Home Samsung UA65UE800FKXXT UHD 65 นิ้ว ไม่ต้อง QLED ก็ดูได้คม รีวิว

Samsung UA65UE800FKXXT UHD 65 นิ้ว ไม่ต้อง QLED ก็ดูได้คม รีวิว

by admin
A+A-
Reset

ทีวีเก่าต้องเปลี่ยน เกือบจ่ายเพิ่มไป QLED แต่สุดท้ายมาลงที่ Samsung UA65UE800FKXXT

ตอนเลือกทีวีใหม่ผมวนอยู่กับ 3 รุ่นอยู่เกือบเดือน เกือบตัดสินใจจ่ายเพิ่มไปทาง Samsung QLED เพราะ Quantum Dot สีสดกว่าชัดเจน แต่พอนั่งคิดทบทวนจริงๆ แล้วรู้สึกว่ากำลังจ่ายเพิ่มเพื่อ feature ที่ตัวเองใช้ไม่ถึง ผมดูหลักๆ Netflix กับ YouTube หลังเลิกงาน ไม่ได้นั่งเทียบสีทีละ pixel ไม่ได้เล่นเกม console จริงจัง

เลยตัดสินใจลองมาดูรุ่น Samsung UHD 65 นิ้ว UA65UE800FKXXT ก่อน ราคาต่างกันอยู่ไม่น้อย แล้วของมันดีพอไหมสำหรับ use case แบบผม — นั่นแหละคือคำถามที่มาพิสูจน์หลังจากใช้มา 6 สัปดาห์

สรุปสั้นก่อนอ่านยาว — Samsung UA65UE800FKXXT เหมาะกับใคร?

  • ✅ ดู streaming (Netflix / YouTube / Disney+) เป็นหลัก ระยะมอง 2.5–3 เมตร → เหมาะมาก
  • ✅ ต้องการ Tizen OS ใช้ง่าย อยู่ใน ecosystem Samsung อยู่แล้ว → ใช่เลย
  • ❌ ต้องการ Dolby Vision หรือ gaming 120Hz จริงจัง → ควรดูรุ่นอื่น

คะแนนรวม: 7.8/10 — UHD 65 นิ้ว mid-range ที่ทำ streaming ได้คมในงบ

Samsung UA65UE800FKXXT ทีวี UHD 65 นิ้ว Crystal 4K

บริบทและเหตุผลที่ผมเลือก Samsung UHD 65 นิ้ว รุ่นนี้

ผมทำงานออฟฟิศ อายุ 30 ปลายๆ ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ที่ห้องนั่งเล่นกว้างกว่าที่เก่า ระยะจากโซฟาถึงผนังวางทีวีประมาณ 2.8 เมตร เลยรู้สึกว่า 65 นิ้วน่าจะพอดีกว่า 55 นิ้วที่เคยใช้ก่อนหน้า คนในบ้าน 2 คน ดูหลักๆ Netflix, YouTube, Disney+ กับ football บ้างบางที ไม่ได้ใช้ gaming console จริงจัง

เหตุผลที่เลือก Samsung แทน LG หรือ TCL ที่ราคาใกล้กัน ส่วนตัวคือผมเคยใช้ Samsung Smart TV มาก่อนหน้านี้ คุ้นกับ Tizen ไม่อยากเริ่มเรียนรู้ระบบใหม่ บวกกับ Samsung มี service center ครอบคลุมในกรุงเทพ ซ่อมง่ายกว่าถ้าเกิดเหตุ

UA65UE800FKXXT อยู่ในงบ mid-range ที่ตั้งไว้ เทียบกับ QLED รุ่นใกล้กันแล้วราคาต่างกันพอสมควร สำหรับ use case ที่ผมใช้จริงๆ จึงตัดสินใจลองตัวนี้ก่อน

บทความนี้จะบอกทั้งดีและไม่ดีตามที่ใช้จริง 6 สัปดาห์ เหมาะกับคนที่กำลังเทียบทีวี 65 นิ้วในงบ mid-range อยู่ พร้อมจุดที่ถ้ารู้ก่อนซื้อคงคิดเพิ่มอีกนิด

