เรื่องมันเริ่มตอนผมย้ายเข้าห้องเช่าใหม่แถวลาดพร้าว ห้องประมาณ 22 ตร.ม. พอเอาเตียง โต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้าเข้าไปแล้ว มุมครัวเหลือพื้นที่นิดเดียว ตู้เย็น 2 ประตูที่ขนมาจากบ้านเก่าวางแล้วเดินผ่านต้องเบี่ยงตัว อึดอัดมาก
สุดท้ายยกกลับไปให้แม่ แล้วมาหาตู้เย็นเล็กๆ แทน ไถดูในเน็ตอยู่หลายวัน ไปจบที่ Worldtech WT-RF101 ตัวนี้ ใช้มาจะ 3 อาทิตย์แล้ว วันนี้มาเล่าให้ฟังแบบไม่กั๊ก
ตู้เย็นมินิบาร์ Worldtech รุ่น WT-RF101
สเปกแบบคร่าวๆ ก่อน
ตัวนี้ความจุ 92 ลิตร หรือประมาณ 3.3 คิว เป็นประตูเดียว มีช่องฟรีซเล็กๆ อยู่ด้านบน ติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ตัวเครื่องสูงประมาณเอวคนทั่วไป กว้างประมาณ 47 ซม. วางใต้เคาน์เตอร์หรือข้างโต๊ะได้สบาย
ที่ผมชอบคือเขาไม่ได้โม้สเปกเว่อร์ๆ แบบเขียนคำเท่ๆ เต็มกล่อง เปิดมาก็คือตู้เย็นเล็กธรรมดา มีชั้นกระจก 2 ชั้น ถาดใส่ผักข้างล่าง ขวดน้ำ 1.5 ลิตรเอาไว้ที่ประตูได้ 3 ขวด ผมลองวางแล้ว
ผมว่าคนที่มองหาสเปกเทพๆ แบบ inverter เงียบกริ๊บ ตัวนี้ไม่ใช่แนวนั้น เขาเล่นเซ็กเมนต์ตู้เย็นเล็กใช้ง่าย จบในตัว
ดีไซน์กับหน้าตา
หน้าตาเรียบๆ ไม่มีอะไรหวือหวา ผมได้สีเงิน วางในห้องแล้วกลืนไปกับผนัง ไม่เด่นเกินจนน่าเกลียด มือจับเป็นแบบฝังในประตู ดึงแล้วเปิดได้สบาย
สิ่งที่ผมไม่ค่อยปลื้มคือขอบยางประตู ตอนแกะกล่องมาใหม่ๆ มันมีกลิ่นยางนิดหน่อย ผมเปิดทิ้งไว้คืนนึงกลิ่นก็หายไปเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าใครจมูกไว อาจจะขัดใจช่วงวันแรกๆ
ด้านหลังเครื่องมีคอยล์ระบายความร้อนโผล่มานิดนึง เวลาวางต้องเว้นห่างผนังประมาณคืบนึง ไม่งั้นความร้อนระบายไม่ออก อันนี้ผมลืมตอนแรก วางชิดผนังไปเลย วันแรกเครื่องทำงานหนักผิดปกติ พอขยับออกมาอาการดีขึ้นทันที
ประสบการณ์ใช้งานจริง
จุดที่ผมประทับใจที่สุด คือเสียง เงียบกว่าที่คิดเยอะ ตอนแรกผมคิดว่าตู้เย็นเล็กราคาไม่สูงมากน่าจะเสียงคอมเพรสเซอร์ดังสนั่น พอเสียบปลั๊กจริง…เงียบกว่าพัดลมโน้ตบุ๊กผมอีก ตอนคอมเพรสเซอร์ตัดก็แค่มีเสียง “ตึก” เบาๆ แล้วเงียบ
