Home รีวิว SKG SK-1203 เครื่องชงกาแฟสด ก้านชง 58 มม. ใช้จริง 5 สัปดาห์

รีวิว SKG SK-1203 เครื่องชงกาแฟสด ก้านชง 58 มม. ใช้จริง 5 สัปดาห์

by admin
A+A-
Reset

เช้าวันจันทร์ผมเริ่มเปลี่ยนกาแฟแคปซูลมาเป็นเอสเพรสโซ่จริง

เช้าวันจันทร์ผมตื่นมาแล้วพบว่าแคปซูลกาแฟในกล่องหมดอีกแล้ว เดือนที่ผ่านมาคิดเงินดูคร่าวๆ ค่าแคปซูลเดือนละเกือบสองพัน บวกค่าซื้อกาแฟร้านนอกอีกอาทิตย์ละสองสามครั้ง รวมแล้วมันเริ่มเยอะ ผมเลยตัดสินใจว่าถึงเวลาเปลี่ยนระบบชงที่บ้าน หาเครื่องเอสเพรสโซ่ตัวจริงที่พอเอามาวางในครัวคอนโดได้ และไม่กินงบเป็นหลักหมื่น

ตัวผมเป็นพนักงานออฟฟิศ อยู่คอนโด 30 ตรม. คนเดียว ครัวเป็นแบบ pantry counter ความยาวประมาณ 1.2 เมตร ก่อนหน้านี้ใช้เครื่องแคปซูลกับ moka pot สลับกันมา 3-4 ปี รสกาแฟพอใช้ได้ แต่ feel ของการชง crema สวยๆ มันไม่มี ส่วนตัวอยากลองเข้ามาในโลก home barista แบบไม่ลงทุนหนัก เลยมองหารุ่นที่ก้านชงเป็นมาตรฐาน 58 มม. ในงบไม่ถึงห้าพัน เจอ SKG SK-1203 ตัวนี้พอดี

ที่เลือกตัวนี้ไม่ใช่เพราะแบรนด์ดัง ผมยอมรับว่าเพิ่งเคยได้ยินตอนกำลังหา เหตุผลคือก้านชง 58 มม. (ขนาดที่ร้านกาแฟส่วนใหญ่ใช้) บวกแรงดัน 20 บาร์ ในราคาเซกเมนต์เดียวกับเครื่องที่ก้านชงแค่ 51 มม. ตัวอื่น ถ้าอยากอัปเกรด tamper หรือถ้วยกรองในอนาคต ขนาด 58 มม. หาง่ายกว่ามาก จุดนี้ทำให้ผมเอนตามรุ่นนี้

ใช้มาประมาณ 5 สัปดาห์ ชงเช้าทุกวันก่อนไปทำงาน วันละ 1-2 ช็อต และเสาร์อาทิตย์เพิ่มลาเต้/คาปูชิโน่ตามอารมณ์ รวมๆ น่าจะเฉียด 100 ช็อตได้แล้ว พอจะเล่าได้ว่าจริงแล้วเป็นยังไง

บทความนี้ผมเล่าทั้งสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ขัดใจตามจริง ใครกำลังหาเครื่องชงกาแฟเข้าบ้าน งบไม่ถึงห้าพัน อยู่คอนโดหรือพื้นที่จำกัด อ่านจบแล้วน่าจะตัดสินใจง่ายขึ้นว่ารุ่นนี้เหมาะกับคุณหรือไม่

