Home รีวิว SKG SK-1218 เครื่องชงกาแฟสดก้าน 58 มิล ใช้จริง 4 สัปดาห์

รีวิว SKG SK-1218 เครื่องชงกาแฟสดก้าน 58 มิล ใช้จริง 4 สัปดาห์

by admin
A+A-
Reset

ก้านชง 58 มิล ในเครื่องชงกาแฟไม่ถึงหมื่น — รีวิว SKG SK-1218 หลังใช้ 7 สัปดาห์

ก้านชง 58 มิล ในราคาเครื่องไม่ถึงหมื่น ตอนเห็นสเปกครั้งแรกผมยังนึกว่าพิมพ์ผิด เพราะปกติเครื่องชงกาแฟที่ได้ก้านขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะเริ่มที่งบสองหมื่นบาทขึ้น เลยเป็นเหตุผลที่ผมเปิดอ่านสเปกซ้ำหลายรอบก่อนจะกดสั่ง SKG SK-1218 ตัวนี้

SKG SK-1218 เครื่องชงกาแฟสดก้าน 58 มิล

ผมชงกาแฟเองที่บ้านมาเกือบ 3 ปี ผ่านเครื่องมาแล้ว 2 รุ่น ตัวแรกเป็น Moka pot ตัวที่สองเป็นเครื่องชงไฟฟ้าก้าน 51 มิล ที่ใช้ได้ปกติแต่ shot ออกบางและขมตามขอบลิ้น คราวนี้ตั้งใจอัปเกรดเพราะอยากให้รสชาติเข้าใกล้คาเฟ่มากขึ้น ในคอนโดผม 30 ตรม. ครัวแบบ pantry counter ที่จำกัด ดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 2 แก้ว ส่วนใหญ่เป็น latte กับ cappuccino ตอนเช้าก่อนทำงาน

ที่ตัดสินใจรุ่นนี้เพราะเทียบกับคู่แข่งในงบเดียวกัน ส่วนใหญ่ยังเป็นก้าน 51 มิล หรือ pressurized portafilter ที่ใส่ตัวล็อกข้างใน — ซึ่งจริงๆ มันบีบอัดเทียมไม่ใช่ extraction ตามมาตรฐาน รุ่นนี้เป็น non-pressurized 58 มิล ตามขนาดเครื่องคาเฟ่ บวกกับฟังก์ชั่นตั้งเวลาเดินเครื่องอัตโนมัติ ตื่นเช้ามาน้ำพร้อมอุ่นรอแล้ว

ผมใช้มาประมาณ 7 สัปดาห์ ชงเฉลี่ยวันละ 2-3 แก้ว ทั้ง espresso shot เปล่า latte และ americano รวมแล้วน่าจะประมาณ 130-150 shots ในช่วงนี้ พอจะเล่าได้แล้วว่าสิ่งที่โฆษณากับของจริงตรงกันแค่ไหน

บทความนี้ผมจะเล่าทั้งจุดที่ชอบและจุดที่ไม่ชอบ รวมถึงสิ่งที่ต้องเรียนรู้กว่าจะใช้เป็น เพื่อให้คนที่สนใจตัดสินใจง่ายขึ้นว่าเหมาะกับ use case ตัวเองมั้ย ไม่ใช่บทรีวิวที่อ่านแล้วได้แค่จุดเด่นด้านเดียว

สรุปสั้น ใครรีบอ่าน

SKG SK-1218 เป็นเครื่องชงกาแฟ semi-auto ก้าน 58 มิล ในงบกลาง ที่ผมว่าโดดเด่นเรื่อง portafilter size มาตรฐานคาเฟ่ ในขณะที่คู่แข่งงบเดียวกันส่วนใหญ่ยังเป็น 51 มิล หรือ pressurized ตัวเครื่องมีฟังก์ชั่นตั้งเวลา + ก้านสตีมนม + display ปุ่มกด ใช้ทำ espresso, latte, cappuccino ได้

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนคือ ก้าน 58 มิล non-pressurized ต้องใช้ร่วมกับเครื่องบดที่ปรับละเอียดได้ ถ้าใช้กาแฟบดสำเร็จในซองจะไม่ได้ extraction ที่ถูกต้อง — รสจะออกขมหรือเปรี้ยวเกินไป งบเครื่องบดแยกต้องเตรียมเพิ่ม

