เครื่องซักฝาบนเก่าที่บ้านเริ่มมีอาการปั่นไม่แห้งสนิทมาประมาณปีกว่า ยิ่งช่วงหน้าฝนปีที่แล้ว ผ้าตากบนราวบางทีต้องค้างไว้ 2-3 วันกว่าจะหมาด พอกางพื้นที่ในห้องน้ำเอามาตากเพิ่มก็เริ่มเหม็นอับจนต้องซักใหม่ หลายครั้งที่เด็กเล็กที่บ้านต้องสลับใส่เสื้อผ้าซ้ำเพราะชุดที่ซักไว้ไม่แห้งทันใส่ ผมเลยเริ่มหาเครื่องซัก-อบในตัวเดียวจริงจัง
ผมทำงานออฟฟิศแบบ hybrid อาทิตย์ละ 3 วัน อยู่บ้านอีก 2 วัน บ้านที่อยู่เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ชานบ้านด้านหลังเล็ก พื้นที่ซักผ้าวางได้ตู้เดียวแบบจริงจัง คนในบ้าน 4 คนรวมเด็กเล็กอีก 1 คน ผ้าต่อสัปดาห์เฉลี่ยประมาณ 3-4 รอบ มีทั้งผ้าเด็ก ผ้าผู้ใหญ่ ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนสลับสัปดาห์ละครั้ง การจะซื้อ 2 เครื่องแยก คือเครื่องซักกับเครื่องอบ พื้นที่ตรงนั้นไม่พอจริงๆ
ตัวเลือกที่ผมไล่ดูมีประมาณ 4 รุ่น ราคาในเซกเมนต์ใกล้กัน Toshiba TWD-T21BU115UWT(HH) เป็นรุ่นที่ลงตัวที่สุดในแง่ความจุ 10.5 กก. กับเทคโนโลยี Ultra Fine Bubble และ GREATSTEAM ที่ผมสนใจเรื่องผ้าเด็กเป็นพิเศษ ประกันมอเตอร์ 10 ปีก็ดูจริงจังกว่าหลายแบรนด์ที่ให้แค่ 5 ปี เลยตัดสินใจสั่งมาทดลองใช้
ใช้งานมาประมาณ 6 สัปดาห์เต็ม รอบหนึ่งซักผ้าเด็กแยก รอบหนึ่งซักผ้าผู้ใหญ่รวม และจัดรอบใหญ่ผ้าปูที่นอนทุกวันเสาร์ ผมมีโอกาสลองทุกฟังก์ชั่นหลักครบแล้ว รวมทั้งโหมดอบและการสั่งงานผ่านแอป TSmartLife
บทความนี้ผมจะเล่าจากการใช้งานจริงล้วนๆ ทั้งจุดที่รู้สึกว่ามันคุ้มกับเงินที่จ่ายไปและจุดที่อยากเตือนคนคิดจะซื้อให้คิดให้ดีก่อน เพราะเครื่องซัก-อบรวมในตัวเดียวมีจุดที่หลายคนเข้าใจผิดเยอะอยู่
สเปกหลักของ Toshiba TWD-T21BU115UWT(HH) ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
Quick Answer: เครื่องซัก-อบผ้าฝาหน้า 10.5 กก. ซัก / 7 กก. อบ มาพร้อมมอเตอร์ BLDC Inverter ปั่น 1200 RPM ระบบอบแบบควบแน่น (condenser) เทคโนโลยี Ultra Fine Bubble + GREATSTEAM + AI Smart และเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่านแอป TSmartLife รับประกันเครื่อง 2 ปี มอเตอร์ 10 ปี ขนาดเครื่อง 595 x 615 x 850 มม. น้ำหนัก 68 กก. เหมาะกับครอบครัว 3-5 คนที่ต้องการเครื่องเดียวจบ
ก่อนจะลงรายละเอียดเรื่องการใช้งาน ผมขอสรุปสเปกให้เห็นภาพก่อน เครื่องตัวนี้อยู่ในกลุ่มเครื่องซัก-อบฝาหน้า capacity ใหญ่ซึ่งใช้สำหรับครอบครัวที่ผ้าเยอะหรือมีผ้าใหญ่บ่อย
