Home รีวิว Simplus KFJH021 เครื่องชงกาแฟกึ่งอัตโนมัติ 5 บาร์ คุ้มจริงไหม

รีวิว Simplus KFJH021 เครื่องชงกาแฟกึ่งอัตโนมัติ 5 บาร์ คุ้มจริงไหม

by admin
A+A-
Reset

เครื่องชงกาแฟ Simplus KFJH021 — เครื่องที่เปลี่ยนตอนเช้าในคอนโดผม

คอนโดผม 32 ตรม. ครัวเป็น pantry counter ที่วางของได้น้อยมาก เคาน์เตอร์มีพื้นที่จริงๆ ประมาณ 80 ซม. กว้างพอวางหม้อหุงข้าว เครื่องปิ้งขนมปัง กับกระติกน้ำร้อน แต่ก่อนกินกาแฟต้องเดินไปร้านหน้าคอนโดทุกเช้า แก้วละ 65 บาท คิดเป็นเดือนๆ ก็เกือบสองพัน ลองคำนวณดูแล้วน่าจะถึงเวลาที่ผมควรหาเครื่องชงเองสักเครื่อง

ผมเป็นคนชอบ Espresso แบบเข้มๆ ไม่ค่อยกิน Americano ดูเครื่องในตลาดมาเดือนกว่า เครื่องแคปซูลก็ดูสะดวกแต่ค่าแคปซูลต่อแก้วยังแพง เครื่อง semi-pro แบบ Breville ก็เกินงบไปไกล สุดท้ายมาเจอ Simplus KFJH021 ที่อยู่ในเซกเมนต์ entry-level espresso ราคาเข้าถึงได้ แถมมี portafilter 51 มม. แบบ proper espresso machine ไม่ใช่ pod ที่ดูเหมือนของเล่น

เหตุผลหลักที่เลือกรุ่นนี้คือขนาดเครื่องเล็กพอวางบนเคาน์เตอร์ครัวคอนโดได้จริงๆ ส่วนตัวผมไม่อยากได้เครื่องใหญ่เพราะพื้นที่จำกัด อีกอย่างคืออยากเริ่มจากเครื่องที่ราคาไม่สูง ลองว่าจะชอบชงเองจริงไหม ก่อนจะ upgrade ไปเครื่องใหญ่กว่า

ผมใช้มาประมาณ 6 สัปดาห์ ชงเช้าทุกวัน บางวันเสาร์อาทิตย์ชงสองรอบ รวมๆ น่าจะชงไปเกือบ 70-80 แก้วแล้ว ลองทั้ง espresso shot เดี่ยว ทำลาเต้ใส่นมร้อน บางวันก็ชง 2 แก้วพร้อมกัน

บทความนี้ผมจะเล่าทั้งจุดที่ใช้แล้วชอบ จุดที่ต้องปรับตัวเรียนรู้ และ moment ที่ทำให้ผมคิดว่ารุ่นนี้คุ้มกับ use case ห้องคอนโด — รวมถึงข้อจำกัดที่ผมเจอจริงๆ จะไม่กลบให้ดูดีเกินจริง

Simplus KFJH021 เครื่องชงกาแฟกึ่งอัตโนมัติ คอนโด

Quick Answer: Simplus KFJH021 คือเครื่องแบบไหน เหมาะกับใคร

Simplus KFJH021 คือเครื่องชงกาแฟกึ่งอัตโนมัติแรงดัน 5 บาร์ ด้ามจับ portafilter 51 มม. ถังน้ำ 240 มล. ควบคุมอุณหภูมิช่วง 88-96°C ใช้หม้อต้มโลหะ เหมาะกับคนที่เริ่มชง espresso เองที่บ้าน อยู่คอนโดหรือพื้นที่ครัวจำกัด และอยากได้รสกาแฟแบบ proper espresso ไม่ใช่กาแฟดริปหรือแบบแคปซูล

ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเครื่อง 9 บาร์ขึ้นไปแบบ semi-pro คนที่ชงให้ครอบครัวใหญ่ 5 คน หรือคนที่ไม่อยากเรียนรู้เรื่อง grind size + tamping pressure

สเปก Simplus KFJH021 และจุดเด่นที่ทำให้ผมเลือก

สเปกหลักของรุ่นนี้บอกตรงๆ ว่าออกแบบมาให้คน home-use ที่ไม่ได้ต้องการระดับ barista ตัวเลขสำคัญที่ดูก่อนซื้อมีไม่กี่ตัว