SKG SK-1203 เครื่องชงกาแฟสด ก้าน 58 มม. รีวิวคอนโด

สรุปสั้นก่อน — SKG SK-1203 เหมาะกับใคร

ก่อนเข้ารายละเอียดยาวๆ ผมขอฟันธงให้ก่อนเลย รุ่นนี้เหมาะกับคนที่เคยชงด้วย moka pot หรือแคปซูลมาแล้ว และอยาก step up เข้าสู่ espresso แบบจริงจัง โดยไม่ลงทุนเป็นหลักหมื่น ก้านชง 58 มม. แรงดัน 20 บาร์ ถังน้ำ 1.8 ลิตร เป็นสเปกที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเครื่องเริ่มต้นจริงๆ กับเครื่องระดับมือสมัครเล่นจริงจัง คะแนนรวมที่ผมให้คือ 7.8/10 ในงบเซกเมนต์เดียวกัน ถือว่าได้คุ้มกับที่จ่าย

สเปก SKG SK-1203 ที่ผมให้ความสำคัญ

ก่อนที่จะกดสั่ง ผมเทียบสเปกกับรุ่นใกล้กันในเซกเมนต์อยู่หลายวัน จุดที่ทำให้รุ่นนี้ขึ้นมาบนตัวเลือก มีสามอย่างหลัก

  • ก้านชงขนาด 58 มม.: เป็นขนาดมาตรฐานเดียวกับที่ร้านกาแฟส่วนใหญ่ในไทยใช้ ทำให้อนาคตถ้าอยากอัป tamper เป็นไม้แท้ หรือเปลี่ยน basket เป็น precision basket หาซื้อง่ายกว่ารุ่น 51 มม. มาก
  • แรงดัน 20 บาร์: ดูเลขเยอะกว่า 9 บาร์ที่ espresso ใช้จริง แต่ความหมายคือป้องกันแรงดันตกเวลาน้ำผ่านกาแฟ ทำให้ extraction นิ่งกว่ารุ่นที่ระบุ 9 บาร์ตรงๆ ผลที่เห็นคือ crema ออกได้สม่ำเสมอกว่าเดิม
  • ถังน้ำ 1.8 ลิตร กำลังไฟ 1,350 วัตต์: เพียงพอสำหรับชง 8-10 ช็อตต่อรอบเติม ไม่ต้องเติมน้ำบ่อยเหมือนรุ่นถังเล็ก ส่วนกำลังไฟทำให้ pre-heat boiler เร็วประมาณ 1 นาทีกว่าๆ
  • ขนาดตัวเครื่อง L26 x W21 x H29 ซม.: วางบนเคาน์เตอร์คอนโดได้ลงตัว เหลือพื้นที่ข้างๆ พอวาง grinder กับชั้นแก้วเล็กๆ

ส่วนของแถมในกล่องที่หลายคนอาจมองข้าม ผมว่ามีค่าพอควร แทมเปอร์ ถ้วยกรอง 1 และ 2 ช็อต ถ้วยกรองแบบ 1 รู ช้อนตักกาแฟ ถ้าซื้อแยกในตลาด รวมๆ ก็หลายร้อยบาท เริ่มต้นเลยไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเพิ่ม รับประกัน 1 ปี

ดีไซน์และ first impression — ของจริงในครัวคอนโด

ตอนแกะกล่องแรก สิ่งที่ประทับเข้ามาคือมันหนักกว่าที่คิด 4 กก. ตัวเครื่องยืนนิ่งบนเคาน์เตอร์ ไม่โยกตอนกดก้านชงเข้าหัว group ผิวสัมผัสเป็นสแตนเลสผสมพลาสติกเนื้อหนา รู้สึกว่าผู้ผลิตไม่ได้ตัด corner ในจุดที่ผู้ใช้สัมผัสบ่อย

ดีไซน์เป็นสไตล์ Italian retro แบบที่เห็นในร้านกาแฟยุโรปยุค 90 มีปุ่มหมุนสองปุ่มซ้ายขวา หน้าจอตรงกลางบอกอุณหภูมิและเวลา manometer (เกจวัดแรงดัน) อยู่ตรงกลางด้านหน้า ดูง่าย ไม่ต้องอ่านคู่มือนาน คนแรกที่เห็นในคอนโดผมคือเพื่อนบ้านที่มาขอเข้ามาดู เขาบอกว่าเหมือนเครื่องที่ร้านกาแฟใช้ตัวเล็กลง

