Home ช็อปปิ้งอิเล็กทรอนิกส์และไอทีSamsung Galaxy Fit3 ไม่มี GPS ในตัว แต่กลับไม่ใช่ปัญหา รีวิวหลังใช้ 7 สัปดาห์

Samsung Galaxy Fit3 ไม่มี GPS ในตัว แต่กลับไม่ใช่ปัญหา รีวิวหลังใช้ 7 สัปดาห์

by admin
A+A-
Reset

7 สัปดาห์กับ Samsung Galaxy Fit3 ตัวที่มาแทนสายรัดเก่า

สายรัดตัวเก่าแบตหมดทุก 2 วัน จอ TFT มืดจนยืนกลางแดดแทบมองตัวเลขไม่ออก ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็น Samsung Galaxy Fit3 ตัว 40mm สีดำ ใส่จริงมา 7 สัปดาห์ ใส่แบบไม่ถอดเลยตั้งแต่ตื่นยันนอน ถอดแค่ตอนชาร์จ จุดที่อยากเล่าก่อนเลยคือ เรื่องแบต กับเรื่องจอ มันต่างจากสายรัดถูกๆ ที่ผมเคยใช้แบบรู้สึกได้ทันทีในสัปดาห์แรก

สรุปไว ก่อนอ่านยาว: Galaxy Fit3 เป็นสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพที่เด่นเรื่องจอ AMOLED 1.6 นิ้วใหญ่สว่าง บอดี้อะลูมิเนียมเบา 18.5 กรัม และแบตที่ใส่ลืมได้จริง ใช้คู่มือถือ Android ผ่านแอป Samsung Health เหมาะกับคนที่อยากจับ step จับการนอน วัดหัวใจ และใส่ออกกำลังกายเบาๆ ในงบไม่ถึงสองพัน ส่วนคนที่หวังฟีเจอร์สมาร์ทวอทช์เต็มตัวอย่างตอบแชต จ่ายเงิน NFC หรือ GPS ในตัว รุ่นนี้ไม่ตอบโจทย์ คะแนนส่วนตัวผมให้ 8.2/10 สำหรับ use case สายรัดสุขภาพในงบนี้

Samsung Galaxy Fit3 สมาร์ทวอทช์ 40mm จอ AMOLED

ทำไมผมถึงเลือก Fit3 ไม่ใช่สายรัดจีนตัวถูกกว่า

ตอนเล็งซื้อ ผมเทียบอยู่สองสามตัว มีทั้งสายรัดจีนที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง กับ Fit3 ที่แพงขึ้นมานิดนึง สุดท้ายมาลงตัวนี้เพราะสองเหตุผลหลัก หนึ่งคือผมใช้มือถือ Android อยู่แล้ว แอป Samsung Health มันต่อกันลื่นไม่ต้องลุ้น สองคือผมเคยเจอปัญหาจอสายรัดถูกๆ ที่กลางแดดมองไม่เห็น เลยอยากได้จอ AMOLED ที่สว่างพอ

ผมไม่ได้ต้องการสมาร์ทวอทช์เต็มตัว ไม่ได้จะเอาไว้ตอบไลน์หรือจ่ายเงินที่ร้านสะดวกซื้อ สิ่งที่อยากได้จริงๆ คือสายรัดที่ใส่ลืมได้ จับการนอนแม่นๆ วัดหัวใจตอนวิ่ง แล้วแบตอยู่ได้เป็นสัปดาห์ ใส่ 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพะวงว่าคืนนี้จะหมดมั้ย Fit3 ตอบโจทย์ตรงนี้พอดี

ผมใช้รุ่นนี้มา 7 สัปดาห์ ใส่เดินทำงาน ใส่นอน ใส่วิ่งตอนเย็นสัปดาห์ละ 3-4 วัน บางวันก็ใส่ตอนยกเวทเบาๆ ในห้อง การใช้แบบนี้ทำให้ผมเห็นทั้งจุดที่ชอบและจุดที่ขัดใจชัดเจน

บทความนี้ผมจะเล่าทั้งสองด้าน ทั้งที่ Fit3 ทำได้ดีเกินราคา และจุดที่ต้องยอมแลกเพราะมันคือสายรัดงบเบาๆ ไม่ใช่ Galaxy Watch อ่านจบแล้วน่าจะตัดสินใจได้ว่ารุ่นนี้ตรงกับการใช้งานของคุณหรือเปล่า