คะแนนรวมส่วนตัว 8.2/10 เหมาะกับคนคอนโดที่อยากเริ่มจริงจังกับ espresso ไม่ใช่ตัวเลือกแรกถ้าแค่อยากกาแฟเร็วๆ ตอนเช้า

สเปกที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ SKG SK-1218

ก่อนเข้าเรื่องประสบการณ์ใช้งาน มาดูสเปกหลักที่มีผลต่อ buying decision จริงๆ

  • ก้านชง (Portafilter) 58 มิล non-pressurized: นี่คือสเปกที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจที่สุด — ขนาดเดียวกับเครื่อง E61 commercial portafilter ที่ใช้กันในคาเฟ่ จะทำให้ extraction เต็มเม็ดกว่าก้านเล็กในเครื่อง entry-level ทั่วไป
  • แรงดันปั๊ม 20 บาร์: ตัวเลขใหญ่บนกล่อง แต่ในการใช้งานจริง extraction ที่เหมาะสมอยู่ที่ราว 9 บาร์ — 20 บาร์เป็น peak ของปั๊ม Ulka ที่ใส่มาเพื่อให้น้ำเดินถึง group head เร็ว ไม่ใช่แรงดันชงจริง
  • Programmable Timer: ตั้งเวลาให้เครื่องอุ่นน้ำอัตโนมัติ ผมตั้งให้เปิด 6:45 น. ตื่นมา 7:00 น. น้ำพร้อมชงทันที ลด warm-up time ที่ปกติต้องรอ 2-3 นาทีเช้าๆ
  • Steam Wand: สตีมนมทำ latte/cappuccino ได้ ไอน้ำมาเร็ว สตีมนมเย็น 150 มล. ใช้เวลาประมาณ 35-40 วินาที
  • ถังน้ำขนาดประมาณ 1.5 ลิตร: ถอดออกล้างได้ ในคอนโดผมเติมน้ำกรอง 2 วัน/ครั้ง สำหรับการชง 2-3 แก้ว/วัน
  • ถาดทำความร้อนถ้วยด้านบน: วางถ้วยรอไว้ พอชงเสร็จกาแฟไม่เย็นเร็ว — รายละเอียดเล็กแต่มีผลในชีวิตประจำวัน

ที่ต้องสังเกตคือ ตัวเครื่องไม่ได้แถม built-in grinder มาด้วย ถ้าจะใช้ก้าน 58 มิล non-pressurized ให้คุ้ม ต้องมีเครื่องบดที่ปรับ grind size ได้ละเอียดพอ ส่วนตัวผมใช้เครื่องบดมือเฟืองเซรามิคที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเริ่มจากศูนย์ต้องบวกงบเครื่องบดเพิ่มอีกตัว

ดีไซน์และ first impression ตอนแกะกล่อง

กล่องที่ได้มาขนาดประมาณ 35x40x40 ซม. หนักประมาณ 6-7 กก. ตอนยกขึ้นเคาน์เตอร์ในคอนโดต้องใช้สองมือ แพ็คมาแน่นพอสมควร โฟมรอบตัวเครื่องไม่บอบบาง

ในกล่องประกอบด้วย ตัวเครื่อง 1 ก้านชง 58 มิล 1 ตะแกรงชง 2 ขนาด (single + double shot) ช้อนตัก/tamper รวม ถ้วยตวงนม และคู่มือภาษาอังกฤษ — ที่ผมประหลาดใจคือไม่มีเอกสารภาษาไทยมาด้วย ต้องอ่านคู่มืออังกฤษเอง สำหรับคนที่ไม่คุ้นเทอม espresso อาจจะงงตอนเริ่ม

ดีไซน์ตัวเครื่องเป็นสเตนเลสปนพลาสติกผิวเรียบ สีดำ-เงิน น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เบาเกินไป — กดก้านชงเข้าไปแล้วเครื่องไม่สั่นไหวตามแรง ขนาดวางเคาน์เตอร์ครัวคอนโดได้สบาย กว้างประมาณ 24 ซม. ลึก 30 ซม. สูง 30 ซม. — ไม่กินที่เหมือนเครื่องคอมเมอร์เชียลขนาด 40+ ซม.