สเปก Samsung UA65UE800FKXXT — ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Samsung UA65UE800FKXXT เป็นทีวีซีรีส์ Crystal UHD ขนาด 65 นิ้ว ความละเอียด 3840×2160 (4K UHD) ใช้ Crystal Processor 4K ทำหน้าที่ประมวลผลภาพและ upscale content ต่ำกว่า 4K ขึ้นมา รองรับ HDR10+ ซึ่งเป็น HDR format ที่ Samsung ร่วมพัฒนา ให้ dynamic range กว้างกว่า HDR10 ธรรมดาในฉากที่ต้องการ peak brightness สูง

ระบบปฏิบัติการเป็น Tizen OS Smart Hub เชื่อมต่อ Netflix, YouTube, Disney+, Prime Video ได้ในที่เดียว สั่งงานด้วย Bixby voice หรือ Alexa ได้ รองรับ SmartThings เชื่อมต่ออุปกรณ์สมาร์ทโฮม Samsung ทั้งหมด

พอร์ตด้านหลัง: HDMI 3 ช่อง (1 ช่อง ARC), USB 2 ช่อง, Optical Audio Out, Ethernet LAN ในตัว, WiFi 5 built-in, Bluetooth เสียง: 20W Dolby Digital Plus ต่อ soundbar ได้ผ่าน HDMI ARC หรือ Optical

remote ที่มาด้วยเป็น Solar Cell Remote ชาร์จจากพลังงานแสงได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง จุดนี้ผมถือว่าเป็น detail ที่ practical กว่าที่คิดในระยะยาว น้ำหนักพร้อม stand ราว 22 kg / VESA 200×200 สำหรับแขวนผนัง

จุดเด่นที่ Samsung เน้น ได้แก่ Crystal Processor 4K / PurColor สีธรรมชาติ / Object Tracking Sound Lite / Auto Game Mode (ALLM) ที่ปรับ input lag อัตโนมัติเมื่อต่อ console

First Impression หลังแกะกล่อง 65 นิ้วตัวนี้

ขนาด 65 นิ้วพอเอาออกมาตั้งจริงก็ใหญ่แน่นอน แต่พอวางที่ระยะมอง 2.8 เมตรรู้สึกพอดี ไม่ล้นตา เบเซลรอบจอบางทั้ง 3 ด้าน ด้านล่างมีแถบใส่โลโก้ Samsung รวมๆ ดีไซน์ดูสะอาดไม่ดูถูกต้อย

stand เป็น V-shape ขา 2 ข้าง ทรงสูง ต้องมีพื้นที่กว้างพอ ตู้วางทีวีต้องกว้างอย่างน้อย 130 cm ถึงจะวาง stand ครบสองขาได้ ถ้าตู้ไม่พอก็ต้องแขวนผนังแทน จุดนี้ควรวัดก่อนซื้อ

วันแรกที่ setup ผมพบว่า remote ตอบช้าไป 1-2 วินาที กด OK แล้วรอนาน หัวใจเริ่มสงสัยว่าเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มใช้จริง แต่หลัง update firmware ครั้งแรกเสร็จ อาการหายไปเลย ตอบ response ทันทีเหมือน remote ทีวีทั่วไป

หน้าจอตอน standby ดำสนิท ไม่มีแสงรั่วจากขอบ LED indicator เล็กมากจนแทบไม่เห็น เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการ minimal look และไม่อยากให้มีแสงรบกวนตอนนอน

Samsung UA65UE800FKXXT ดีไซน์และ stand V-shape

Samsung UA65UE800FKXXT ใช้งานจริง 6 สัปดาห์ — Netflix Football ต่อ Console เจออะไรบ้าง

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ผมดูคือ Netflix series และ documentary 4K HDR ผมทดลองโหมดภาพครบทุกตัว ทั้ง Dynamic, Standard, Natural, Movie และ Filmmaker Mode พบว่า Filmmaker Mode กับ Movie Mode ให้สีธรรมชาติที่สุด flesh tone ออกมาสมจริง ส่วน Dynamic mode ผมใช้ครั้งเดียวแล้วปิดเลย สีสด contrast สูงเกินธรรมชาติ รู้สึกเหมือน oversaturate เกินไป

content Netflix 4K HDR พวก nature documentary หรือ film ที่ grade มาดีๆ ภาพออกมาคมชัดจริง detail ใน shadow และ highlight ดีพอที่จะเห็นความต่างจาก 1080p ชัดเจน โดยเฉพาะฉาก close-up พื้นผิวธรรมชาติ ขนสัตว์ หรือพิมพ์ผ้าที่มีลวดลายละเอียด

content 1080p ที่ upscale ขึ้นมา — ถ้าไม่ได้นั่งจดจ่อจริงๆ ดูไม่ออกว่า native 4K หรือ upscale Crystal Processor 4K ทำได้ดีพอใช้ ภาพไม่แตกเป็น block แต่ก็ไม่ได้แม่นทุกซีน โดยเฉพาะฉากที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว

จุดที่เรียนรู้หลังสัปดาห์ที่สาม: HDR quality ขึ้นกับ source content ด้วย ไม่ใช่แค่ TV ดีแล้วจะ work content ที่ grade มาดีๆ จะเห็นความต่างชัด content ที่ grade ธรรมดา TV ช่วยได้ไม่มาก ถึงเข้าใจว่าทำไม QLED ถึงแพงกว่า เพราะมันดึง content ระดับกลางขึ้นมาได้ดีกว่า

Football live TV ที่ 60Hz refresh rate ลื่นดีสำหรับ content ทั่วไป ผมลอง Auto Motion Plus เปิดไว้แล้วบางฉากภาพดู “hyper-smooth” เกินธรรมชาติ แบบที่เรียกว่า soap opera effect เลยปิด motion smoothing ไว้ ดูสบายกว่าชัดเจน

ต่อ PS5 ผ่าน HDMI — Auto Game Mode เปิดอัตโนมัติ input lag อยู่ราว 15ms ที่ 4K/60fps เล่น casual ได้โอเค ถ้าเล่น competitive FPS ที่ต้องการ 120Hz อาจรู้สึกขาดได้

ข้อดีและข้อเสียตามที่ใช้จริง

  • Crystal Processor 4K upscale ได้พอใช้จริง: content 1080p บนจอ 65″ ที่ระยะมอง 2.8 เมตรดูได้สบายโดยไม่รู้สึกว่า “ต่ำกว่าที่ควร” ผมยัง subscribe YouTube Premium ดูแค่ HD เป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อ 4K ทุกช่องก็ยังดูสบาย
  • Tizen OS navigation ลื่นไม่ค้าง: boot จากสถานะ standby เร็ว Smart Hub จัดระเบียบ app ได้ตามต้องการ คนที่คุ้น Samsung จะปรับตัวได้ใน 5 นาที ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ระบบใหม่ทั้งหมด
  • Solar Cell Remote ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน: ชาร์จจากแสงไฟในห้องได้ ใช้มา 6 สัปดาห์ไม่เคยต้องหาถ่านสำรอง detail เล็กๆ ที่ practical จริงๆ ในระยะยาวไม่ต้องวิ่งหาถ่าน
  • HDR10+ ให้ shadow detail ดีกว่า HDR10 ธรรมดา: content ที่ mastered มาเป็น HDR10+ ภาพ highlight ไม่ blown out และ shadow ยังมี detail ดีกว่าทีวี HDR10 รุ่นเก่าที่ผมเคยใช้ ดูชัดในฉากที่ dynamic range กว้าง เช่น ฉาก sunset หรือ interior มืด
  • HDMI ARC ต่อ soundbar ง่าย sync ดี: ต่อ soundbar ผ่าน HDMI ARC ใช้งานได้ดี เสียงไม่ delay ปรับ volume ได้จาก remote ทีวีได้เลย รองรับ Bluetooth เชื่อม speaker เพิ่มได้ด้วย ระบบเสียงยืดหยุ่นกว่าที่คิด
  • ไม่รองรับ Dolby Vision: Netflix และ Disney+ หลาย title encode มาเป็น Dolby Vision จะ fallback เป็น HDR10+ แทน ดูคนเดียวโดยไม่ compare side-by-side ไม่รู้สึกต่างมาก แต่ถ้า Dolby Vision เป็น must-have สำหรับคุณ ควรมองรุ่นที่รองรับโดยตรง
  • VA panel viewing angle จำกัดนิดหน่อย: นั่งตรงกลางภาพดีมาก แต่ถ้านั่งเฉียงเกิน 40 องศาสีจะซีดลงนิดหน่อย ห้องที่มีโซฟา L-shape หรือนั่งหลายคนในมุมต่างๆ อาจรู้สึกได้
  • เสียง built-in 20W พอดู casual แต่ไม่ wow: ฟัง dialogue ได้ชัด แต่ action scene หรือ concert ขาด depth ชัดเจน ควรเตรียม budget soundbar ด้วยถ้าต้องการประสบการณ์เสียงที่ดีกว่านี้

