Home Simplus KQJH011 ดีมั้ย? รีวิวจากคนใช้จริงในคอนโด 6 สัปดาห์

Simplus KQJH011 ดีมั้ย? รีวิวจากคนใช้จริงในคอนโด 6 สัปดาห์

by admin
A+A-
Reset

เปลี่ยนมาใช้ Simplus KQJH011 เพราะห้องนอนคอนโดต้องการเครื่องเล็กที่ไม่กินไฟ

เครื่องฟอกอากาศตัวเก่าในห้องนอนผมเริ่มมีเสียงครางตอนเร่งพัดลมแรง แล้วไส้กรองก็หาซื้อยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นรุ่นที่เลิกทำตลาดไปแล้ว พอถึงหน้าฝุ่นรอบนี้ผมเลยตัดสินใจว่าต้องเปลี่ยน ไม่อยากลุ้นทุกปีว่าจะได้ไส้กรองของแท้มาเปลี่ยนทันหรือเปล่า

ผมเป็นพนักงานออฟฟิศวัยสามสิบต้น อยู่คอนโดในกรุงเทพฯ ห้องนอนแยกออกมาประมาณ 16 ตารางเมตร เคยใช้เครื่องฟอกอากาศมาแล้ว 2 เครื่อง ส่วนใหญ่เปิดช่วงกลางคืนตอนนอน กับช่วงที่ค่าฝุ่นนอกบ้านพุ่งสูง รุ่นที่ผมเลือกคราวนี้คือ Simplus KQJH011 เครื่องฟอกอากาศตัวเล็กที่ชูเรื่องกินไฟต่ำแค่ 18 วัตต์ และมีเซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศในตัว

ตอนเลือกตัวใหม่ผมตั้งโจทย์ไว้ 3 ข้อ คือต้องเล็กพอวางข้างเตียงในคอนโดได้โดยไม่เกะกะ ต้องไม่กินไฟเพราะผมเปิดเกือบทั้งคืนทุกวัน และต้องมีไส้กรอง HEPA จริง ไม่ใช่แค่แผ่นกรองหยาบ พอเจอรุ่นนี้ที่ได้ HEPA H13 กับตัวเครื่องกินไฟหลักสิบวัตต์ ก็เข้าเงื่อนไขที่ผมวางไว้พอดี

ตอนนี้ผมใช้มาได้ราว 6 สัปดาห์ เปิดเกือบทุกคืน คืนละ 7-8 ชั่วโมง บางวันที่อยู่บ้านก็เปิดต่อยาวทั้งวัน ผ่านมาทั้งวันที่อากาศปกติและวันที่ค่าฝุ่นนอกบ้านขึ้นสูงจนต้องปิดหน้าต่างทั้งวัน

รีวิวนี้ผมเล่าทั้งที่ถูกใจและที่ขัดใจตามจริง ใครกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศตัวเล็กไว้วางห้องนอนหรือห้องทำงานในคอนโด น่าจะเอาไปชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจได้ ส่วนคนที่ห้องกว้างกว่านี้ ผมมีข้อสังเกตไว้ให้ในช่วงท้ายเหมือนกัน

Simplus KQJH011 เครื่องฟอกอากาศ HEPA H13 คอนโด

สรุปสั้นๆ ก่อนอ่านรีวิวแบบเต็ม

Simplus KQJH011 เป็นเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่เหมาะกับห้องนอนหรือห้องทำงานในคอนโดราว 15-20 ตารางเมตร จุดเด่นคือกินไฟต่ำแค่ 18 วัตต์ มีไส้กรอง HEPA H13 และเซนเซอร์ PM2.5 ที่แสดงผลด้วยไฟ 3 สี ปรับการทำงานเองได้ในโหมด Auto ข้อแลกคือไม่มีหน้าจอบอกค่าฝุ่นเป็นตัวเลข และแรงลมถูกจำกัดด้วยขนาดเครื่อง ถ้าใช้ให้ตรงขนาดห้อง ส่วนตัวผมว่าเป็นตัวที่ทำงานได้คุ้มตัวเอง

สเปก Simplus KQJH011 ที่ควรรู้

ก่อนเล่าประสบการณ์ใช้ ผมขอวางสเปกหลักไว้ให้เห็นภาพก่อน ตัวเครื่องใช้ไฟ 100-240 โวลต์ กำลังไฟที่ระบุคือ 18 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำสำหรับเครื่องฟอกอากาศ หัวใจของการกรองคือไส้กรอง HEPA H13 ที่ทำงานคู่กับแผ่นกรองหยาบด้านนอกหรือ pre-filter ส่วนค่า CADR ที่ผู้ผลิตวางไว้อยู่ที่ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