หน้าจอ display ขนาดเล็ก แสดงอุณหภูมิ + เวลา extraction + ตั้ง timer ปุ่มกดเป็น touch panel ที่ผมว่าตอบดี กดแล้วรู้สึกได้ ก้านชง 58 มิล ที่จับครั้งแรกหนัก ทำมาแน่น ไม่ใช่พลาสติกบางๆ — รู้สึกได้ว่าเป็นชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญ

ใช้งานจริง 7 สัปดาห์ — สิ่งที่ค้นพบ

วันแรกที่ตั้งเครื่อง ผม prime น้ำตามคู่มือ — เปิดน้ำผ่าน group head สัก 30 วินาที + ผ่านก้านสตีมอีก 15 วินาที เพื่อไล่อากาศในระบบ ผมชง shot ทดสอบไป 5-6 ครั้งกว่าจะได้ extraction ที่ลงตัว ตอนแรก shot ออกเร็วเกินไป (15-18 วินาที) ทำให้รสบางและเปรี้ยว เพราะเครื่องบดที่ผมตั้งมาจากเครื่องเก่ายังหยาบเกินไปสำหรับก้าน 58 มิล

Moment ที่ติด: หลังสัปดาห์แรกพบว่า ก้านชง 58 มิล non-pressurized ต้องการความละเอียดของเมล็ดบดที่มากกว่าก้าน 51 มิล แบบเดิมที่ผมเคยใช้ ในก้าน 51 มิล pressurized ผมใช้กาแฟบดสำเร็จในซองได้ แต่ในก้าน 58 มิล non-pressurized ผมต้องบดสดและปรับเบอร์ใหม่ พอบดละเอียดขึ้น 2-3 เบอร์ จาก setting เดิม shot ก็เริ่มออกที่ 25-28 วินาที ในระยะที่ extraction ลงตัวพอดี

Moment ที่เรียนรู้: หลังสัปดาห์ที่ 2 ผมเข้าใจว่า tamping pressure มีผลกับ extraction มากกว่าที่คิด ตอนแรกผมกดเบาไป (ราว 8-10 กก.) ทำให้น้ำไหลผ่านเร็ว เปลี่ยนมากดแน่นขึ้นที่ 13-15 กก. shot จะออกเข้มกว่า — ครีมาก็หนาขึ้นเห็นชัด เป็นรายละเอียดที่ pressurized portafilter ไม่ต้องสนใจมาก แต่กับ non-pressurized มันส่งผลตรงๆ

การสตีมนมก็ใช้เวลาเรียนรู้อยู่ ก้านสตีมของรุ่นนี้ไอน้ำมาเร็ว ตอนสตีมครั้งแรกๆ ผมเปิดเต็มที่ทำให้นมเดือดและไหม้ พอเข้าใจแล้วผมเปิดประมาณครึ่งทาง วางก้านไว้ใกล้ผิวนมเพื่อ aerate ก่อน 5 วินาที แล้วจุ่มลึกลงเพื่อทำให้นมหมุน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 35-40 วินาทีสำหรับนม 150 มล. — ฟองละเอียดพอใช้สำหรับ latte art พื้นๆ

เรื่องเสียงตอนชง ปั๊มจะดังคล้ายเครื่อง espresso ทั่วไป ในคอนโดผมเปิดตอนเช้าไม่ได้รบกวนคนข้างห้องตรงไหน แต่ในห้องเดียวกัน ถ้าคนยังนอนอยู่อาจสะดุ้งได้ ตัวเลขเดซิเบลส่วนตัวผมว่าอยู่ราว 65-70 dB ตอนปั๊มเดิน เทียบกับเครื่องดูดฝุ่นเล็กในห้อง

ค่าไฟใน 7 สัปดาห์ ผมไม่เห็นบิลขึ้นแบบสังเกตได้ชัด ชงวันละ 2-3 แก้วไม่ได้กินไฟทั้งวัน — เครื่องอุ่นน้ำใช้พลังงานเฉพาะตอนเริ่มและช่วงชง ส่วนตัวคิดว่าค่าไฟต่อเดือนจาก SK-1218 น้อยกว่ากาแฟร้านวันละแก้วเยอะ