วางในครัว pantry counter ของผมพอดี ซ้ายมือเป็น grinder ขวามือเป็นกล่องเก็บแก้ว ระยะห่างจากผนังด้านหลัง 5 ซม. กดปุ่มได้ถนัดมือ สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษคือถาดรองน้ำหยดถอดออกได้ ล้างใต้ก๊อกน้ำ 30 วินาทีก็เสร็จ ในคอนโดที่ผมล้างจานด้วยอ่างเล็กๆ จุดนี้สำคัญกว่าที่คิด

ใช้งานจริง 5 สัปดาห์ — ชงเช้าทุกวัน

หลังใช้มา 5 สัปดาห์ ผมพอจะแบ่ง routine ใช้ได้ชัดเจน ขอเล่าตามจังหวะใช้จริง

เช้าวันธรรมดา ตื่น 6:30 น. กดปุ่ม power ตอน 6:35 ระหว่างที่ผมล้างหน้า อุ่นน้ำให้ boiler ใช้เวลาประมาณ 1 นาทีครึ่ง ไฟเขียวขึ้น ตวงกาแฟบดประมาณ 18 กรัมลง basket 2 ช็อต กด tamper เข้าก้าน ใส่หัว group กดปุ่มชง 25-28 วินาที ได้ double shot 36 มล. crema สีน้ำตาลอมแดง ผสมนมร้อนหรือดื่มตรงตามอารมณ์ รวมเวลาทั้งหมดจากตื่นถึงดื่มประมาณ 5-6 นาที พอดีกับช่วงเตรียมตัวออกบ้าน

เสาร์อาทิตย์เป็นช่วงที่ใช้เต็มศักยภาพมากกว่า ลองตีฟองนมด้วยก้าน steam ทำคาปูชิโน่และลาเต้อาร์ตบ้าง ก้าน steam มีแรงดันพอใช้ได้ในระดับเริ่มต้น ฟองนมเนียนพอจะเทลายหัวใจง่ายๆ ได้ แต่ถ้าจะเทรูปหงส์หรือลายซับซ้อน คงต้องไปเครื่องระดับ semi-pro ขึ้น จุดนี้ผมยอมรับตามตรง

Friction Moment ที่เจอ: ครั้งแรกๆ ที่ชง crema ออกน้อยกว่าที่ควร ผมงงอยู่ 2-3 วันว่าผิดที่กาแฟหรือเครื่อง ลองเปลี่ยน grind size ละเอียดขึ้น เปลี่ยนแบรนด์เมล็ด สุดท้ายค้นพบว่าผมกด tamping แรงเกินไป น้ำแทบไม่ผ่านกาแฟ ลด pressure ลงเหลือแค่ 15-20 ปอนด์ พอดีกับเครื่องตัวนี้ที่แรงดัน 20 บาร์ทำงานได้ดี crema เริ่มออกตามที่ควรจะเป็น

Learning Moment: ผมพบว่าต้องอุ่นถ้วยและก้านชงล่วงหน้า 2-3 นาทีก่อนชงจริง โดยเปิดน้ำร้อนผ่านก้านชงเปล่าๆ 5-6 วินาที ความร้อนถ่ายเข้าโลหะ พอชงจริง crema ออกสวยกว่าตอนชงเย็นๆ เห็นได้ชัด เคล็ดเล็กนี้ไม่มีในคู่มือ ผมไปเรียนจากคลิป barista ใน YouTube

ส่วนการทำความสะอาดประจำวันทำง่ายกว่าที่คิด หลังชงเสร็จ เคาะกากกาแฟทิ้งในถังขยะ ล้างก้านชงใต้น้ำ ถาดน้ำหยดเทออกอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทุก 2 อาทิตย์รัน descaling cycle ด้วยน้ำส้มสายชูเจือจาง ใช้เวลารวม 15 นาที

