Home รีวิว Toshiba VH-H140WT เครื่องซักผ้า 2 ถัง 13 กก. ตัวถังไร้สนิม

รีวิว Toshiba VH-H140WT เครื่องซักผ้า 2 ถัง 13 กก. ตัวถังไร้สนิม

by admin
A+A-
Reset

เครื่องเก่าสั่นทั้งบ้านจนต้องเปลี่ยน ผมเลยมาลงที่ตัวนี้

เครื่องซักผ้าฝาบนตัวเก่าที่บ้านใช้มาหกปี ช่วงหลังเริ่มสั่นแรงตอนปั่น เสียงดังจนได้ยินถึงชั้นบน บางทีปั่นไม่หมาดต้องวนซ้ำ ค่าไฟก็ขยับขึ้นเรื่อย ๆ ผมเลยตัดสินใจหาเครื่องใหม่ที่ทนกว่าเดิมและกินไฟน้อยลง สุดท้ายมาจบที่ Toshiba VH-H140WT เครื่องซักผ้า 2 ถัง ความจุ 13 กก.

ผมเป็นคนดูแลเรื่องซักผ้าให้คนในบ้าน 4 คน รวมเด็กเล็กที่เปลี่ยนเสื้อผ้าวันละหลายชุด ผ้าที่บ้านเลยเยอะกว่าครอบครัวทั่วไป ที่ผ่านมาเคยใช้มาแล้ว 3 รุ่น ทั้งฝาบน full-auto และ 2 ถังรุ่นเก่า เลยพอรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร คราวนี้อยากได้เครื่องที่จุเยอะ คุมน้ำคุมเวลาปั่นเองได้ และไม่กินไฟเหมือนรุ่นก่อน

หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่ซื้อ full-auto ไปเลยให้จบ คำตอบของผมคือผ้าที่บ้านสกปรกไม่เท่ากัน ผ้าเด็กเลอะหนักต้องแช่นาน ส่วนผ้าผู้ใหญ่ซักปกติก็พอ เครื่อง 2 ถังให้ผมแยกจัดการได้ตามจริง บวกกับค่าน้ำค่าไฟที่คุมเองได้ ทำให้รุ่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานหนักทุกวันมากกว่าในงบเท่ากัน

ตอนนี้ผมใช้มาประมาณ 7 สัปดาห์ ซักเกือบทุกวัน เฉลี่ยวันละ 1-2 รอบ ทั้งผ้าทั่วไป ผ้าเด็ก และผ้าหนาอย่างผ้าห่มกับพรมเช็ดเท้า ได้ลองเกือบทุกโหมดที่เครื่องมีในชีวิตประจำวันจริง

บทความนี้ผมจะเล่าทั้งจุดที่ชอบและจุดที่ต้องทำใจ ไม่กลบข้อเสีย เพราะเครื่อง 2 ถังมีเงื่อนไขการใช้งานที่ต่างจาก full-auto ชัดเจน ใครกำลังชั่งใจระหว่างสองแบบนี้น่าจะได้ภาพที่ตรงกับความจริงมากขึ้น

Toshiba VH-H140WT เครื่องซักผ้า 2 ถัง 13 กก.

สรุปสั้น ๆ ก่อนใครจะรีบไป

Toshiba VH-H140WT คือเครื่องซักผ้า 2 ถัง ถังซัก 13 กก. ถังปั่น 7 กก. ตัวถังพอลิโพรไพลีนไร้สนิม กินไฟแค่ 450 วัตต์ จุดขายคือความจุใหญ่ ทนทาน และค่าใช้จ่ายต่อรอบต่ำ เพราะคุมปริมาณน้ำเองได้ เหมาะกับครอบครัวที่ซักผ้าเยอะทุกวันและไม่ขัดข้องกับการยกผ้าจากถังซักไปถังปั่นเอง ใครอยากได้ความสะดวกแบบกดปุ่มเดียวจบ รุ่นนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าเน้นจุได้เยอะและประหยัดในระยะยาว ตัวนี้คุ้มในงบของมัน

สเปกและจุดเด่นของ Toshiba VH-H140WT

ก่อนเข้าเรื่องการใช้งาน ผมขอวางสเปกหลักไว้ให้เห็นภาพรวมก่อน ตัวเลขพวกนี้ผมเช็คตรงกับข้อมูลทางการของ Toshiba

