถ้า profile ตรงนี้รุ่นนี้ตอบโจทย์ พอใจได้ ใช้ทุกวัน
สิ่งที่ต้องแลกในงบนี้คือ HDMI port เดียว, boot time นานราว 30 วินาที, ไม่มี voice control, ไม่มี HDR ที่ใช้งานได้จริง — ผมถือว่าแลกได้กับราคาที่จ่ายไป เพราะ Smart function + WiFi + Netflix/YouTube พรีโหลด ก็ครอบคลุมการใช้งานหลัก 95% ในห้องนอนของผม
ถ้าให้ผมย้อนเวลาไปเลือกใหม่ ในงบเดียวกัน 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมยังเลือก WEYON S-32wifi อีก แต่ถ้างบเพิ่ม 2,000-3,000 บาท คงไปดูทีวี Android แบรนด์กลางที่มี HDMI 2 port + boot เร็วกว่า แต่ในงบเริ่มต้นเท่านี้ ผมว่ารุ่นนี้ครบจบในระดับที่ใช้ได้
ใครที่กำลังหาทีวีเครื่องสองในงบไม่เกินสามพัน แล้วไม่อยากเสียเวลาต่อกล่อง Smart box เพิ่ม รุ่นนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ลงตัว