ช่องฟรีซด้านบนเย็นจริง ผมลองเอาน้ำใส่ขวดพลาสติกเข้าไป ประมาณ 4 ชั่วโมงเริ่มเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ข้ามคืนแข็งเป็นก้อน ไอศกรีมที่ซื้อมาจากเซเว่นเก็บได้สบาย ไม่ละลาย
แต่ช่องฟรีซมันเล็กมาก เล็กแบบใส่ไอติมได้ 2 ถ้วยก็เต็มแล้ว ใครหวังจะเก็บหมูสไลซ์เป็นล็อตๆ ลืมไปได้เลย ผมว่าเขาออกแบบให้ใช้แค่ทำน้ำแข็งหรือแช่ของชิ้นเล็กจริงๆ
เรื่องประหยัดไฟ ผมยังไม่ชัวร์ 100% ว่าเบอร์ 5 ที่ติดมาจะแปลว่าค่าไฟลดลงเท่าไหร่ เพราะผมใช้ไฟรวมทั้งห้อง แยกไม่ออกว่ามาจากตู้เย็นส่วนไหน รู้แค่ว่าบิลเดือนแรกไม่ได้ขึ้นแบบตกใจ เอาเป็นว่าลองเองดีกว่า
ปุ่มปรับอุณหภูมิเป็นปุ่มหมุนอยู่ข้างในตู้ มีระดับ 1-7 ผมตั้งไว้ที่ระดับ 4 กำลังดี ของในตู้เย็นไม่แข็งเกิน ผักไม่ช้ำ เคยลองดันไป 6 ผลคือผักสลัดแข็งเป็นน้ำแข็ง ต้องถอยกลับมา
micro moment ที่ผมชอบ คือตอนกลับบ้านดึกๆ เปิดตู้หยิบน้ำเย็นมากระดกแก้วนึง ไฟในตู้สว่างพอเห็นของ ไม่ต้องเปิดไฟห้อง ฟีลเหมือนมีมินิบาร์โรงแรมในห้องตัวเอง
ข้อดี
- เสียงเงียบมาก เงียบกว่าพัดลมโน้ตบุ๊ก เปิดทั้งคืนไม่รบกวนการนอน
- ช่องฟรีซเย็นจริง ทำน้ำแข็งใช้ได้ ไอติมไม่ละลาย
- ขนาดพอดีห้องเล็ก วางใต้เคาน์เตอร์หรือข้างโต๊ะทำงานได้สบาย
- ปุ่มปรับอุณหภูมิเข้าใจง่าย หมุนเอา ไม่ต้องมานั่งกดโหมด
ข้อสังเกตหรือข้อควรระวัง
- ช่องฟรีซเล็กมาก ใส่ของได้จำกัด ถ้าจะตุนเนื้อหมูเป็นกิโลลืมไปได้เลย
- วันแรกมีกลิ่นยางขอบประตูนิดหน่อย ต้องเปิดประตูผึ่งทิ้งไว้ 1 คืน
- ต้องเว้นระยะด้านหลังอย่างน้อย 1 คืบ ไม่งั้นคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก
สรุปแบบไม่อ้อมค้อม
ถ้าเป็นผม บ้านเป็นคอนโดเล็ก ห้องเช่า หอพัก หรือเอาไปวางในออฟฟิศไว้แช่น้ำแช่ขนมกินคนเดียว ผมเลือกตัวนี้เลย ไม่ต้องคิด มันทำหน้าที่ตู้เย็นเล็กได้ครบจบในตัว เสียงเงียบ เย็นพอ ไม่งอแง
แต่ถ้าใครเป็นสายทำกับข้าวเองทุกวัน ตุนวัตถุดิบเยอะๆ มีลูกเล็กที่ต้องเก็บนม เก็บของแช่แข็งเยอะ ผมว่าไปดูตู้เย็น 2 ประตูขนาด 6-7 คิวน่าจะตอบโจทย์กว่า ตัวนี้ช่องฟรีซจะอึดอัดไปหน่อย
ส่วนตัวผมให้ผ่าน ใช้มา 3 อาทิตย์ยังไม่มีปัญหาอะไรให้บ่น อันนี้ไม่รู้สิ อีก 1-2 ปีจะเป็นยังไงยังพูดยาก แต่ ณ ตอนนี้ถือว่าเลือกไม่ผิด ใครสนใจคลิกไปดูของจริงในลิงก์ข้างบนได้เลย