- ความจุซัก 10.5 กก. / อบ 7 กก.: 10.5 กก. คือ capacity ที่รองรับผ้าปูที่นอน King Size ได้สบาย ส่วน 7 กก. ของโปรแกรมอบหมายถึงน้ำหนักผ้าแห้งสูงสุดที่อบในรอบเดียวจะให้ผลดีที่สุด ใส่เกินกว่านี้ผ้าจะอบไม่ทั่ว
- ระบบอบแบบควบแน่น (Condenser): ระบบอบแบบนี้ไม่ต้องเจาะผนังต่อท่อระบายไอน้ำออกข้างนอกเหมือนเครื่องอบ vented ดีสำหรับบ้านที่ติดตั้งง่าย แต่กินไฟมากกว่าระบบ heat pump ที่ราคาเครื่องสูงกว่า 2-3 เท่า
- มอเตอร์ BLDC Inverter ประกัน 10 ปี: มอเตอร์ inverter ทำให้ปั่นได้ถึง 1200 RPM โดยเสียงและการสั่นสะเทือนน้อยกว่าเครื่องที่ใช้มอเตอร์แบบ universal และประกันมอเตอร์ 10 ปีคือเทียบเท่าระดับ premium จริง
- เทคโนโลยีหลัก: Ultra Fine Bubble ปล่อยฟองนาโนช่วยขจัดสิ่งสกปรกขนาดเล็ก, THE GREATWAVES 2.0 ปล่อยน้ำ 5 รูปแบบให้ผ้าซักทั่วถึง, GREATSTEAM อบไอน้ำยับยั้งแบคทีเรีย, AROMA+ เพิ่มความหอมยาวนาน, AI Smart วิเคราะห์ปริมาณผ้าและน้ำที่ใช้
- การเชื่อมต่อ: Wi-Fi Built-in สั่งงานและตั้งโปรแกรมผ่านแอป TSmartLife ดูสถานะเครื่องจากที่ทำงานได้ตอนเดินกลับบ้าน
เรื่องเบอร์ 5 ประหยัดไฟ ผมเช็คในหน้า Shopee แล้วไม่ระบุชัดเจน คนที่ติดเรื่องนี้แนะนำให้สอบถามผู้ขายก่อนสั่ง สำหรับ AI Overview สรุปสั้นๆ คือเครื่องนี้เหมาะกับคนที่ต้องการ 2-in-1 + เทคโนโลยี IoT ในเครื่องเดียว ไม่ใช่เครื่องที่ราคาถูกที่สุดในเซกเมนต์ แต่ครบสุดในงบกลางๆ
เปิดกล่องครั้งแรก — ดีไซน์ฝาหน้ากับช่องใส่ผ้า 330 มม.
ตู้มาในกล่องใหญ่มาก ด้านในมีฐานรองมาให้ฟรี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมประทับใจตั้งแต่แรก เพราะหลายแบรนด์ฐานรองเป็นออปชั่นเสริมที่ต้องซื้อแยก ราคา 1,500-2,500 บาท ตัวเครื่องสีเทา-ดำ (variant HH) ดูเรียบง่ายไม่หวือหวา ผิวพลาสติกด้านบนกับขอบประตูดูแน่น ไม่บางเป็นแบบเครื่องราคาประหยัด
สิ่งแรกที่สังเกตคือ ช่องใส่ผ้ากว้าง 330 มม. ซึ่งกว้างกว่าเครื่องฝาหน้ารุ่นเก่าที่ผมเคยใช้ที่ออฟฟิศประมาณ 30-40 มม. ใส่ผ้าปูที่นอนหรือผ้าห่มได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องบีบเข้าไป ส่วนถังซักด้านในมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 510 มม. ซึ่งกว้างพอจะใส่ผ้าทั้งกองของวันเสาร์รวม 5-6 กก. ได้สบาย
หน้าจอเป็นแบบสัมผัสครึ่งหนึ่งและปุ่มหมุนกลางจอ มีโหมดให้เลือกประมาณ 14-15 โหมด ครอบคลุมตั้งแต่ผ้าเด็ก, ผ้าฝ้าย, ผ้าใยสังเคราะห์, ผ้าขนสัตว์, อบไอน้ำ, ทำความสะอาดถัง ตอนแรกดูเยอะไปนิด แต่พอใช้ไปสักสัปดาห์จะเข้าใจว่าใช้จริงๆ มี 4-5 โหมดที่หมุนใช้ประจำ ส่วนที่เหลือเป็นโหมดเฉพาะที่ใช้นานๆ ครั้ง