  • แรงดัน 5 บาร์ + ด้ามจับ 51 มม.: เป็นมาตรฐาน entry espresso ใช้สกัดผงกาแฟแบบ pressurized portafilter — เหมาะกับคนที่ยังไม่ชำนาญ grind size เพราะ basket แบบ pressurized ช่วยให้ extraction ออกมาดูดีแม้บดไม่เป๊ะ
  • ถังน้ำ 240 มล.: ดูน้อยจริง แต่พอชง espresso 1 shot ใช้น้ำราว 30-40 มล. ถังเดียวชงได้ราว 5-6 shot ส่วนตัวเติมน้ำสัปดาห์ละ 2 รอบ ไม่ได้รู้สึกว่ารบกวน
  • ควบคุมอุณหภูมิ 88-96°C: เป็นช่วงที่ผู้ผลิตบอกว่าเหมาะกับการสกัดกาแฟ ผมจับเวลา pre-heat ราว 2-3 นาที ถึงจะได้อุณหภูมิเสถียร
  • หม้อต้มโลหะ: ทำความร้อนเร็วกว่าเครื่องที่ใช้บอยเลอร์พลาสติก ระยะใช้งานก็ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า

จุดที่ทำให้ผมตัดสินใจไม่ใช่แค่ตัวเลขสเปก แต่เป็นการที่รุ่นนี้อยู่ในงบ entry ที่ผมตั้งไว้ บวกกับมี portafilter จริงๆ ไม่ใช่ระบบ pod — ในมุมผมถ้าจะหัดชงเอง portafilter คือสิ่งที่ขาดไม่ได้

ดีไซน์และ First Impression — เปิดกล่องวันแรก

กล่องที่ส่งมาขนาดประมาณ 30x25x35 ซม. ไม่ใหญ่เกินคาด ในกล่องมีตัวเครื่อง ด้ามจับ portafilter พร้อม basket 2 ขนาด (single + double shot) ช้อนตวงผงกาแฟ และคู่มือภาษาอังกฤษ-จีน ส่วนภาษาไทยต้องไปดูในเว็บ Simplus

ตัวเครื่องสีเงิน-ดำ ดูเรียบๆ ไม่มีไฟ LED เยอะให้รำคาญ น้ำหนักประมาณ 3 กิโล ตั้งบนเคาน์เตอร์แล้วไม่ขยับเวลาดึงด้ามจับออก ขนาด footprint ที่กินพื้นที่จริงๆ ประมาณ 18×25 ซม. วางข้างเครื่องปิ้งขนมปังได้สบาย

ปุ่มควบคุมมีแค่ 3 ปุ่มหลัก: power, brew, steam — เรียบง่ายแบบไม่ต้องเดา ผมว่าเหมาะกับคนเริ่มต้นที่ไม่อยากเจอเครื่องที่มี 10 ปุ่ม 5 โหมด

จุดที่ผมชอบในการออกแบบคือ tray รองแก้วถอดล้างได้ น้ำที่ล้น drip ไม่เลอะเคาน์เตอร์ ส่วนถังน้ำอยู่ด้านหลังเครื่อง ต้องยกเครื่องเล็กน้อยตอนเติมน้ำ ส่วนตัวไม่ขัดอะไรเพราะเครื่องเบา

ใช้งานจริง 6 สัปดาห์ — สิ่งที่ค้นพบในครัวคอนโด

ครั้งแรกที่ผมชง ออกมารสจางมาก ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องอัดผงให้แน่นๆ ใช้ tamper กดประมาณ 15-20 ปอนด์ น้ำมันไหลผ่าน puck กาแฟเร็วเกินไป crema ออกมาเป็นฟองใหญ่แตกง่าย รสบางมากเหมือนน้ำผสมกาแฟ ผมงงอยู่สัปดาห์แรกว่าเครื่องเสียหรือเปล่า

หลังลองค้นในกลุ่ม Facebook สาย home espresso ผมพบว่ามันคือเรื่อง grind + tamping ปกติของเครื่อง entry — ไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องเสีย ผมเปลี่ยนผงกาแฟไปใช้แบบบดละเอียดขึ้น (medium-fine) แล้วฝึก tamp ให้แน่นขึ้น ผลคือสัปดาห์ที่ 2 ได้ crema สีน้ำตาลทองสม่ำเสมอ รสเข้มขึ้นชัดเจน

moment ที่ผมเรียนรู้คือต้อง pre-heat เครื่องก่อนชงทุกครั้ง — กดปุ่ม brew เปล่าๆ ผ่านด้ามจับให้น้ำไหลออก 1 รอบก่อน ราว 2-3 นาที ให้กลุ่ม group head ร้อน ถ้าไม่ทำ shot แรกของวันจะเย็นกว่า shot ต่อๆ ไป รสก็ flat ลง