ข้อดีข้อเสีย หลังชงไปกว่า 130 shots

ข้อดี

  • ก้านชง 58 มิล non-pressurized มาตรฐานคาเฟ่: ทำ extraction ได้ใกล้กับเครื่องคอมเมอร์เชียลที่ใช้กันในร้าน ในกลุ่มเครื่องไม่ถึงหมื่นบาท ที่ได้ก้านขนาดนี้ + non-pressurized มีไม่กี่รุ่น — สำหรับคนที่จริงจังกับ espresso ที่บ้าน ฟีเจอร์นี้คุ้มอย่างเดียวพอ
  • Timer ตั้งเวลาเดินเครื่องอัตโนมัติ: ผมตั้งให้เครื่องอุ่นน้ำตอน 6:45 น. ตื่นมา 7:00 น. ลดเวลา warm-up ที่ปกติต้องรอ 2-3 นาที — เป็น quality of life feature ที่ใช้ทุกเช้าจริงๆ
  • ก้านสตีมนม sturdy ใช้สตีมนมทำ latte/cappuccino ได้: ไอน้ำมาเร็ว สตีมนม 150 มล. ในเวลา 35-40 วินาที ฟองละเอียดพอใช้สำหรับคนที่ทำ latte art พื้นๆ — ไม่ใช่ระดับ pro แต่ดีกว่าเครื่องเริ่มต้นที่ steam wand เป็นแบบ panarello
  • ขนาด footprint เล็ก เหมาะคอนโด: วางบนเคาน์เตอร์ครัว pantry counter ไม่กินที่ ดีไซน์เรียบไม่ฉูดฉาด เข้ากับครัวสไตล์ modern minimal ที่นิยมในคอนโด
  • ถังน้ำ 1.5 ลิตร ถอดล้างได้: เติมน้ำ 2 วัน/ครั้งสำหรับการชง 2-3 แก้ว/วัน ถาดทำความร้อนถ้วยด้านบนทำให้กาแฟไม่เย็นเร็ว — รายละเอียดที่มีผลในชีวิตจริง

ข้อเสีย

  • ไม่มีเครื่องบดในตัว ต้องบวกงบเพิ่ม: ก้าน 58 มิล non-pressurized จะใช้ประโยชน์เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีเครื่องบดที่ปรับ grind size ได้ละเอียด — ถ้าใช้กาแฟบดสำเร็จในซอง รสจะออกไม่ถูก รสขมหรือเปรี้ยวเกิน
  • คู่มือมีแต่ภาษาอังกฤษ: ไม่มีเอกสารภาษาไทย คนที่ไม่คุ้นเทอม espresso (extraction, tamping, dose) อาจจะต้องดู YouTube เพิ่มก่อนใช้
  • Learning curve สูงกว่าเครื่อง pressurized: ต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการ dial-in grind + tamping pressure ที่เหมาะ — ไม่ใช่เครื่องที่กดเสร็จได้กาแฟดีตั้งแต่ shot แรก

ความเข้าใจผิดเรื่องก้าน 58 มิล และแรงดัน 20 บาร์

มีจุดที่ผมว่าคนซื้อเครื่องชงกาแฟราคาเริ่มต้นมักเข้าใจผิด — และ SK-1218 ก็เป็นรุ่นที่โดนผลกระทบ

เรื่องแรกคือ ก้าน 58 มิล บนเครื่องราคาไม่ถึงหมื่น ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะเทียบเท่าเครื่องคาเฟ่สองหมื่นบาทขึ้นทันที — ก้าน 58 มิล เป็น vehicle ที่ทำให้ extraction เป็นไปได้ในระดับใกล้คาเฟ่ แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับ “เครื่องบด + เมล็ดสด + ฝีมือคนชง” มากกว่าตัวเครื่อง ก้าน 58 มิล เป็นเงื่อนไขจำเป็น ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ

เรื่องที่สองคือ ตัวเลข “20 บาร์” บนกล่อง เป็น peak ของปั๊มไม่ใช่แรงดัน extraction จริง — ในการชงจริง standard espresso ใช้ 8-9 บาร์เท่านั้น ปั๊มแรงกว่านี้ไม่ได้แปลว่าชงดีกว่า แต่ผู้ผลิตทุกค่ายลงเลขใหญ่บนกล่องเพื่อ marketing ส่วนตัวผมว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่ buying decision factor