การติดตั้งช่างที่มาติดให้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที รวมเช็คน้ำเข้า-น้ำออกและทดสอบการทำงาน ที่บ้านไม่ต้องเจาะผนังเพราะเป็น condenser ดูดน้ำที่ต่ออ่างซิงค์ปกติ การเชื่อมต่อแอป TSmartLife ก็ตรงไปตรงมา สแกน QR code ใต้ตัวเครื่องและรอ 2-3 นาที
ใช้งานจริง 6 สัปดาห์ ผ้าออกมาเป็นยังไงบ้าง
ใน 6 สัปดาห์ที่ใช้มา ผมแบ่งรอบซักเป็น 3 ประเภทหลัก ขอเล่าทีละประเภท
รอบผ้าเด็ก (สัปดาห์ละ 2-3 รอบ): ใช้โหมด Baby Care + Ultra Fine Bubble ผ้าออกมาสะอาดดี คราบนมและคราบอาหารบนเสื้อหลุดเกือบ 100% โดยไม่ต้องขยี้ก่อน อันนี้คือจุดที่ผมประทับใจมาก เพราะเครื่องเก่าผมต้อง pre-treat ก่อนทุกครั้ง โหมดอบไอน้ำ GREATSTEAM ก็ใช้กับผ้าเด็กบ่อย ตัวเลือกสำหรับยับยั้งแบคทีเรียในผ้าที่สัมผัสผิวเด็กตรงๆ
รอบผ้าผู้ใหญ่รวม (สัปดาห์ละ 1-2 รอบ): ปริมาณ 5-7 กก. ใช้โหมด Cotton Standard + AROMA+ คราบเหงื่อที่คอเสื้อหรือแขนเสื้อหลุดดี กลิ่นเหงื่อหายหมดในการซักรอบเดียว AROMA+ ที่โฆษณาว่าเพิ่มความหอม ผมรู้สึกว่าหอมจริงในวันแรกที่ใส่ แต่กลิ่นจะอ่อนลงเร็วประมาณวันที่ 2-3 ไม่ได้คงทนเป็นสัปดาห์อย่างที่คิด
รอบใหญ่ผ้าปูที่นอน (สัปดาห์ละ 1 รอบ): ใส่ผ้าปูที่นอน King Size + ปลอกหมอน + ผ้าห่มบางลงไปประมาณ 8-9 กก. ใช้โหมด Bedding + Heavy Duty ที่บ้านเครื่องซักจบใน 95 นาที (ไม่ได้อบต่อ เพราะเอาไปตากแดด) ส่วนถ้าวันไหนฝนตก ใช้โปรแกรมซัก+อบรวมจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง — อันนี้คือจุดที่ผมต้องเตือน เพราะหลายคนคาดว่าจะเสร็จเร็วกว่านี้
เรื่องเสียงและการสั่นสะเทือน ตอนปั่นที่ 1200 RPM เสียงประมาณรถยนต์เปิด AC ในระยะ 1 เมตร ไม่ได้เงียบสนิทแต่ก็ไม่รบกวน ตัวเครื่องสั่นน้อยมากเพราะ inverter จัด balance ดี วางบนพื้นกระเบื้องไม่กระเทือน
การสั่งงานผ่านแอป TSmartLife ผมใช้บ่อยเวลาออกไปทำงาน ตั้งโปรแกรมไว้ก่อน 7 โมงเช้า แล้วสั่ง start ตอน 4 โมงเย็นก่อนเลิกงาน กลับมาถึงบ้าน 5 โมงครึ่งผ้าซักเสร็จพอดี ความสะดวกตรงนี้คือฟีเจอร์ที่ใช้แล้วติด ก่อนหน้านี้ดูเป็น gimmick พอใช้จริงพบว่าช่วยจัดเวลาในชีวิตได้เยอะ
ข้อดีที่รู้สึกได้ชัดและข้อเสียที่ต้องยอมรับ
ข้อดี 5 ข้อ