การทำลาเต้ใช้ steam wand ที่อยู่ด้านขวา ผมไม่ใช่สาย latte art แค่ตีฟองนมพอใส่กาแฟได้ ลองทำกับนมจืดไขมันเต็ม 100 มล. ใช้เวลาประมาณ 30-40 วินาที ได้ฟองนมแน่นพอใช้ ไม่เนียนเท่าเครื่อง 9 บาร์ที่ผมเคยลองในร้าน แต่ดื่มแล้วก็โอเค

เรื่องการทำความสะอาด ผมล้างด้ามจับกับ basket ทุกครั้งหลังชง ใช้แปรงเล็กปัด ground ออก ส่วน steam wand เช็ดด้วยผ้าหมาดทันทีหลังใช้ — ถ้าทิ้งให้นมแห้งคาในรูจะอุดตัน ผมเคยลืมครั้งหนึ่งต้องแกะมาแช่น้ำร้อนผสมน้ำส้มสายชู 15 นาที

ค่าไฟเดือนล่าสุดเทียบเดือนก่อนใช้เครื่อง เพิ่มขึ้นไม่ถึง 30 บาท เพราะใช้แค่ 600W ไม่ใช่เครื่องกินไฟแบบ instant heater ใหญ่ๆ

ข้อดี ข้อเสีย Simplus KFJH021 จากการใช้จริง

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ ผมแยกข้อดี-ข้อเสียออกมาได้ตามนี้ ทุกข้อมาจากประสบการณ์ตัวเอง ไม่ใช่ spec sheet ของผู้ผลิต

ข้อดี

  • ขนาดเล็ก footprint 18×25 ซม.: วางบนเคาน์เตอร์ครัวคอนโดได้จริง — ส่วนตัวผมห้องครัวจำกัดเลย รุ่นนี้ไม่กินที่เครื่องอื่นๆ ในครัว วางข้างเครื่องปิ้งขนมปังกับหม้อหุงข้าวยังเหลือพื้นที่ทำอาหารเช้าได้ปกติ
  • Portafilter 51 มม. แบบ pressurized: เหมาะกับคนเริ่มชง espresso เพราะ basket แบบนี้ช่วยให้ได้ crema สวยแม้ grind ไม่เป๊ะ — ผมที่เพิ่งหัดยังได้ shot ที่ดื่มได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ไม่ใช่ของเล่นแบบ pod ที่ใส่แคปซูลแล้วจบ
  • หม้อต้มโลหะ + pre-heat 2-3 นาที: ทำความร้อนเร็วกว่ารุ่น budget ที่ใช้ thermoblock พลาสติก — ในมุมผมแปลว่าเครื่องน่าจะอยู่ทนระยะยาว ไม่ต้องห่วงว่าจะรั่วซึมหลังใช้ปีกว่า
  • Steam wand ตีฟองนมใช้ได้: ทำลาเต้แบบ home-grade ได้ ไม่ต้องซื้อเครื่องตีนมแยก — สำหรับคนกินลาเต้สัปดาห์ละ 2-3 แก้วถือว่าครบจบในเครื่องเดียว
  • ราคาอยู่ในเซกเมนต์ entry: ในงบไม่ถึงพันกลางๆ ได้เครื่องที่มี portafilter จริง — เทียบกับเครื่องแคปซูลที่ราคาใกล้กันแต่ต้องซื้อแคปซูลแก้วละ 15-25 บาทต่อเนื่อง รุ่นนี้คุ้มกว่าระยะยาวถ้าซื้อผงกาแฟเอง

ข้อเสีย

  • 5 บาร์ไม่ใช่ 9 บาร์มาตรฐาน specialty: ถ้าคุณคุ้นกับ espresso จากร้านที่ใช้เครื่อง 9 บาร์ขึ้นไป รสที่ได้จากรุ่นนี้จะดูเบากว่า body น้อยกว่า — ตอนแรกผมก็คาดหวังสูง พอใช้ไปสัก 2 สัปดาห์ก็ปรับ expectation ใหม่ว่ามันคือ home espresso ไม่ใช่ café espresso
  • ถังน้ำ 240 มล. ต้องเติมบ่อยถ้าใช้หนัก: ถ้าวันไหนต้องชง 3-4 แก้ว ถังหมดต้องเติมกลางคัน — แก้ได้ด้วยการเช็คน้ำก่อนชงเซสชั่นแรก แต่ถ้าใครชงให้คน 4 คนพร้อมกัน คงรู้สึกว่าเล็กไป
  • ไม่มี PID หรือ pressure gauge: ต้องใช้ความรู้สึกจับเวลา shot — ใครชอบเทคนิคแบบ measure ทุก parameter รุ่นนี้คงไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าเริ่มต้นพอใช้ stopwatch ในมือถือก็ผ่านได้