  • ความจุถังซัก 13 กก. / ถังปั่น 7 กก.: ซักผ้ารวดเดียวได้เยอะ เหมาะกับผ้าค้างหลายวันหรือผ้าห่มผืนใหญ่ ที่บ้านผมโหลดผ้าเด็กรวมผ้าผู้ใหญ่ทีเดียวจบในรอบเดียวบ่อยมาก
  • กำลังไฟ 450 วัตต์: ต่ำกว่ามอเตอร์ฝาบน full-auto หลายรุ่นที่เคยใช้ พอใช้จริงค่าไฟต่อรอบเลยเบากว่าเดิมชัด เพราะมอเตอร์ทำงานเฉพาะตอนซักและปั่น ไม่มีระบบหนักอย่างพวก inverter ควบคุมตลอด
  • ตัวถังพอลิโพรไพลีนไร้สนิม: จุดที่ผมให้ค่ามากที่สุด เพราะเครื่องเก่าที่บ้านเริ่มมีคราบสนิมตรงขอบถัง รุ่นนี้วัสดุไม่เป็นสนิม น้ำหนักเบา 30.5 กก. ยกขยับเองได้ตอนทำความสะอาดหลังเครื่อง
  • ระบบปั่นหมาด Ultra Spin + จานซัก 6 แกน: ปั่นแล้วผ้าหมาดพอตากแดดครึ่งวันก็แห้ง จานซักหมุนแรงพอจัดการคราบทั่วไปได้โดยไม่ต้องขยี้ก่อน
  • ตัวกรองเศษผ้าแบบกล่องถอดล้างได้ + กล่อง Easy Kit: ตัวกรองดักขุยผ้าได้ดี ถอดมาเคาะทิ้งง่าย ส่วน Easy Kit ผมใช้ใส่ผงซักฟอกกับเก็บเหรียญที่ลืมในกระเป๋าได้จริง

โหมดซักมีให้เลือกแบบหนักกับปกติ ตั้งเวลาซักได้ถึง 15 นาที ปั่น 5 นาที พร้อมโปรแกรมแช่ผ้าที่ผมใช้บ่อยกับผ้าเด็กเลอะหนัก ส่วนการรับประกันให้ตัวเครื่อง 2 ปี มอเตอร์ 5 ปี ถือว่าครอบคลุมตามมาตรฐานเครื่อง 2 ถังในกลุ่มนี้

แกะกล่องวันแรก งานประกอบเป็นยังไง

เปิดกล่องมาเครื่องประกอบเสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องต่อชิ้นส่วนอะไรเพิ่ม แค่เสียบสายน้ำเข้ากับก๊อกแล้ววางท่อน้ำทิ้งให้ลงรางก็เริ่มใช้ได้ ผมจัดการเองคนเดียวภายในสิบนาที เพราะตัวเครื่องเบากว่าฝาบน full-auto ที่ต้องช่วยกันยก

งานพลาสติกดูเรียบร้อยกว่าที่คิดในงบนี้ ขอบถังเก็บงานเนียน ฝาปิดสองฝั่งเปิดปิดแน่นมือ ด้ามจับ Golden Handle ตรงฝาจับถนัด ไม่ลื่นหลุดตอนมือเปียก จุดที่ผมชอบคือฝาถังโปร่งแสง มองเห็นผ้าหมุนข้างในได้ เวลาเช็กว่าผ้าพันกันหรือยังก็ไม่ต้องเปิดฝา

วางในพื้นที่ซักหลังบ้านขนาดประมาณสองตารางเมตรได้สบาย ตัวเครื่องกว้างราว 90 เซนติเมตร แต่ทรงเตี้ยกว่าฝาบน เลยไม่บังทางเดิน first impression โดยรวมคือดูเป็นเครื่องทำงานจริงจัง ไม่เน้นหรูแต่ให้ความรู้สึกว่าใช้ทน

ซักจริงทุกวัน 7 สัปดาห์ เจออะไรบ้าง

ผมเริ่มจากเล่าจุดที่สะดุดก่อน วันแรกผมเผลออัดผ้าลงถังปั่นเกิน 7 กก. ตามความเคยชินจากเครื่องเก่า พอกดปั่นเครื่องสั่นแรงและเสียงดังกว่าปกติ ตอนนั้นผมนึกว่าเครื่องมีปัญหา แต่พอลดผ้าลงและจัดให้กระจายรอบถัง เสียงก็หายและปั่นนิ่งสนิท ปัญหาอยู่ที่ผมใส่ผ้าเกินพิกัดถังปั่นเอง ไม่ใช่ตัวเครื่อง