ตัวเลข CADR 210 นี้ ถ้าเทียบกับการใช้งานจริง โดยทั่วไปจะเหมาะกับห้องราว 15-20 ตารางเมตร ซึ่งตรงกับห้องนอนคอนโดผมพอดี เครื่องมีเซนเซอร์ PM2.5 ในตัว เปิดมาปุ๊บมันจะเริ่มวัดอากาศเอง รอประมาณ 30 วินาทีก็ขึ้นไฟบอกระดับคุณภาพอากาศ เขียวคือดี เหลืองคือพอใช้ แดงคือแย่

เรื่องโหมดการทำงานมีให้ 4 แบบ คือ Sleep, Auto, ความเร็ว 1 และความเร็ว 2 มีปุ่มตั้งเวลาปิดเครื่อง 2, 4 หรือ 8 ชั่วโมง และมีล็อกปุ่มกันเด็กมาด้วย ตัวไส้กรองมีไฟเตือนให้เปลี่ยนเมื่อใช้ครบประมาณ 2,000 ชั่วโมง ส่วนรุ่นที่รองรับ Wi-Fi จะต่อกับแอป Smart Life เพื่อสั่งงานผ่านมือถือได้ แต่ฟังก์ชันนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยที่ซื้อ ผมแนะนำให้เช็กหน้าสินค้าก่อนว่าล็อตที่ได้รองรับแอปไหม

แกะกล่องกับการตั้งเครื่องวันแรก ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

ตอนแกะกล่อง สิ่งแรกที่ต้องทำคือพลิกเครื่องคว่ำ เปิดฝาฐานออก แล้วดึงไส้กรอง HEPA ที่ห่อถุงพลาสติกมาจากโรงงานออกมาแกะถุงทิ้ง จากนั้นใส่กลับเข้าไปแล้วปิดฝาฐาน ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะถ้าลืมแกะถุง เครื่องจะเปิดติดแต่ลมแทบไม่ออก คู่มือเขียนเตือนไว้ชัด แต่ผมว่าหลายคนน่าจะรีบเสียบปลั๊กก่อนอ่าน

ตัวเครื่องทรงกระบอกขนาดกะทัดรัด วางบนโต๊ะข้างเตียงในคอนโดผมได้สบาย ไม่กินพื้นที่เหมือนเครื่องฟอกทรงสี่เหลี่ยมตัวใหญ่ น้ำหนักเบาพอที่จะยกย้ายห้องได้ด้วยมือเดียว งานประกอบเรียบร้อยตามราคา ไม่มีอะไรหลุดหลวม

จุดที่ผมสะดุดวันแรกคือเรื่องตำแหน่งวาง ผมวางชิดผนังหัวเตียงเพราะอยากให้มันเนียนไปกับห้อง ปรากฏว่าลมที่ออกมารู้สึกอ่อนกว่าที่ควร พอกลับไปอ่านคู่มือถึงเจอว่าต้องเว้นระยะรอบเครื่องอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพราะช่องดูดอากาศอยู่รอบตัวเครื่อง ผมขยับออกมาห่างผนังตามที่บอก ลมก็กลับมาปกติ เป็นบทเรียนเล็กๆ ที่ทำให้ผมรู้ว่าเครื่องทรงนี้ต้องการพื้นที่หายใจรอบตัวจริงๆ

ใช้งานจริง 6 สัปดาห์ในห้องนอนคอนโด

หลังตั้งเครื่องเข้าที่ ผมใช้โหมด Auto เป็นหลัก เพราะขี้เกียจมาคอยกดปรับเอง โหมดนี้เครื่องจะอ่านค่าฝุ่นแล้วสลับความเร็วพัดลมเอง อากาศดีก็เดินเบาๆ อากาศแย่ก็เร่งขึ้น

ช่วง 2 สัปดาห์แรกผมยังจับจังหวะมันไม่ค่อยได้ จนวันหนึ่งผมเปิดประตูระเบียงตอนค่าฝุ่นข้างนอกขึ้นสูง แล้วได้ยินเครื่องเร่งพัดลมขึ้นเองพร้อมไฟเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลือง ตอนนั้นแหละผมถึงเข้าใจว่าเซนเซอร์มันทำงานตามจริง ไม่ใช่แค่ไฟประดับ พอปิดประตูสักพักไฟก็ค่อยๆ ไล่กลับมาเขียว นี่คือจังหวะที่ทำให้ผมเริ่มเชื่อใจโหมด Auto มากขึ้น