มุมที่คนชอบเข้าใจผิดเรื่องเครื่องชงกาแฟ entry

คนที่ดู spec ก่อนซื้อมักจะเปรียบเทียบ “บาร์” เป็นตัวตัดสิน — ยิ่งบาร์สูงยิ่งดี แต่ในมุมผมหลังใช้รุ่นนี้ 6 สัปดาห์ บอกตรงๆ ว่า 5 บาร์หรือ 9 บาร์ไม่ใช่ตัวบอกคุณภาพ shot สิ่งที่บอกคุณภาพ shot จริงๆ คือคนใช้รู้ grind size + tamping pressure + ระยะเวลา extract มั้ย ถ้าอัด puck ไม่แน่น 9 บาร์ก็ยังได้ shot จางๆ เหมือนกัน

อีกเรื่องที่คนเข้าใจผิดคือ “ถังน้ำใหญ่ = ดีกว่า” ผมเข้าใจ logic นี้ก่อนซื้อ แต่จริงๆ ถังน้ำที่นั่งนานในเครื่องที่ไม่ใช้ทุกวันมีปัญหาเรื่องน้ำขังนาน เกิด biofilm — เครื่อง home use ที่ใช้สัปดาห์ละ 5-7 ครั้ง ถัง 240 มล. กลับดีกว่าเพราะน้ำหมดเร็ว เปลี่ยนน้ำสดบ่อย

ถ้าคุณกำลังศึกษาตัวเลือก แนะนำดู รีวิวเครื่องชงกาแฟสด 5 รุ่น ประกอบเพื่อเทียบกับรุ่นอื่นในเซกเมนต์ใกล้กันก่อนตัดสินใจ

Simplus KFJH021 เทียบกับตัวเลือกใกล้ๆ ในงบเดียวกัน

ในเซกเมนต์ entry espresso ราคาใกล้กัน ตัวเลือกที่ผมพิจารณาก่อนซื้อมีอยู่ 2 แบบหลัก แบบแรกคือเครื่องแคปซูลแบบ Nespresso/Dolce Gusto — ข้อดีคือกดปุ่มแล้วได้กาแฟทันที ไม่ต้องอัด puck เอง ข้อเสียคือต้นทุนต่อแก้วยังสูง 15-25 บาท ระยะยาว 1 ปีคำนวณแล้วแพงกว่ารุ่นนี้ที่ใช้ผงกาแฟ ground เอง

แบบที่สองคือเครื่อง moka pot หรือ French press ที่ราคาถูกกว่ามาก ข้อดีคือไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ข้อเสียคือรสไม่ใช่ espresso จริงๆ ทำลาเต้ลำบาก ผมเคยใช้ moka pot 2 ปี รสค่อนข้างขม ไม่มี crema

Simplus KFJH021 อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ตัวเลือกนั้น — ให้รสใกล้ espresso แบบ café มากกว่า moka pot แต่ไม่ต้องผูกกับแคปซูลแบรนด์เดียว ส่วนตัวผมว่าคุ้มกับ use case คอนโดที่กินกาแฟวันละแก้ว ถ้าเทียบกับเครื่องแคปซูลที่หลายคนเลือก คุณสามารถดู เครื่องชงกาแฟแคปซูล รุ่นแนะนำ ประกอบเพื่อชั่งน้ำหนัก

Simplus KFJH021 เหมาะกับใคร ใครควรมองรุ่นอื่น

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ ผมขอแบ่ง use case ที่ตรงและไม่ตรงดังนี้

เหมาะกับ:

  • คนคอนโด/อพาร์ทเมนต์ 25-40 ตรม. ครัวเล็ก ต้องการเครื่องที่ไม่กินพื้นที่
  • คนที่อยากเริ่มชง espresso เองที่บ้านในงบไม่ถึงสองพัน ลองว่าจะชอบไหมก่อนลงทุนเครื่องใหญ่
  • คนที่กินกาแฟวันละ 1-2 แก้ว ส่วนใหญ่คนเดียวหรือคู่
  • คนที่อยากหลุดจากเครื่องแคปซูลที่ต้องซื้อแคปซูลต่อเนื่อง — รุ่นนี้ใช้ผงกาแฟอะไรก็ได้