พอใช้ไปสักสองสัปดาห์ ผมถึงเข้าใจจังหวะของเครื่อง 2 ถังจริง ๆ ถังซักรับได้ 13 กก. ก็จริง แต่ถังปั่นรับแค่ 7 กก. ถ้าซักเต็มถังต้องแบ่งปั่นเป็นสองรอบ ตอนแรกรู้สึกยุ่งยาก แต่พอชินก็กลายเป็นข้อดี เพราะระหว่างที่ปั่นชุดแรก ผมเอาผ้าชุดใหม่ลงซักต่อได้เลย งานเดินต่อเนื่องไม่ต้องรอเครื่องรอบเดียวเหมือน full-auto

เรื่องที่ผมประหลาดใจคือค่าน้ำ เพราะเครื่อง 2 ถังให้ผมเติมน้ำเองตามปริมาณผ้า ผ้าน้อยก็ใช้น้ำน้อย ไม่ได้ปล่อยให้เครื่องเติมเต็มถังทุกรอบเหมือนเดิม น้ำซักรอบแรกที่ยังไม่สกปรกมาก ผมเอาไปใช้ซักผ้าเช็ดเท้าหรือถูพื้นต่อได้ ในชีวิตประจำวันมันลดน้ำทิ้งไปได้จริง

การปั่นหมาดทำได้ดีเกินคาด ผ้าหนาอย่างผ้าห่มปั่น 5 นาทีแล้วเอาออกมาบิดแทบไม่มีน้ำหยด ตากใต้ชายคาครึ่งวันก็แห้ง ส่วนเสียงตอนซักอยู่ในระดับที่คุยกันในบ้านได้ปกติ จะดังขึ้นหน่อยตอนปั่น แต่เทียบกับเครื่องเก่าที่สั่นทั้งบ้าน ถือว่านิ่งกว่ามาก

ข้อดีและข้อเสียที่ต้องชั่งน้ำหนัก

หลังใช้มาเกือบสองเดือน ผมแยกข้อดีข้อเสียออกมาตามที่เจอจริง ไม่ใช่ตามโบรชัวร์

ข้อดี

  • ความจุถังซัก 13 กก.: โหลดผ้าค้างสามวันของบ้าน 4 คนได้ในรอบเดียว ทำให้ผมไม่ต้องซักวันละหลายรอบเหมือนเครื่องเล็ก ประหยัดเวลาตอนเช้าก่อนไปทำงานจริง
  • กินไฟ 450 วัตต์ + คุมน้ำเอง: ค่าไฟต่อรอบเบากว่าเครื่องเก่าที่เคยใช้ บวกกับเติมน้ำเองตามผ้า ทำให้บิลค่าน้ำค่าไฟรวมของบ้านลดลงเห็นได้ในเดือนแรก เหมาะกับคนที่ซักบ่อยและอยากคุมค่าใช้จ่าย
  • ตัวถังไร้สนิม วัสดุพอลิโพรไพลีน: เครื่องเก่าผมพังเพราะสนิมขึ้นขอบถัง รุ่นนี้วัสดุไม่เป็นสนิมเลย แถมเบาแค่ 30.5 กก. ยกทำความสะอาดด้านหลังเองได้ ไม่ต้องรอคนช่วย
  • ปั่นแยกถัง ทำงานต่อเนื่อง: ระหว่างปั่นชุดแรก ผมเอาชุดใหม่ลงซักต่อได้ทันที ในวันที่ผ้าเยอะมาก จังหวะนี้ทำให้งานเดินเร็วกว่าการรอเครื่อง full-auto จบทีละรอบ
  • โปรแกรมแช่ผ้า + ฝาโปร่งแสง: แช่ผ้าเด็กเลอะหนักได้โดยไม่ต้องยืนเฝ้า ฝาโปร่งทำให้เช็กสถานะผ้าได้โดยไม่ต้องเปิด สะดวกในการใช้งานจริงมากกว่าที่คิดตอนซื้อ