ข้อดีและข้อเสียของ SKG SK-1203 หลังใช้จริง

หลังจากใช้มา 5 สัปดาห์เต็ม ผมพอแยกข้อดี-ข้อเสียได้ชัดเจน เริ่มจากข้อดีก่อน

  • ก้านชง 58 มม.: เป็นมาตรฐานเดียวกับร้านกาแฟ — ในงบเซกเมนต์นี้น้อยรุ่นทำได้ ผมได้ประโยชน์ตรงที่หา accessory เสริม (basket, tamper, distributor) ในตลาดง่าย ไม่ติดล็อคเฉพาะแบรนด์เหมือนรุ่นก้าน 51 มม.
  • แรงดัน 20 บาร์ + boiler 1,350 วัตต์: pre-heat ได้ใน 90 วินาที — สำหรับคนชงเช้าทุกวันก่อนทำงาน เวลาเป็นทุกอย่าง ผมไม่ต้องตื่นล่วงหน้า 10 นาทีเหมือนตอนใช้ moka pot
  • ของแถมในกล่อง: แทมเปอร์ ถ้วยกรอง 1/2 ช็อต ถ้วย 1 รู ช้อนตัก ครบเซต — เริ่มต้นได้ทันทีไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเพิ่มอีกหลายร้อย ในเซกเมนต์เดียวกันบางรุ่นแถมแค่ basket เปล่า
  • ขนาดตัวเครื่อง 26×21 ซม.: วางบน pantry counter คอนโดได้พอดี — ในคอนโป 30 ตรม. ของผม นี่คือเส้นแบ่งระหว่างเครื่องที่ใช้ได้กับเครื่องที่ต้องเก็บเข้าตู้
  • ฟังก์ชันตั้งเวลาชง 20-60 วินาที: ตั้งครั้งเดียวจำค่าไว้ ครั้งต่อไปกดปุ่มเดียว — สำหรับคนชง routine เดิมทุกเช้า ลดขั้นตอนได้พอควร

ส่วนข้อเสีย ขอเล่าตรงตามจริง ไม่กลบ

  • ก้าน steam แรงดันกลางๆ: ตีฟองนมได้พอใช้ในระดับเริ่มต้น — ถ้าอยากเทลาเต้อาร์ตซับซ้อน หรือทำมิลค์โฟมหนาเหมือนร้านพรีเมียม คงต้องไปรุ่นที่แรงดัน steam สูงกว่า ส่วนตัวพอใจในระดับลายหัวใจง่ายๆ
  • เสียงปั๊มดังพอควร: ตอนชงประมาณ 70 dB เทียบเครื่องบ้านทั่วไป — ถ้ามีคนนอนข้างกัน ตอนชงเช้าเปิดประตูห้องนอนปิดแน่นๆ จะดีกว่า ผมเคยปลุกเพื่อนที่มาค้างโดยไม่ตั้งใจ
  • ตัวบอด่อยน้ำหยดเล็ก: เก็บน้ำได้แค่ประมาณ 4-5 ช็อต — ต้องเทออกอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ในการใช้งานหนัก ส่วนตัวไม่ติดเพราะล้างไม่ยาก แต่คนที่ใช้บ่อยอาจรู้สึกว่าควรใหญ่กว่านี้

สิ่งที่คนคิดผิดเกี่ยวกับเครื่องชงกาแฟราคาไม่ถึงห้าพัน

มีคนถามผมในกลุ่ม home barista ว่า แรงดัน 20 บาร์ของรุ่นนี้แปลว่าชงดีกว่าเครื่องร้านที่ใช้ 9 บาร์ใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ extraction ของ espresso ทำงานได้ดีที่สุดที่ประมาณ 9 บาร์เท่านั้น ส่วนตัวเลข 20 บาร์ที่เครื่องระบุคือ peak pressure ที่ปั๊มทำได้ ป้องกันแรงดันตกเวลาน้ำผ่าน puck กาแฟ ไม่ใช่แรงดันที่กระทบกาแฟจริง