เรื่องเสียงเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญ เพราะเปิดตอนนอน ในโหมด Sleep กับโหมด Auto ตอนอากาศปกติ เสียงเบาพอที่ผมจะหลับได้ไม่มีปัญหา เป็นเสียงลมแผ่วๆ คล้ายพัดลมเดินเบา แต่พอเครื่องเร่งขึ้นความเร็ว 2 เสียงจะดังขึ้นชัด ได้ยินแน่นอนถ้าอยู่ในห้องเงียบ ผมเลยตั้งเป็น Sleep ตอนจะนอนจริงจัง แล้วปล่อย Auto ตอนกลางวัน

เรื่องค่าไฟ ตรงนี้คือจุดที่ผมพอใจที่สุด ตัวเครื่องกินไฟ 18 วัตต์ ผมเปิดทั้งคืน 8 ชั่วโมง คิดเป็นค่าไฟแค่หลักหน่วยสตางค์ต่อคืน เทียบกับเครื่องเก่าที่ผมเคยใช้ซึ่งกินไฟมากกว่านี้ บิลค่าไฟเดือนล่าสุดของผมแทบไม่ขยับจากการเปิดเครื่องนี้เลย สำหรับคนที่ตั้งใจจะเปิดยาวๆ ทุกวัน ผมว่าเรื่องนี้คุ้มในระยะยาว

ข้อดีข้อเสียหลังใช้จริง

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ ผมขอแยกเป็นข้อดีและข้อเสียให้เห็นชัด โดยเล่าจากการใช้ในห้องนอนคอนโดของผมเป็นหลัก

ข้อดี

  • กินไฟ 18 วัตต์: ตัวเลขนี้แปลว่าเปิดทั้งคืนทุกวันก็แทบไม่กระทบบิลค่าไฟ ในคอนโดผมที่เปิดยาวเกือบทุกคืน ข้อนี้คือเหตุผลหลักที่ทำให้ผมเลือกรุ่นนี้
  • ไส้กรอง HEPA H13 พร้อม pre-filter: HEPA H13 ดักจับฝุ่นละเอียดได้ในระดับที่ใช้รับมือ PM2.5 ได้จริง ส่วน pre-filter ด้านนอกช่วยกันฝุ่นหยาบกับเส้นผม ทำให้ผมล้างเองได้ง่ายและช่วยยืดอายุไส้กรองหลัก
  • เซนเซอร์ PM2.5 กับโหมด Auto: เครื่องอ่านอากาศแล้วปรับความเร็วพัดลมเอง ผมไม่ต้องคอยมานั่งกดปรับ เห็นไฟ 3 สีก็รู้สถานะอากาศในห้องคร่าวๆ ได้ทันที สะดวกสำหรับคนที่อยากเปิดทิ้งไว้แล้วลืมมันไป
  • ขนาดเล็กวางง่าย: ทรงกระบอกกะทัดรัด วางบนโต๊ะข้างเตียงในห้อง 16 ตารางเมตรได้โดยไม่เกะกะ ยกย้ายมือเดียวได้ เหมาะกับคนคอนโดที่พื้นที่จำกัดเหมือนผม
  • ตั้งเวลาปิดและล็อกกันเด็ก: ตั้งปิด 2, 4 หรือ 8 ชั่วโมงได้ ผมใช้ตั้ง 8 ชั่วโมงตอนนอน ตื่นมาเครื่องดับเอง ไม่ต้องเปิดค้างทั้งวันโดยไม่จำเป็น

ข้อเสีย

  • ไม่มีหน้าจอบอกค่าตัวเลข: เครื่องบอกคุณภาพอากาศด้วยไฟ 3 สีเท่านั้น ไม่มีตัวเลข PM2.5 ให้ดู คนที่ชอบเห็นค่าชัดๆ เป็นตัวเลขอาจรู้สึกว่าข้อมูลน้อยไป ส่วนตัวผมพอรับได้เพราะดูแค่สีก็ตัดสินใจได้
  • แรงลมจำกัดด้วยขนาด: ด้วย CADR 210 ตัวนี้เอาอยู่กับห้องเล็ก แต่ถ้าเอาไปวางห้องกว้างกว่า 20 ตารางเมตร จะรู้สึกได้ว่าฟอกไม่ทันใจ ต้องเลือกให้ตรงขนาดห้องจริงๆ
  • โหมดความเร็ว 2 เสียงดังชัด: ตอนเครื่องเร่งแรงสุด เสียงดังพอที่จะได้ยินในห้องเงียบ ผมเลยใช้ Sleep ตอนนอนแทน ใครไวเสียงควรเผื่อใจเรื่องนี้

เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ CADR และไส้กรอง

มีสองเรื่องที่ผมอยากพูดตรงๆ เพราะเห็นคนเข้าใจผิดกันบ่อยเวลาเลือกเครื่องฟอกอากาศ

เรื่องแรกคือค่า CADR หลายคนคิดว่ายิ่งตัวเลขสูงยิ่งดีกับทุกห้อง จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น CADR ที่สูงเกินขนาดห้องไม่ได้ทำให้อากาศสะอาดกว่าเดิมแบบมีนัยสำคัญ แต่กลับทำให้คุณจ่ายเงินเพิ่มและได้เครื่องที่ใหญ่เกินจำเป็น ขณะที่ CADR ต่ำกว่าขนาดห้องก็ฟอกไม่ทัน เลข 210 ของรุ่นนี้ไม่ได้สวยหรู แต่มันพอดีกับห้องนอนคอนโด การเลือกให้ตรงขนาดห้องสำคัญกว่าการไล่ตามตัวเลขบนกล่อง

เรื่องที่สองคือไส้กรอง คนชอบโฟกัสที่ HEPA ว่ากรองอะไรได้บ้าง แต่ลืมไปว่าตัวที่ทำให้ HEPA อยู่ได้นานคือ pre-filter ด้านนอกที่ต้องคอยปัดฝุ่นทุกเดือน ผมเองใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นกับเส้นผมที่ pre-filter ดักไว้เดือนละครั้ง พอ pre-filter สะอาด HEPA ก็ไม่ต้องรับภาระฝุ่นหยาบ อายุการใช้งานก็ยืดออกไป เครื่องที่ดูแลง่ายและเจ้าของขยันล้าง pre-filter จะคุ้มกว่าเครื่องสเปกเยอะที่เจ้าของปล่อยทิ้งไว้

เทียบกับเครื่องฟอกอากาศรุ่นอื่นในงบใกล้กัน

ในเซกเมนต์เครื่องฟอกอากาศตัวเล็กราคาเข้าถึงง่าย ตัวเลือกหลักๆ จะแบ่งเป็นสองทาง ทางหนึ่งคือเครื่องที่ให้หน้าจอแสดงค่า PM2.5 เป็นตัวเลขกับแอปครบ แต่มักตัวใหญ่ขึ้นและราคาขยับขึ้นตาม อีกทางคือเครื่องที่เน้นเรียบง่าย ใช้ไฟต่ำ และวางง่ายแบบ Simplus KQJH011

ต่างจากเครื่องตัวใหญ่ตรงที่ KQJH011 ไม่ได้พยายามครอบคลุมห้องนั่งเล่นกว้างๆ แต่โฟกัสที่ห้องนอนหรือห้องทำงานในคอนโด ซึ่งเป็นจุดที่คนใช้งานจริงบ่อยที่สุด ส่วนตัวผมว่าถ้าโจทย์คือเครื่องสำหรับห้องนอน การจ่ายเพิ่มเพื่อสเปกที่เกินความจำเป็นไม่ได้ทำให้นอนหลับสบายขึ้น

ใครที่อยากเห็นภาพรวมตัวเลือกทั้งตลาดก่อนตัดสินใจ ลองอ่าน รีวิวแนะนำ 7 อันดับ เครื่องฟอกอากาศ ประกอบ จะช่วยให้เทียบสเปกกับขนาดห้องของตัวเองได้ชัดขึ้น แล้วค่อยกลับมาดูว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์คุณไหม

Simplus KQJH011 เหมาะกับใคร

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ ผมพอจะบอกได้ว่ารุ่นนี้เหมาะและไม่เหมาะกับใครบ้าง

เหมาะกับ คนที่อยู่คอนโดหรือห้องเช่า มีห้องนอนหรือห้องทำงานขนาดราว 15-20 ตารางเมตร และอยากได้เครื่องไว้เปิดประจำตอนกลางคืน คนที่กังวลเรื่องค่าไฟเพราะตั้งใจเปิดยาวทุกวัน รุ่นนี้กินไฟ 18 วัตต์ตอบโจทย์ตรงจุด รวมถึงคนที่อยากได้เครื่องตัวเล็กดูแลง่าย ไม่ต้องการฟังก์ชันซับซ้อน