ข้อเสีย

  • ต้องยกผ้าจากถังซักไปถังปั่นเอง: นี่คือธรรมชาติของเครื่อง 2 ถัง ใครเคยชินกับ full-auto กดปุ่มเดียวจบ จะรู้สึกว่ามีขั้นตอนเพิ่ม วันที่ผ้าเยอะมือเปียกตลอดเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ
  • ถังปั่นรับแค่ 7 กก. ไม่เท่าถังซัก: ถ้าซักเต็ม 13 กก. ต้องแบ่งปั่นสองรอบ คนที่หวังว่าจะปั่นรวดเดียว 13 กก. จะผิดหวัง ต้องเข้าใจตัวเลขนี้ก่อนตัดสินใจ
  • ไม่มีระบบอุ่นน้ำหรือโปรแกรมอัตโนมัติ: รุ่นนี้เน้นพื้นฐาน ใครต้องการโหมดซักผ้านุ่ม ผ้าไหม หรือฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อน ต้องมองรุ่นอื่น ตัวนี้ทำหน้าที่ซักกับปั่นตรงไปตรงมา

เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเรื่องเครื่อง 2 ถัง

คนรอบตัวผมหลายคนคิดว่าเครื่อง 2 ถังเป็นของล้าสมัย ซื้อ full-auto ไปเลยดีกว่า แต่พอผมกลับมาใช้ 2 ถังอีกครั้ง มุมมองเปลี่ยน เพราะการคุมน้ำเองและมอเตอร์ที่กินไฟแค่ 450 วัตต์ ทำให้ค่าน้ำค่าไฟต่อรอบต่ำกว่าฝาบน full-auto หลายรุ่นที่ผมเคยจ่ายบิลมาก่อน เครื่องที่ดู “เก่า” กลับเป็นเครื่องที่ประหยัดกว่าในระยะยาว สำหรับบ้านที่ซักหนักทุกวัน

อีกเรื่องที่เข้าใจผิดบ่อยคือตัวเลขความจุ หลายคนเห็น 13 กก. แล้วคิดว่าซักและปั่นได้ 13 กก. เท่ากัน ความจริงถังปั่นรับแค่ 7 กก. ตัวเลข 13 คือความจุถังซัก ใครไม่รู้ตรงนี้แล้วอัดผ้าลงถังปั่นเต็มที่ จะเจอเครื่องสั่นแรงเหมือนที่ผมเจอวันแรก เข้าใจก่อนใช้จะหงุดหงิดน้อยลงเยอะ

เทียบกับเครื่อง 2 ถังเจ้าอื่นในตลาด

ในกลุ่มเครื่อง 2 ถังด้วยกัน คู่เทียบที่คนมองบ่อยคือแบรนด์อย่าง Haier และ LG ที่มีรุ่นความจุใกล้กัน จุดที่ผมว่า Toshiba VH-H140WT ได้เปรียบคือเรื่องวัสดุตัวถังไร้สนิมและกำลังไฟที่ต่ำ ทำให้เหมาะกับบ้านที่วางเครื่องในพื้นที่กึ่งกลางแจ้งซึ่งโดนความชื้นบ่อย ส่วนแบรนด์อื่นบางรุ่นเด่นเรื่องดีไซน์ฝาหรือระบบล็อกฝา แต่ความจุปั่นและการกินไฟใกล้เคียงกันในเซกเมนต์นี้

ถ้าใครกำลังเทียบกับเครื่อง 2 ถังความจุเล็กกว่า ลองอ่าน รีวิว Haier เครื่องซักผ้า 2 ถัง ประกอบ จะเห็นว่าเครื่องตัวเล็กเหมาะกับคอนโดหรือครอบครัวเล็ก ส่วน Toshiba 13 กก. ตัวนี้ออกแบบมาเพื่อบ้านที่ผ้าเยอะกว่า การเลือกจึงอยู่ที่ปริมาณผ้าต่อวันของแต่ละบ้านมากกว่าตัวแบรนด์

Toshiba VH-H140WT เหมาะกับใคร?