- ความจุ 10.5 กก. ใช้จริงกับครอบครัว 3-5 คนได้สบาย: ผ้าหลายชนิดในรอบเดียวไม่ต้องแบ่งหลายรอบเหมือนเครื่อง 7-8 กก. ที่ผมเคยใช้ ผลคือเปิดเครื่องน้อยรอบ ประหยัดน้ำและไฟกว่าที่คิด สำหรับบ้านที่ผ้าเยอะ จุดนี้คุ้มกับขนาดเครื่องที่ใหญ่กว่า
- Ultra Fine Bubble ทำงานจริงกับคราบเหงื่อและคราบอาหาร: ใช้กับผ้าเด็กที่มีคราบนมหรือคราบอาหารโดยไม่ต้อง pre-treat ผมเทียบกับเครื่องเก่าที่ต้องขยี้ก่อนทุกครั้ง ตัวนี้ลดขั้นตอนได้จริง ฟองนาโนช่วยซึมเข้าเส้นใยลึกกว่าฟองธรรมดา
- มอเตอร์ Inverter เสียงเงียบและประกัน 10 ปี: เสียงตอนปั่นต่ำกว่าเครื่องเก่ามาก สั่นสะเทือนน้อย ประกันมอเตอร์ 10 ปีให้ความมั่นใจระยะยาว เป็นการลงทุนที่ไม่ต้องคิดมากเรื่องค่าซ่อมในอีก 5-7 ปีข้างหน้า
- แอป TSmartLife ใช้ได้จริง ไม่ใช่ gimmick: สั่งเริ่มเครื่องระยะไกล ดูสถานะ และตั้งโปรแกรมล่วงหน้าได้สะดวก คนที่ทำงานนอกบ้านจะได้ใช้ feature นี้บ่อย ไม่ใช่แค่ feature ขายของ
- ติดตั้งง่าย ฐานรองให้ฟรี: ระบบ condenser ไม่ต้องเจาะผนังเพื่อระบายไอน้ำ ฐานรองที่ให้ฟรีปกติแยกขายราคา 1,500-2,500 บาท ลดค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
ข้อเสีย 3 ข้อ
- ระบบอบแบบ condenser ใช้เวลานานและกินไฟกว่า heat pump: โปรแกรมซัก+อบรวม 4 ชั่วโมงครึ่ง ค่าไฟต่อรอบสูงกว่าเครื่องอบ heat pump พอสมควร แต่ก็ยังถูกกว่าซื้อเครื่อง heat pump แยกที่ราคาเริ่มต้น 35,000+ บาท
- กลิ่นหอม AROMA+ ไม่คงทนเท่าที่คาด: ผ้าหอมในวันแรก กลิ่นอ่อนลงในวันที่ 2-3 ไม่ใช่จุดที่ทำให้ตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ แต่ใครคาดหวังกลิ่นหอมเป็นสัปดาห์อาจผิดหวัง
- หน้าจอและปุ่มเรียนรู้ครั้งแรกใช้เวลา: 14-15 โหมด ตอนแรกงงว่าต่างกันอย่างไร ใช้ไปสักสัปดาห์ถึงเข้าใจ คู่มือบางๆ ที่ให้มาในกล่องอธิบายสั้นไป ผู้สูงอายุที่บ้านอาจต้องสอนเฉพาะ 2-3 โหมดที่จำเป็น
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดเรื่องเครื่องซัก-อบในตัวเดียว
เรื่องนี้ผมอยากเน้นเพราะเห็นในกลุ่ม Facebook ที่ขายเครื่องซักผ้าหลายคนถามผิดทาง
เข้าใจผิดที่ 1: คิดว่าซัก 10.5 กก. แล้วจะอบ 10.5 กก. ตามด้วย — ความจริงคืออบได้แค่ 7 กก. ในรอบเดียว ดังนั้นถ้าซักเต็มถัง 10 กก. แล้วต้องการอบทั้งหมดต้องดึงผ้าออก 30% ก่อนเริ่มโปรแกรมอบ ไม่งั้นผ้าจะอบไม่ทั่วและบางส่วนยังหมาด