ไม่เหมาะกับ:

  • คนที่ต้องการ specialty coffee ระดับ 9 บาร์ PID controlled — ต้อง budget ขึ้นมาที่ Breville/Gaggia
  • คนที่ต้องชงให้ 4-5 คนในบ้านพร้อมกัน — ถังน้ำเล็กไป + capacity ต่อเซสชั่นจำกัด
  • คนที่ไม่อยากเรียนรู้เรื่อง grind + tamping — เลือกเครื่องแคปซูลจะเหมาะกว่า

ข้อแนะนำเฉพาะรุ่น: ลงทุนซื้อ tamper แยกขนาด 51 มม. เพราะที่แถมมาเป็นพลาสติกบางๆ ใช้กด tamp ไม่ได้น้ำหนัก — ผมซื้อ tamper สแตนเลส 200 กว่าบาท ใช้ดีขึ้นเยอะ อีกเรื่องคือลองหาเครื่องบดเมล็ดถ้าจริงจัง ถ้าใครยังไม่มี ดูตัวเลือกใน เครื่องบดเมล็ดกาแฟ ยี่ห้อไหนดี ก่อนได้

ข้อควรระวัง: อย่าใช้นมรสจืดที่หมดอายุใกล้ๆ ตี steam — ฟองไม่ขึ้น แถมกลิ่นแปลก ผมเคยลองเพราะไม่อยากทิ้งนม สรุปต้องทิ้งทั้งแก้ว

FAQ เกี่ยวกับ Simplus KFJH021

Simplus KFJH021 ใช้ผงกาแฟแบบไหนได้บ้าง?

ใช้ได้กับผงกาแฟ ground ทั่วไป ความละเอียดระดับ medium-fine เหมาะที่สุด ถ้าบดเองได้ยิ่งดี ใช้เมล็ด arabica/robusta blend ที่คั่วระดับ medium-dark ผมลองแล้วได้รสกลมกล่อมที่สุด

Simplus KFJH021 ทำ Americano ได้ไหม?

ทำได้ ชง espresso 1-2 shot จากเครื่องแล้วเติมน้ำร้อนตามที่ต้องการ ไม่ต้องใช้โหมดพิเศษ — ส่วนตัวผมไม่ค่อยทำเพราะกินแต่ espresso shot กับลาเต้

Simplus KFJH021 ราคาเท่าไหร่ คุ้มไหม?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชั่นแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ entry espresso ที่เข้าถึงได้ เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee ส่วนเรื่องคุ้มไหมขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในกลุ่ม use case ที่ผมเล่าด้านบนหรือเปล่า ถ้าใช่ ผมว่าคุ้มสำหรับ home use

สรุปรีวิว Simplus KFJH021

คะแนนที่ผมให้คือ 7.8/10 — เป็นคะแนนสำหรับเครื่อง entry ที่ทำได้ตามที่ผู้ผลิตวางตำแหน่งไว้ ไม่ใช่คะแนนเทียบกับเครื่อง 5,000 บาทขึ้นไป

รุ่นนี้เหมาะกับคนที่อยู่คอนโด 25-40 ตรม. ครัวเล็ก กินกาแฟวันละ 1-2 แก้ว อยากชง espresso เองที่บ้านในงบไม่ถึงสองพัน ระยะมองที่ผมเห็นคือใช้เป็นเครื่องชงประจำตัว 1-2 ปี ก่อน upgrade ไปเครื่องใหญ่กว่า ไม่ใช่เครื่องที่จะอยู่กับคุณ 10 ปี

สิ่งที่แลกในรุ่นนี้คือ 5 บาร์ที่ไม่ใช่ specialty standard ถังน้ำ 240 มล. ที่เล็กกว่ารุ่นใหญ่ ไม่มี PID control — แต่ในงบนี้ผมว่ายังคุ้มเพราะมี portafilter จริง steam wand ใช้ได้ และขนาดที่เข้าครัวคอนโดได้สะดวก

ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปตอนตัดสินใจ ผมยังเลือกรุ่นนี้ — แต่จะลงทุน tamper สแตนเลสไปพร้อมกันตั้งแต่วันแรกเลย ไม่ใช้ของแถมพลาสติก เพราะมันคือจุดที่ทำให้ shot ผมต่างกัน 50% ในสัปดาห์แรก

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มคอนโดที่กำลังเริ่มต้นชงเอง ลองดูรุ่นนี้ก่อนเครื่องแคปซูล — ในมุมผมระยะยาวเครื่องนี้ตอบโจทย์ดีกว่า