สเปก Samsung Galaxy Fit3 มีอะไรบ้าง

ก่อนลงรายละเอียดการใช้ มาดูของจริงในตัวเครื่องกันก่อน Galaxy Fit3 (รหัสรุ่น SM-R390) มาพร้อมจอ AMOLED ขนาด 1.6 นิ้ว ความละเอียด 256 x 402 ตัวเครื่องเป็นบอดี้อะลูมิเนียม น้ำหนักเฉพาะตัวเรือนราว 18.5 กรัม รวมสายประมาณ 36.8 กรัม ขนาด 42.9 x 28.8 x 9.9 มม. กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน 5ATM และ IP68 หมายความว่าโดนเหงื่อ โดนฝน ล้างมือ หรือใส่ว่ายน้ำเบาๆ ได้ แต่ไม่เหมาะกับดำน้ำลึกหรือน้ำแรงดันสูง

ด้านแบตเป็นความจุ 208mAh Samsung เคลมว่าใช้ได้สูงสุดราว 13 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้งในรูปแบบการใช้ปกติ ส่วนการเชื่อมต่อใช้ Bluetooth 5.3 และต้องจับคู่กับมือถือ Android (ประมาณ Android 10 ขึ้นไป) ผ่านแอป Galaxy Wearable และ Samsung Health จุดที่ต้องรู้ก่อนซื้อคือรุ่นนี้ไม่มี GPS ในตัว ใช้วิธีดึงพิกัดจากมือถือ (connected GPS) และไม่มี NFC ไม่มีไมค์ ไม่มี ECG

ฝั่งสุขภาพถือว่าจัดมาครบสำหรับสายรัด มีวัดหัวใจต่อเนื่อง วัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) ติดตามความเครียด จับการนอนพร้อม sleep coaching มี snore detection และตรวจจับการล้ม (fall detection) รองรับโหมดออกกำลังกายกว่า 100 แบบ พร้อม auto-detect บางกิจกรรม โหมดที่ผมใช้บ่อยคือวิ่ง เดิน กับยกเวท

ระบบปฏิบัติการเป็น FreeRTOS ของ Samsung เอง ไม่ใช่ Wear OS เลยลงแอปเพิ่มเองไม่ได้ และไม่มี Google Play บนเครื่อง ตรงนี้สำคัญ เพราะคนที่คิดว่าจะลงแอปนู่นนี่เหมือนสมาร์ทวอทช์ตัวใหญ่ จะผิดหวัง Fit3 วางตัวเป็นสายรัดสุขภาพชัดเจน ไม่ใช่คอมพิวเตอร์บนข้อมือ

ดีไซน์กับงานประกอบ ครั้งแรกที่จับ

แกะกล่องออกมาความรู้สึกแรกคือมันเบากว่าที่คิด ตัวเรือนอะลูมิเนียมทำให้ดูมีราคาขึ้นกว่าสายรัดพลาสติกที่ผมเคยใช้ สายเป็นซิลิโคนนิ่ม ใส่นอนทั้งคืนแล้วไม่อึดอัด ข้อมือผมไม่ใหญ่ ใส่รูที่สองจากในสุดก็พอดี

จอ AMOLED 1.6 นิ้วเป็นพระเอกจริง ตัวอักษรใหญ่ อ่านง่ายกว่าสายรัดจอเล็กแบบเดิมเยอะ ที่ผมประทับใจคือกลางแดดเที่ยงยังอ่านได้สบายตา ไม่ต้องเอามือบังเหมือนตัวเก่า สีสันหน้าปัดสดดี เลือกหน้าปัดได้เยอะ ปรับให้แสดงข้อมูลที่อยากเห็นบนหน้าหลักได้

ปุ่ม Home มีปุ่มเดียวด้านข้าง กดเข้าเมนู กดสองทีเรียกโหมดออกกำลังกาย ใช้คู่กับการปัดจอ ระบบสัมผัสตอบสนองทันมือ ไม่หน่วง จุดที่อยากบ่นนิดคือตัวล็อกสายเป็นแบบเข็มขัดธรรมดา ดูเรียบไปหน่อยถ้าเทียบกับสายแบบคลิปของบางยี่ห้อ แต่ใช้จริงก็แน่นหนาดี ไม่เคยหลุดเองระหว่างวิ่ง

ใช้จริง 7 สัปดาห์ จับนอน วัดหัวใจ ใส่วิ่ง

มาถึงส่วนที่ผมว่าสำคัญสุด คือมันทำงานจริงเป็นยังไงในชีวิตประจำวัน เริ่มจากเรื่องที่สะดุดก่อน วันแรกที่ใส่นอน ข้อมูลการนอนออกมาดูเพี้ยน บอกว่าผมตื่นกลางดึกหลายรอบทั้งที่ความจริงหลับสนิท พอลองสังเกตดี ปัญหาอยู่ที่ผมใส่หลวมไป เซนเซอร์หัวใจด้านหลังเลยแนบผิวไม่สนิท หลังจากรัดให้แน่นขึ้นอีกนิด ค่าการนอนกับหัวใจตอนหลับก็นิ่งขึ้นทันที กลายเป็นว่าใส่ให้ถูกวิธีสำคัญกว่าที่คิด