เข้าใจผิดที่ 2: คิดว่า condenser dryer = heat pump dryer — ทั้งคู่เป็นเครื่องอบที่ไม่ต้องระบายไอน้ำออกข้างนอกเหมือนกัน แต่ condenser ใช้ขดลวดความร้อนกับน้ำเย็นในการควบแน่นไอน้ำ จึงใช้ไฟมากกว่า heat pump ที่ใช้ระบบ refrigerant คล้ายแอร์ ค่าไฟต่อรอบของ heat pump ประหยัดกว่า condenser ประมาณ 40-50% แต่ราคาเครื่องต่างกัน 2-3 เท่า สำหรับใช้ในบ้านธรรมดาที่ไม่ได้อบทุกวัน condenser คุ้มกว่าในแง่ total cost of ownership
สรุปคือเครื่องซัก-อบรวมในตัวเดียวเหมาะกับบ้านที่อบ 2-3 รอบต่อสัปดาห์ ไม่ใช่บ้านที่ต้องการเครื่องอบใช้ทุกวันทดแทนการตากแดด ถ้าแบบหลังควรซื้อเครื่องอบ heat pump แยก
เทียบกับเครื่องซักฝาหน้าธรรมดาในงบเดียวกัน
ผมอยากเทียบสั้นๆ ให้เห็นภาพชัด ในงบใกล้เคียงกัน ตัวเลือกหลักมี 3 รูปแบบ
เครื่องซักฝาหน้าธรรมดา 9-10 กก. inverter จะมีฟีเจอร์น้อยกว่า ไม่มีอบและไม่มี IoT แต่จะถูกกว่าประมาณ 30-40% เหมาะกับบ้านที่ตากผ้าบนราวได้ตลอดปี ไม่ต้องการอบ
เครื่องซักฝาบน 12-15 กก. inverter จะให้ความจุใหญ่กว่า ราคาใกล้เคียงกัน แต่ใช้น้ำมากกว่าฝาหน้าและไม่มีอบ ใครสนใจรูปแบบนี้แนะนำดูรีวิวเครื่องซักผ้าฝาบน 5 อันดับ เพื่อเทียบสเปก
เครื่องซัก-อบรวมแบบ Toshiba TWD-T21BU115UWT(HH) คือ middle ground เครื่องเดียวจบ ประหยัดพื้นที่ และมี IoT มาด้วย เหมาะกับบ้านที่หน้าฝนตากผ้าไม่ทันและพื้นที่จำกัด ส่วนใครงบประหยัดกว่ามากจริงๆ ลองดูรีวิวเครื่องซัก 2 ถัง Haier เป็นทางเลือกแบบประหยัดที่สุด
เหมาะกับใครและใครควรหารุ่นอื่นแทน
เหมาะกับ
- ครอบครัว 3-5 คนที่ผ้าต่อสัปดาห์ 8-15 กก. รวม
- บ้านที่พื้นที่ซักผ้าจำกัด วางได้แค่ตู้เดียว
- คนที่หน้าฝนตากผ้าไม่ทันและต้องการอบเป็นทางเลือก ไม่ใช่ทุกวัน
- คนที่ทำงานนอกบ้านและต้องการสั่งงานเครื่องผ่านแอปได้
- คนที่มีผ้าเด็กและต้องการระบบอบไอน้ำยับยั้งแบคทีเรีย
ควรหารุ่นอื่นแทนถ้า
- ต้องการอบทุกวัน แทนตากแดด → เลือกเครื่องอบ heat pump แยก
- ครอบครัว 1-2 คน ผ้าน้อย → 8-9 กก. ก็พอและประหยัดกว่า
- งบจำกัดและไม่จำเป็นต้องอบ → เครื่องซักฝาหน้าธรรมดาคุ้มกว่า
- บ้านมีพื้นที่ตากผ้าตลอดปี ไม่เคยมีปัญหาผ้าไม่แห้ง
ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ก่อนติดตั้งวัดพื้นที่ให้ดี ขนาด 595 x 615 x 850 มม. ต้องเหลือช่องด้านหลังประมาณ 10 ซม. สำหรับท่อน้ำ และต้องเสียบปลั๊กไฟแยก เพราะ inverter ใช้ไฟแรงตอน start
ข้อควรระวัง: โปรแกรมอบ condenser กินไฟพอสมควร ถ้าใช้ทุกวันค่าไฟต่อเดือนจะเพิ่มขึ้นชัดเจน แนะนำใช้สลับกับการตากแดดในวันที่อากาศดี
คำถามที่เจอบ่อยก่อนซื้อ
Q: เครื่องซัก-อบรวมในตัวเดียวคุ้มกว่าซื้อ 2 เครื่องแยกหรือไม่?