ไม่เหมาะกับ คนที่ต้องการฟอกห้องนั่งเล่นกว้างหรือพื้นที่เปิดโล่งเกิน 20 ตารางเมตร เพราะแรงลมจะเอาไม่อยู่ และคนที่อยากเห็นค่าฝุ่นเป็นตัวเลขละเอียดบนหน้าจอ เพราะรุ่นนี้บอกด้วยไฟ 3 สีเท่านั้น

อีกข้อแนะนำสำหรับคนที่มีปัญหาภูมิแพ้หรือฝุ่นในบ้านเยอะ เครื่องฟอกอากาศช่วยเรื่องอากาศในห้อง แต่ฝุ่นที่เกาะตามพื้นกับเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องจัดการคู่กันไป ใครสนใจตัวช่วยทำความสะอาด ลองดู รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย เพิ่มเติม ใช้ควบคู่กันจะเห็นผลกับห้องชัดกว่าใช้อย่างเดียว

ข้อควรระวังที่ผมเจอเอง คือเรื่องระยะห่างจากผนังที่ต้องเว้นอย่างน้อย 30 เซนติเมตร และอย่าลืมแกะถุงพลาสติกหุ้มไส้กรองก่อนใช้ครั้งแรก สองจุดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนรู้สึกว่าลมอ่อนทั้งที่เครื่องไม่ได้เสีย

คำถามที่เจอบ่อยเกี่ยวกับ Simplus KQJH011

Simplus KQJH011 เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่

ด้วยค่า CADR 210 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โดยทั่วไปเหมาะกับห้องราว 15-20 ตารางเมตร เช่นห้องนอนคอนโดหรือห้องทำงานเล็ก ถ้าห้องกว้างกว่านี้ ผมแนะนำให้มองรุ่นที่ CADR สูงกว่า

Simplus KQJH011 ต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อยแค่ไหน

เครื่องมีไฟเตือนเปลี่ยนไส้กรองเมื่อใช้ครบประมาณ 2,000 ชั่วโมง อายุจริงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่คุณใช้ ถ้าหมั่นปัดฝุ่นที่ pre-filter ด้านนอกทุกเดือน จะช่วยยืดอายุไส้กรอง HEPA ได้

Simplus KQJH011 ราคาเท่าไหร่ตอนนี้

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์เครื่องฟอกอากาศตัวเล็กที่เข้าถึงง่าย เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุป: Simplus KQJH011 คุ้มไหมสำหรับห้องนอนคอนโด

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ ผมให้ Simplus KQJH011 ที่ 8.0/10 คะแนนนี้สะท้อนว่ามันทำงานในหน้าที่ของเครื่องฟอกอากาศตัวเล็กได้ครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น โดยไม่มีจุดที่ผิดหวังจริงจัง

รุ่นนี้เหมาะกับคนคอนโดที่มีห้องนอนหรือห้องทำงานราว 15-20 ตารางเมตร และตั้งใจเปิดเครื่องเป็นประจำตอนกลางคืน ถ้าใช้ตรงตามขนาดห้อง มันจะทำงานได้เต็มที่ ส่วนคนที่ห้องกว้างกว่านี้ ผมแนะนำให้ขยับไปดูรุ่นที่แรงกว่าตั้งแต่แรก

สิ่งที่ต้องแลกคือไม่มีหน้าจอบอกค่าตัวเลข ได้แค่ไฟ 3 สี และโหมดแรงสุดเสียงดังพอควร แต่เมื่อแลกกับการกินไฟแค่ 18 วัตต์ ตัวเครื่องเล็กวางง่าย และไส้กรอง HEPA H13 ที่ทำงานได้จริง ผมว่ายังเป็นการแลกที่คุ้มสำหรับการใช้ในห้องนอน

ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปวันที่เลือกเครื่อง ผมก็ยังเลือกตัวนี้สำหรับห้องนอนคอนโดของผมอยู่ดี เพราะมันตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อที่ผมตั้งไว้ คือเล็ก ประหยัดไฟ และมี HEPA จริง

สำหรับคนที่โจทย์ใกล้เคียงกับผม คืออยากได้เครื่องฟอกอากาศตัวเล็กไว้ประจำห้องนอนในงบที่เข้าถึงง่าย รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ผมพาไปต่อได้ ลองกดเข้าไปดูรายละเอียดและสต๊อกก่อนตัดสินใจ