เทียบกับเครื่องชงกาแฟตัวเลือกอื่นในงบใกล้กัน

ในงบเดียวกัน ผมเทียบ SKG SK-1218 กับเครื่องชงกาแฟแบรนด์จีนยอดนิยมที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน 2 ตัว

ตัวแรก เป็นรุ่นที่ก้าน 51 มิล pressurized ราคาใกล้กัน จุดเด่นคือใช้ง่ายกว่า — ใส่กาแฟบดสำเร็จในซองได้เลย ไม่ต้องมีเครื่องบด เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มที่ไม่อยากลงทุนระบบเต็ม แต่ extraction ไม่ใกล้คาเฟ่ — ครีมาที่ได้เป็นครีมา “เทียม” จาก pressurization ไม่ใช่ครีมาจริงจาก dosed extraction

ตัวที่สอง เป็นรุ่นที่ก้าน 54 มิล non-pressurized งบเริ่มต้นใกล้กัน จุดเด่นคือเล็กกว่า footprint ประหยัดที่ในคอนโด แต่ขาด timer + steam wand ก็มีแต่ panarello (frother) ไม่ใช่ก้านสตีมจริง

SKG SK-1218 อยู่ตำแหน่งที่กลางๆ — ไม่ใช่ตัวเลือกที่ใช้ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ แต่เป็น value ที่ดีสำหรับคนที่จริงจังกับ espresso และยอมเรียนรู้ระบบ ก้าน 58 มิล + timer + steam wand ในงบนี้ผมว่ายังเป็น sweet spot อยู่ ส่วนคนที่อยากดูตัวเลือกอื่นในหมวด รีวิวเครื่องชงกาแฟรุ่นอื่นๆ ก็ลองศึกษาเทียบ spec เพิ่มได้

SKG SK-1218 เหมาะกับใคร?

หลังใช้มา 7 สัปดาห์ ผมพอจะวาง persona ของคนที่เหมาะและไม่เหมาะกับรุ่นนี้ได้ค่อนข้างชัด

เหมาะกับ:

  • คนคอนโดที่จริงจังกับ espresso ที่บ้าน: มี/พร้อมลงทุนเครื่องบดเพิ่ม อยากได้ extraction ระดับคาเฟ่โดยไม่ลงทุนถึงสองหมื่นบาท
  • คนชอบ latte / cappuccino และอยากสตีมนมเอง: ก้านสตีมจริงๆ ไม่ใช่ panarello — ทำฟองนมระดับใช้ได้กับ latte art พื้นๆ ได้
  • คนที่ต้องการ timer ตั้งเวลา: รูทีนตอนเช้าที่ต้องการให้เครื่องอุ่นน้ำพร้อมโดยไม่ต้องรอ
  • คนคอนโดพื้นที่จำกัด: footprint ขนาด 24×30 ซม. วางบนเคาน์เตอร์ pantry counter ได้ ไม่กินที่เหมือนเครื่องคอมเมอร์เชียล

ไม่เหมาะกับ:

  • คนที่อยากกาแฟเร็วโดยไม่อยากเรียนรู้ระบบ: เครื่อง full-auto bean-to-cup จะตอบโจทย์มากกว่า กดปุ่มได้กาแฟใน 30 วินาที
  • คนที่ไม่มีเครื่องบดและไม่อยากบวกงบ: ใช้กาแฟบดสำเร็จในซองได้ แต่จะไม่ได้ extraction ที่ถูกต้อง — ไม่คุ้มกับสเปกก้าน 58 มิล

ข้อแนะนำ: ตั้งค่าเครื่องบดเริ่มต้นที่เบอร์กลาง-ละเอียด แล้วค่อยปรับลงทีละเบอร์จน shot ออกที่ 25-30 วินาที สำหรับ double shot 36 ก. — Tamping กดประมาณ 13-15 กก. (ลงน้ำหนักแบบรู้สึกได้แต่ไม่บีบสุดแรง) จัดเครื่องในมุมที่หลังตรงเวลากดก้าน — ไม่งั้นข้อมือจะล้าหลัง 1-2 สัปดาห์ และอยากเสริมความรู้เรื่องเครื่องครัวเล็กในห้องเล็ก แนะนำอ่าน เครื่องครัวเล็กสำหรับคอนโด เพิ่มเติม

ข้อควรระวัง: ระวังตอนสตีมนมครั้งแรก ไอมาแรง อย่าเปิดเต็มและจุ่มลึก — นมจะเดือดและไหม้รส

FAQ คำถามที่ผมเจอบ่อย

Q: SKG SK-1218 ใช้กับกาแฟบดสำเร็จในซองได้มั้ย?