คำตอบขึ้นกับ usage pattern ถ้าอบ 2-3 รอบต่อสัปดาห์และพื้นที่จำกัด คุ้มแน่นอน เพราะประหยัดทั้งพื้นที่และค่าใช้จ่ายเริ่มต้น แต่ถ้าอบทุกวันเหมือนตากแดด ซื้อ 2 เครื่องแยก (เครื่องซัก inverter + เครื่องอบ heat pump) คุ้มกว่าในระยะ 5 ปีขึ้นไปเพราะค่าไฟต่ำกว่า แต่ลงทุนเริ่มต้นแพงกว่า 1.5-2 เท่า
Q: Ultra Fine Bubble กับ GREATSTEAM ต่างกันอย่างไร และต้องใช้ทั้งคู่ไหม?
Ultra Fine Bubble ทำงานในขั้นตอนซัก ปล่อยฟองนาโนช่วยซึมเข้าเส้นใย เหมาะกับคราบเหงื่อ คราบอาหาร และคราบฝัง GREATSTEAM ทำงานในขั้นตอนสุดท้าย ใช้ไอน้ำยับยั้งแบคทีเรียที่อาจตกค้าง เหมาะกับผ้าที่สัมผัสผิวเด็กหรือคนที่แพ้ไรฝุ่น สองอันนี้เสริมกันแต่ใช้คนละจุดประสงค์ ไม่ต้องเปิดทั้งคู่ทุกรอบ ใช้ Ultra Fine Bubble เป็น default ส่วน GREATSTEAM เปิดเฉพาะรอบที่จำเป็น
Q: รับประกันมอเตอร์ 10 ปี ครอบคลุมแค่ไหน และใช้บริการที่ไหน?
ประกันมอเตอร์ 10 ปีคือชิ้นส่วน BLDC inverter motor หากเสียในระยะนี้ Toshiba เปลี่ยนใหม่ให้ฟรี (ค่าแรงและค่าเดินทางผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบหลังพ้นปีที่ 2) ส่วนรับประกันเครื่อง 2 ปีครอบคลุมทุกชิ้นส่วน ติดต่อศูนย์ Toshiba ทั่วประเทศหรือผ่านแอป TSmartLife ที่มีเมนู service request โดยตรง
เครื่องซัก-อบฝาหน้าตัวนี้ผมให้คะแนน 8.5/10 คะแนนนี้สะท้อนว่าเครื่องทำงานครบทุกฟังก์ชั่นที่โฆษณา มีจุดเด่นที่ใช้ได้จริงและจุดเสียที่ยอมรับได้ในงบนี้
เหมาะกับครอบครัว 3-5 คนที่ผ้าเยอะ พื้นที่ซักผ้าจำกัด และเจอปัญหาผ้าไม่แห้งหน้าฝน ขนาดเครื่อง 595 x 615 x 850 มม. ต้องวัดพื้นที่ให้ดีก่อน ผ้าปูที่นอน King Size ใส่ได้สบาย ผ้าเด็กก็มีโปรแกรมเฉพาะให้ใช้ จะเรียกว่าเป็น all-rounder ก็ไม่ผิด
สิ่งที่แลกคือโปรแกรมอบใช้เวลานานกว่าเครื่องอบ heat pump และค่าไฟสูงกว่าเล็กน้อย แต่ราคาเครื่องเริ่มต้นที่ถูกกว่าซื้อ 2 เครื่องแยก 30-40% และพื้นที่ที่ประหยัดไป มันเป็น trade-off ที่ผมว่าคนส่วนใหญ่รับได้
ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปตอนตัดสินใจซื้อ ผมจะเลือกตัวนี้อีกครั้งโดยไม่ลังเล ครอบครัวที่บ้านปรับตัวกับเครื่องนี้ในสัปดาห์แรก ถึงตอนนี้ใช้กันคล่องและไม่มีใครบ่นเรื่องผ้าไม่แห้งอีกเลย รวมทั้งเด็กเล็กที่บ้านมีเสื้อผ้าให้ใส่ตลอดเพราะอบได้ในวันที่ฝนตก
ใครอยู่ในเซกเมนต์ครอบครัว 3-5 คน ผ้าเยอะ และพื้นที่จำกัด ตัวนี้คือทางเลือกที่ลงตัวที่สุดในงบกลางๆ ของฝาหน้า inverter + อบในตัวเดียว มีของจริง ใช้ได้จริง ประกันยาวจริง