สิ่งที่ Samsung UA65UE800FKXXT ทำได้เหนือความคาดหวัง

มีสองเรื่องที่ผมเข้าใจผิดก่อนซื้อ แล้วพอใช้จริงถึงรู้สึกต่าง

เรื่องแรก: “ซื้อ 4K TV ต้องดู 4K content ทุกเรื่องถึงจะคุ้ม” ในมุมผมไม่จริงในทางปฏิบัติ Crystal Processor 4K upscale ได้ดีพอที่ดู 1080p บนจอ 65″ ที่ระยะมอง 2.8 เมตรแบบไม่รู้สึกเสียดาย ผมยังดู YouTube ความละเอียด 1080p เป็นส่วนใหญ่ ไม่รู้สึกว่าซื้อ 4K มาแล้วไม่ได้ใช้

เรื่องที่สอง: “65 นิ้วต้องห้องใหญ่” ถ้าระยะมองพอดีที่ 2.5-3 เมตร ขนาดนี้ใช้งานได้สบายโดยไม่รู้สึกล้นตา ผมอยู่คอนโดห้องนั่งเล่นขนาดกลาง ระยะมอง 2.8 เมตร ดูสบายทุกวัน ไม่ต้องรอ “บ้านโต” ก่อนถึงจะซื้อ 65 นิ้วได้

เทียบกับตัวเลือกอื่นในราคาใกล้เคียง

สองตัวที่ผมเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ได้แก่ LG และ TCL ขนาด 65 นิ้วในระดับราคาใกล้กัน

LG 65UR7500 — ใช้ webOS ซึ่งหลายคนชอบ UI มากกว่า Tizen ข้อแตกต่างที่ชัดคือ LG รุ่นนี้รองรับ Dolby Vision ซึ่ง Samsung UA65UE800FKXXT ไม่มี ถ้า Netflix Dolby Vision content เป็น priority ของคุณ LG คือตัวที่ควรมองก่อน ส่วนตัวผมเลือก Samsung เพราะคุ้น Tizen และ after-sale Samsung ในไทยครอบคลุมกว่า

TCL 65C645 — ราคาถูกกว่า มี Mini LED ที่ให้ความสว่าง peak บน HDR content สูงกว่า แต่ระบบ OS ยัง fluent น้อยกว่า Tizen เล็กน้อยในแง่ความเร็วและ app ecosystem ในไทย ถ้างบต้องการประหยัดจริงๆ TCL น่าสนใจ แต่ถ้าอยากได้ระบบที่คุ้น Samsung ตัวนี้ยังดีกว่า

ถ้าคุณใช้ Samsung อยู่แล้วทั้งโทรศัพท์ soundbar หรือ Galaxy tablet — UA65UE800FKXXT integrate ผ่าน SmartThings ได้ง่าย นั่นคือ advantage จริงๆ ที่ข้ามไปยี่ห้ออื่นแล้วทำไม่ได้ง่ายเท่ากัน

สำหรับบทความเปรียบเทียบ Smart TV 65 นิ้วหลายรุ่น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เปรียบเทียบ Smart TV 65 นิ้ว รุ่นไหนคุ้มในงบ mid-range และถ้ากำลังมอง Samsung QLED อยู่ด้วย ดูได้ที่ รีวิว Samsung QLED 65 นิ้ว

Samsung UA65UE800FKXXT เหมาะกับใครบ้าง?

เหมาะกับ:

  • คนที่ต้องการทีวี 65 นิ้ว UHD ในงบ mid-range ดู streaming (Netflix, YouTube, Disney+) เป็นหลัก ระยะมอง 2.5-3.5 เมตร — use case นี้รุ่นนี้ตอบโจทย์ครบ
  • คนที่คุ้น Tizen OS อยู่แล้ว ไม่อยากเปลี่ยน ecosystem ใหม่
  • ครอบครัวที่ใช้ ecosystem Samsung หลายอุปกรณ์ — SmartThings เชื่อมได้ง่ายไม่ต้อง setup ซับซ้อน
  • Casual gamer ที่เล่น console เป็นครั้งคราว ไม่ได้ต้องการ 120Hz จริงจัง

ไม่เหมาะกับ:

  • Competitive gamer ที่ต้องการ 120Hz + VRR สำหรับ FPS จริงจัง — รุ่นนี้ให้ได้แค่ 60Hz
  • คนที่ดู Dolby Vision content หนักๆ บน Netflix หรือ Disney+ — Samsung รุ่นนี้ใช้ HDR10+ แทน
  • ห้องที่มีคนนั่งดูในมุมเฉียงมากๆ เช่น โซฟา L-shape หลายคน — VA panel viewing angle มีข้อจำกัด

ข้อแนะนำก่อนและหลัง setup:

  • เปลี่ยน Picture Mode จาก Dynamic เป็น Movie หรือ Filmmaker Mode ทันที — สีธรรมชาติกว่ามาก
  • ปิด Auto Motion Plus ถ้าดู drama หรือ movie เพื่อหลีกเลี่ยง soap opera effect
  • ทำ firmware update วันแรกก่อนใช้งานจริง ช่วยเรื่อง remote response และ stability

ข้อควรระวัง: วัดขนาดตู้วางทีวีก่อนซื้อ stand V-shape ต้องการพื้นที่กว้างอย่างน้อย 130 cm ถ้าตู้ไม่พอต้องแขวนผนังแทน

คำถามที่มักถามเกี่ยวกับ Samsung UA65UE800FKXXT

Samsung UA65UE800FKXXT รองรับ Dolby Vision ไหม?

ไม่รองรับครับ รุ่นนี้ใช้ HDR10+ ซึ่งเป็น HDR format ที่ Samsung พัฒนาร่วมกับ Amazon content Netflix หรือ Disney+ ที่ encode มาเป็น Dolby Vision จะ fallback เป็น HDR10+ แทน ดูแล้วไม่รู้สึกต่างชัดถ้าไม่ได้ compare side-by-side แต่ถ้า Dolby Vision เป็น must-have แนะนำดูรุ่น LG ที่รองรับโดยตรง

Samsung UA65UE800FKXXT เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?

ระยะมองที่เหมาะสำหรับ 4K 65 นิ้วคือ 2.0-3.5 เมตร ถ้าห้องนั่งเล่นมีระยะมองในช่วงนี้ขนาด 65 นิ้วพอดีมาก ใกล้เกิน 2 เมตรจะรู้สึกว่าใหญ่ ไกลเกิน 4 เมตรอาจเริ่มอยากได้ขนาดใหญ่กว่า 65 นิ้ว

Samsung UA65UE800FKXXT ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ mid-range ทีวี 65 นิ้ว เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee โดยตรง

Samsung UA65UE800FKXXT — สรุปหลังใช้ 6 สัปดาห์

ผมให้ Samsung UA65UE800FKXXT 7.8/10 — เป็นทีวี UHD 65 นิ้วที่ทำงานได้ถูกจุดสำหรับการดู streaming ในชีวิตประจำวัน ภาพ 4K HDR10+ บน content ที่ดีออกมาคมชัดจริง Tizen OS ลื่น ไม่มีปัญหาระหว่างใช้งาน 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา คะแนนนี้บอกว่า “ดีในงบ mid-range ถ้า use case ตรง” ไม่ใช่ทีวีที่ดีทุกด้าน

use case ที่เหมาะที่สุด: ห้องนั่งเล่นระยะมอง 2.5-3.5 เมตร ดู Netflix, YouTube, football เป็นหลัก ไม่ซีเรียสเรื่อง 120Hz gaming หรือ Dolby Vision รุ่นนี้ตอบโจทย์ครบโดยไม่ต้องจ่ายเกิน

สิ่งที่แลกมาคือไม่มี Dolby Vision, VA panel ที่ viewing angle จำกัดนิดหน่อย และเสียง built-in ที่โอเคแต่ไม่ cinematic จริงๆ ถ้ายอมรับ 3 จุดนี้ได้ รุ่นนี้ยังคุ้มในงบที่จ่าย

ถ้าให้ผมย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่ ยังเลือกรุ่นนี้ครับ จ่ายเพิ่มไป QLED ก็ดีกว่าจริง แต่ส่วนต่างสีที่ได้เพิ่มไม่ worth กับ use case ที่ผมใช้จริงๆ ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณ use case คล้ายผม รุ่นนี้น่าพิจารณา

ทีวี 65 นิ้ว UHD mid-range ที่ทำ streaming ได้คม ระบบ Tizen ใช้ง่าย ถ้ากำลังมองอยู่ลองเช็คราคาและรายละเอียดได้ตามลิงก์ข้างล่างเลยครับ