เรื่องการนอน หลังปรับสายแล้ว ผมว่าข้อมูลใช้อ้างอิงได้พอใช้จริง มันแยกช่วงหลับลึก หลับตื้น REM ให้ดู มี sleep score ทุกเช้า บางวันคะแนนต่ำผมก็พอเดาออกว่าเพราะนอนดึกหรือกินกาแฟเย็น snore detection ก็ทำงาน บันทึกว่าคืนไหนกรนนานแค่ไหน ตรงนี้สนุกดีในเชิงรู้ตัวเอง

ส่วนวิ่ง ผมใส่วิ่งตอนเย็นรอบหมู่บ้านสัปดาห์ละ 3-4 วัน ครั้งละ 25-30 นาที วัดหัวใจระหว่างวิ่งเกาะติดดี ค่าขึ้นลงตามจังหวะที่เร่ง ไม่ค้างหรือเพี้ยนแบบสายรัดถูกๆ ที่ผมเคยเจอ เรื่องระยะทาง เพราะไม่มี GPS ในตัว ผมต้องพกมือถือไปด้วยให้มันดึงพิกัด พอพกมือถือแล้วเส้นทางกับระยะทางออกมาตรงกับที่วิ่งจริง ใครชอบวิ่งตัวเปล่าไม่พกมือถืออาจขัดใจตรงนี้

เรื่องแบต อันนี้คือจุดที่ทำให้ผมยิ้มได้ ผมใส่ตลอดวันรวมนอน เปิดวัดหัวใจต่อเนื่อง ปิด Always-On Display ไว้ ชาร์จเต็มทีหนึ่งอยู่ได้เกือบ 2 สัปดาห์จริง ตามที่เคลมไว้ไม่ได้โม้เกิน ตอนชาร์จก็เร็ว เสียบทิ้งไว้ตอนอาบน้ำกลับมาก็ขึ้นไปเยอะแล้ว ความรู้สึกใส่ลืมไม่ต้องพะวงเรื่องแบตคือสิ่งที่สายรัดตัวเก่าให้ผมไม่ได้

ข้อดีที่ชอบ กับข้อเสียที่ต้องยอมรับ

หลังใช้มา 7 สัปดาห์ ผมขอแยกเป็นข้อๆ ให้เห็นภาพชัด เริ่มจากฝั่งที่ชอบก่อน

  • จอ AMOLED 1.6 นิ้ว 256×402: ใหญ่และสว่างพอที่จะอ่านกลางแดดได้ ผมเช็กการแจ้งเตือนหรือดูค่าหัวใจระหว่างวิ่งโดยไม่ต้องเอามือบังจอ ต่างจากสายรัดจอเล็กที่เคยใช้แบบรู้สึกได้
  • แบต 208mAh ใช้ได้เกือบ 2 สัปดาห์จริง: ผมใส่ 24 ชั่วโมงต่อวันรวมนอน ชาร์จแค่ราวสองสัปดาห์ครั้ง ทำให้ใส่ติดตัวได้ตลอดโดยไม่ขาดช่วงเก็บข้อมูลการนอน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ผมซื้อ
  • วัดหัวใจกับจับการนอนพอเชื่อถือได้: หลังรัดสายให้พอดี ค่าหัวใจตอนวิ่งเกาะติดจังหวะจริง การนอนแยกช่วงให้ดูได้ มี sleep score ทุกเช้า ผมใช้ปรับเวลานอนตัวเองได้พอใช้จริง
  • บอดี้อะลูมิเนียมเบา 18.5 กรัม: ใส่นอนทั้งคืนไม่อึดอัด ไม่รู้สึกว่ามีอะไรถ่วงข้อมือ ในงบนี้ได้วัสดุระดับนี้ถือว่าเกินคาด
  • ต่อกับ Samsung Health ลื่น: ผมใช้มือถือ Android อยู่แล้ว จับคู่ครั้งเดียวจบ ข้อมูลซิงค์เข้าแอปครบ ดูย้อนหลังเป็นกราฟได้สะดวก