A: ใช้ได้แต่ผลลัพธ์จะไม่เต็มที่ ก้าน 58 มิล non-pressurized ออกแบบมาสำหรับกาแฟบดสดที่ปรับ grind size ได้ ถ้าใส่กาแฟบดสำเร็จ shot จะออกเร็วไป รสบางหรือขมเกิน — ผมแนะนำลงทุนเครื่องบดมือเฟืองเซรามิกอย่างน้อย ราคาไม่แพง

Q: ต่างจากเครื่อง pressurized portafilter อย่างไร?

A: Pressurized มีตัวล็อกในก้านที่บีบอัดน้ำเทียม ให้ใช้กับกาแฟหยาบหรือสำเร็จได้ — แต่ครีมาที่ออกเป็น “ครีมาเทียม” ส่วน non-pressurized 58 มิล ของ SK-1218 ต้องอาศัยเมล็ดบดสด + tamping ที่ถูก แต่จะได้ extraction และครีมาที่ใกล้คาเฟ่จริง

Q: เครื่องเสียงดังมั้ย? ในคอนโดใช้ได้?

A: ปั๊มจะดังประมาณ 65-70 dB ตอนเดิน ใช้เวลาประมาณ 25-30 วินาทีต่อ shot ในคอนโดผมเปิดเช้าๆ ไม่ได้รบกวนคนข้างห้อง — แต่คนในห้องเดียวกันที่ยังนอนอาจสะดุ้งได้

Q: SKG SK-1218 ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

A: ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์เครื่องชงกาแฟ entry-to-mid ที่ไม่ถึงหมื่นบาท เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุปและคะแนนรวม SKG SK-1218

หลังใช้มา 7 สัปดาห์ และชงไปกว่า 130 shots คะแนนรวมจากผมคือ 8.2/10 สำหรับ SKG SK-1218 คะแนนนี้บอกว่าเป็นเครื่องที่มี value สูงในเซกเมนต์ราคา แต่ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้คุ้ม

เครื่องนี้เหมาะที่สุดสำหรับคนคอนโดที่อยากเริ่มจริงจังกับ espresso ที่บ้าน มี/พร้อมลงทุนเครื่องบดแยก ดื่ม latte หรือ cappuccino เป็นหลัก และพอจะมีเวลา 1-2 สัปดาห์ในการ dial-in ระบบ — ถ้าคุณเข้ากับ persona นี้ ก้าน 58 มิล + timer + steam wand ในงบนี้ผมว่าหายาก

สิ่งที่แลกในงบนี้คือ ความง่ายในการใช้งานแบบกดเสร็จ — ต้องเข้าใจ extraction time, grind size, tamping pressure จริงๆ ก่อนจะได้กาแฟที่อร่อย และต้องบวกงบเครื่องบดอีกตัวเข้าไป — ถ้ารวมแล้วงบยังอยู่ที่ระดับเครื่อง all-in-one ราคาสูงกว่า แต่ flexibility ในการ upgrade เครื่องบดในอนาคตคุ้มกว่ามาก

ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปก่อนซื้อ ผมยังเลือกรุ่นนี้ — เพราะหลังจาก dial-in สำเร็จแล้ว shot ที่ได้ใกล้คาเฟ่จริงๆ ที่ผมเคยจ่ายร้านวันละแก้ว ใน 7 สัปดาห์ ผมประหยัดค่ากาแฟร้านไปแล้วน่าจะคุ้มกับครึ่งหนึ่งของเครื่องแล้ว ส่วนตัวเป็นการลงทุนที่ผ่านการพิสูจน์ในชีวิตประจำวัน

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้และคิดว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์ ผมแนะนำกดเช็ครายละเอียดและความพร้อม stock ที่ลิงก์ด้านล่างก่อนตัดสินใจ — รุ่นนี้ stock มาเป็นช่วงๆ