หลังใช้จริง ผมพอจะบอกได้ชัดว่าใครควรซื้อและใครควรข้าม

เหมาะกับ

  • ครอบครัว 3-5 คนที่ซักผ้าเยอะทุกวัน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กและผ้าเลอะหนักต้องแช่บ่อย
  • คนที่อยากคุมค่าน้ำค่าไฟเอง และไม่ขัดข้องกับการยกผ้าข้ามถัง
  • บ้านที่วางเครื่องในพื้นที่กึ่งกลางแจ้งหรือชื้น ซึ่งต้องการตัวถังไร้สนิมทนความชื้น

ไม่เหมาะกับ

  • คนที่อยากได้ความสะดวกแบบใส่ผ้าแล้วกดปุ่มเดียวจบ ไม่อยากยุ่งกับการยกผ้าหรือเติมน้ำ ควรมอง full-auto แทน อ่าน เครื่องซักผ้าฝาบน รุ่นไหนน่าซื้อ ประกอบ
  • คนที่ต้องการโหมดซักพิเศษอย่างน้ำร้อนฆ่าเชื้อหรือโปรแกรมผ้านุ่ม รุ่นนี้เน้นพื้นฐานเท่านั้น

ข้อแนะนำจากผมคือเวลาปั่น อย่าอัดผ้าเกิน 7 กก. และจัดผ้าให้กระจายรอบถัง เครื่องจะนิ่งและปั่นหมาดได้ดีกว่ามาก ส่วนน้ำซักรอบแรกที่ยังไม่สกปรกมาก เก็บไว้ถูพื้นหรือซักผ้าเช็ดเท้าต่อได้ ข้อควรระวังคือวางเครื่องบนพื้นเรียบได้ระดับ ถ้าพื้นเอียงเครื่องจะสั่นตอนปั่นแม้ใส่ผ้าพอดี

คำถามที่คนถามบ่อยก่อนซื้อ

Toshiba VH-H140WT ปั่นผ้าได้กี่กิโล?

ถังซักรับได้ 13 กก. แต่ถังปั่นรับได้ 7 กก. ถ้าซักเต็มถัง ต้องแบ่งปั่นเป็นสองรอบเพื่อให้ผ้าหมาดทั่วถึงและเครื่องไม่สั่น

เครื่อง 2 ถังรุ่นนี้กินไฟเยอะมั้ย?

กำลังไฟอยู่ที่ 450 วัตต์ ต่ำกว่าฝาบน full-auto หลายรุ่น บวกกับคุมปริมาณน้ำเองได้ ทำให้ค่าน้ำค่าไฟต่อรอบค่อนข้างประหยัดในการใช้งานจริง

Toshiba VH-H140WT ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์เครื่องซักผ้า 2 ถังราคาประหยัด เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุป หลังใช้มา 7 สัปดาห์

ผมให้ Toshiba VH-H140WT ที่ 8.2/10 คะแนนนี้สะท้อนว่ามันทำหน้าที่ของเครื่อง 2 ถังความจุใหญ่ได้ครบ ในงบที่จับต้องได้ จุดที่ทำให้เสียคะแนนคือความสะดวกที่สู้ full-auto ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วตั้งแต่เลือกซื้อเครื่องประเภทนี้

รุ่นนี้เหมาะกับบ้านที่ซักผ้าเยอะทุกวันและอยากคุมค่าน้ำค่าไฟเอง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กและผ้าเลอะหนักต้องแช่บ่อย ความจุถังซัก 13 กก. กับตัวถังไร้สนิมตอบโจทย์การใช้งานหนักได้จริงในระยะยาว

สิ่งที่ต้องแลกคือความสะดวก ผมต้องยกผ้าข้ามถังเองและแบ่งปั่นสองรอบเวลาซักเต็ม แต่สำหรับผมมันคุ้ม เพราะแลกกับบิลค่าน้ำค่าไฟที่ลดลงและเครื่องที่ผมเชื่อว่าจะอยู่กับบ้านได้นานกว่ารุ่นเก่า

ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปวันที่เครื่องเก่าสั่นทั้งบ้าน ผมก็ยังเลือกตัวนี้อยู่ดี เพราะมันตรงกับวิธีซักผ้าของบ้านผมมากที่สุด ใครซักหนักเหมือนกันน่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน

ใครที่ผ้าเยอะทุกวันและอยากได้เครื่องทนกินไฟน้อยในงบประหยัด รุ่นนี้อยู่ในลิสต์ที่ควรพิจารณา ลองกดเข้าไปดูรายละเอียดและราคาล่าสุดก่อนตัดสินใจ