ส่วนข้อเสีย ผมขอพูดตรงๆ เพราะมันมีจุดที่ต้องยอมแลกในงบนี้

  • ไม่มี GPS ในตัว: ถ้าจะวัดระยะวิ่งให้แม่นต้องพกมือถือไปด้วยทุกครั้ง ใครชอบวิ่งตัวเปล่าจะขัดใจ ตรงนี้คือข้อจำกัดที่ชัดที่สุดของรุ่น
  • ไม่มี NFC และไม่มีไมค์: จ่ายเงินแตะข้อมือไม่ได้ รับสายคุยผ่านนาฬิกาไม่ได้ ใครหวังฟีเจอร์สมาร์ทวอทช์เต็มตัวต้องข้ามไปดู Galaxy Watch
  • สาย charge เป็นแบบ pogo-pin เฉพาะรุ่น: หายแล้วหาซื้อยากกว่าสาย USB-C ทั่วไป ผมเลยต้องระวังไม่ให้สายหาย
  • ลงแอปเพิ่มเองไม่ได้: ระบบ FreeRTOS ปิด ไม่มี Play Store ใช้ได้เท่าที่ Samsung ให้มา ซึ่งสำหรับสายรัดสุขภาพก็ถือว่าพอ แต่ต้องเข้าใจก่อนซื้อ

เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Fit3

มีสองเรื่องที่ผมเห็นคนเข้าใจคลาดเคลื่อนบ่อย เรื่องแรกคือ “ไม่มี GPS ในตัว = ใช้วิ่งไม่ได้” ซึ่งไม่จริงเสียทีเดียว สำหรับคนที่พกมือถือติดตัวเวลาวิ่งอยู่แล้ว connected GPS ที่ดึงพิกัดจากมือถือก็ให้ระยะทางตรงพอใช้ ผมวิ่งเส้นเดิมหลายรอบ ค่าระยะออกมาใกล้เคียงกันทุกครั้ง ปัญหาจริงมีแค่กับคนที่อยากวิ่งโดยไม่พกมือถือเท่านั้น

เรื่องที่สองคือ “จอ AMOLED ใหญ่ = แบตหมดเร็ว” อันนี้ก็ไม่ตรงกับที่ผมเจอ เพราะ Fit3 ปิด Always-On Display ได้ จอจะติดเฉพาะตอนยกข้อมือดูหรือกดปุ่ม พอปิดฟีเจอร์นี้ แบตจากที่อยู่ราว 6-7 วันตอนเปิด AOD ขยับไปเกือบ 2 สัปดาห์ทันที จอใหญ่จึงไม่ได้แปลว่ากินแบตเสมอไป มันอยู่ที่ตั้งค่ายังไงมากกว่า

Galaxy Fit3 เทียบกับ Xiaomi Smart Band คนละทาง

คู่แข่งที่คนชอบเอามาเทียบสุดคือ Xiaomi Smart Band ซึ่งราคาถูกกว่านิดหน่อย จุดต่างที่ผมรู้สึกชัดคือ Fit3 ได้จอใหญ่กว่า บอดี้อะลูมิเนียมดูมีราคากว่า และต่อกับ Samsung Health ได้เนียนถ้าคุณอยู่ในระบบ Samsung อยู่แล้ว ส่วน Xiaomi เด่นเรื่องราคาและ ecosystem ของตัวเอง ถ้าคุณใช้มือถือ Xiaomi อยู่ การจับคู่ก็จะลื่นกว่าในทางกลับกัน

อีกตัวที่ควรชั่งใจคือพี่ใหญ่ในแบรนด์เดียวกันอย่าง Galaxy Watch ซึ่งได้ GPS ในตัว NFC จ่ายเงินได้ รับสายได้ ลงแอปเพิ่มได้ แต่แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นหลายเท่าและแบตที่อยู่สั้นกว่ามาก ถ้าเป้าหมายคือ track สุขภาพ + แบตอึด Fit3 คุ้มกว่า แต่ถ้าอยากได้สมาร์ทวอทช์ครบเครื่อง Galaxy Watch คือคำตอบ สำหรับคนที่กำลังจัดมือถือ Android คู่กับสายรัด ลองดู รีวิวมือถือ Android ราคาไม่เกิน 5,000 บาท ประกอบ จะได้คู่ที่ทำงานเข้าขากัน

Samsung Galaxy Fit3 เหมาะกับใคร?

หลังใช้มา 7 สัปดาห์ ผมพอจะบอกได้ชัดว่ารุ่นนี้ตรงกับใครและไม่ตรงกับใคร

เหมาะกับ

  • คนที่อยากได้สายรัดจับ step จับการนอน วัดหัวใจ ในงบไม่ถึงสองพัน และพกมือถือ Android ติดตัวอยู่แล้ว
  • คนที่เบื่อชาร์จสายรัดบ่อย อยากได้ตัวที่ใส่ลืมแล้วแบตยังอยู่ได้เป็นสัปดาห์
  • คนที่ออกกำลังกายเบาถึงปานกลาง วิ่ง เดิน ยกเวท และยอมพกมือถือเวลาวิ่งเพื่อใช้ระยะทาง

ไม่เหมาะกับ

  • คนที่อยากวิ่งตัวเปล่าไม่พกมือถือ แต่ยังต้องการระยะทางแม่นๆ เพราะไม่มี GPS ในตัว
  • คนที่หวังฟีเจอร์สมาร์ทวอทช์เต็มตัว ตอบแชต จ่ายเงิน NFC ลงแอปเพิ่ม รุ่นนี้ทำไม่ได้ ควรขยับไป Galaxy Watch
  • คนใช้ iPhone เพราะ Fit3 รองรับเฉพาะ Android เท่านั้น

ข้อแนะนำเฉพาะรุ่นนี้ที่ผมอยากฝากไว้ หนึ่งคือรัดสายให้พอดีตั้งแต่แรกเพื่อให้เซนเซอร์แนบผิว ค่าการนอนกับหัวใจจะแม่นขึ้นเยอะ สองคือปิด Always-On Display ถ้าอยากได้แบตยาวสุด สามคือเก็บสายชาร์จ pogo-pin ให้ดี เพราะหายแล้วหาซื้อยากกว่าสายทั่วไป ถ้าคุณกำลังจัดเครื่องใช้ Samsung เข้าบ้านหลายชิ้น ลองดู รีวิว Samsung เครื่องซักผ้าฝาบน เป็นไอเดียประกอบได้

คำถามที่เจอบ่อยเรื่อง Galaxy Fit3

Samsung Galaxy Fit3 แบตใช้ได้กี่วัน?
Samsung เคลมสูงสุดราว 13 วันในการใช้ปกติ จากที่ผมใส่ 24 ชั่วโมงต่อวันรวมนอนและปิด Always-On Display อยู่ได้เกือบ 2 สัปดาห์จริง ถ้าเปิด AOD ตลอดจะลดลงเหลือราว 6-7 วัน

Galaxy Fit3 มี GPS ในตัวไหม?
ไม่มี GPS ในตัว ใช้วิธีดึงพิกัดจากมือถือ (connected GPS) เวลาวิ่งหรือปั่นจักรยานต้องพกมือถือไปด้วยถึงจะได้ระยะทางและเส้นทางที่ตรง

Galaxy Fit3 ใช้กับ iPhone ได้ไหม?
ใช้ไม่ได้ รุ่นนี้รองรับเฉพาะมือถือ Android (ประมาณ Android 10 ขึ้นไป) ผ่านแอป Galaxy Wearable และ Samsung Health เท่านั้น คนใช้ iPhone ควรมองหารุ่นอื่น

สรุป หลังใส่มา 7 สัปดาห์

คะแนนส่วนตัวผมให้ Samsung Galaxy Fit3 อยู่ที่ 8.2/10 คะแนนนี้สะท้อนว่ามันทำหน้าที่สายรัดสุขภาพในงบเบาๆ ได้ดีเกินตัว แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบในทุกด้าน

use case ที่ผมว่ารุ่นนี้ลงตัวสุดคือ คนที่อยากได้ตัวจับ step จับการนอน วัดหัวใจ ใส่ออกกำลังกายเบาถึงปานกลาง ใช้คู่มือถือ Android แล้วต้องการแบตที่ใส่ลืมได้ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ Fit3 ตอบโจทย์เต็มๆ

สิ่งที่ต้องยอมแลกคือ GPS ในตัวที่ไม่มี และฟีเจอร์สมาร์ทวอทช์อย่าง NFC กับไมค์ที่ตัดออก แต่ในมุมผม ถ้าเป้าหมายคือสุขภาพกับแบตอึด สิ่งที่ตัดออกพวกนี้แทบไม่กระทบการใช้จริงในชีวิตประจำวันเลย

ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปวันที่สายรัดเก่าแบตหมดทุก 2 วัน ผมก็ยังเลือก Fit3 ตัวเดิม มันเปลี่ยนนิสัยผมให้ใส่ติดตัวตลอดได้จริง ซึ่งสายรัดที่ต้องชาร์จบ่อยทำไม่ได้

สำหรับคนที่กำลังมองหาสายรัดสุขภาพคุ้มงบในคลาสนี้ Fit3 อยู่ในลิสต์ที่ผมแนะนำให้ลองพิจารณาก่อนตัดสินใจ

Related Articles