อีกจุดที่คนคิดผิด คือเชื่อว่าราคาเซกเมนต์นี้ทุกเครื่องตัด corner เหมือนกัน ความจริงคือ SKG SK-1203 ตัดในจุดที่ผมยอมรับได้ เช่น material ภายในบาง part เป็นพลาสติก พรีเซตโปรแกรมไม่ละเอียด แต่จุดที่ผู้ใช้สัมผัสจริง อย่างก้านชง porta-filter หัว group ยังเป็นโลหะ และที่สำคัญคือยึดมาตรฐาน 58 มม. ไม่ลด ส่วนตัวผมว่ารู้จัก trade-off ที่จะตัดได้ฉลาดกว่ารุ่นที่ใช้ก้าน 51 มม. แล้วเอาเงินไปทำสีให้สวย

เรื่องสุดท้าย หลายคนคิดว่าเครื่องราคานี้ใช้ได้ไม่นาน ผมคงตอบไม่ได้เพราะใช้แค่ 5 สัปดาห์ แต่จากการอ่านรีวิวระยะยาวในกลุ่ม Facebook คนใช้ 2-3 ปีก็มี ส่วนใหญ่ที่เสียเป็นปัญหา seal ก้านชง ซึ่งเปลี่ยนเองได้ ค่าอะไหล่ไม่กี่ร้อย

SKG SK-1203 vs Delonghi ECP31.21 — เลือกตัวไหนดี

คำถามนี้เจอเยอะที่สุดในเซกเมนต์งบไม่ถึงหมื่น ผมขอเทียบจุดที่ผู้ซื้อสนใจจริง ไม่ใช่ feature สเปกชีต

ก้านชง: SKG SK-1203 ใช้ก้านมาตรฐาน 58 มม. ส่วน Delonghi ECP31.21 ใช้ 51 มม. ในมุมที่ผมจะอัปเกรด accessory ในอนาคต SKG ได้เปรียบชัดเจน ก้าน 58 มม. หาง่ายในตลาดและใช้ได้ตลอดชีวิตเครื่อง

ความทนทานระยะยาว: Delonghi มีชื่อในเรื่องความทนทาน 5-7 ปี มี service center กว้างกว่าทั่วประเทศ SKG เป็นแบรนด์ที่อายุในตลาดไทยสั้นกว่า แต่ก็มีรับประกัน 1 ปีตามมาตรฐาน ถ้าให้น้ำหนักความทนทานเป็นอันดับแรก Delonghi ชนะ

ราคาในเซกเมนต์: ทั้งสองรุ่นอยู่ใต้หมื่น แต่ SKG เซกเมนต์ entry กว่าประมาณหนึ่งระดับ ทำให้คนที่งบจำกัดจริงๆ และอยากได้ก้าน 58 มม. SKG ตอบโจทย์ตรงกว่า

สำหรับคนที่อยากดูตัวเลือกอื่นในเซกเมนต์เดียวกัน แนะนำให้อ่าน รีวิว 5 อันดับเครื่องชงกาแฟสด ยี่ห้อไหนดี ที่รวบรวมรุ่นจากแบรนด์ Duchess, MBK และอื่นๆ ในงบใกล้กันไว้

SKG SK-1203 เหมาะกับใคร และข้อแนะนำก่อนซื้อ

หลังใช้จริง 5 สัปดาห์ ผมแบ่งกลุ่มที่เหมาะ-ไม่เหมาะได้ชัดเจนพอสมควร

เหมาะกับ:

  • คนที่เคยใช้ moka pot หรือเครื่องแคปซูลมา และอยากขยับขึ้นเอสเพรสโซ่จริง — รุ่นนี้เป็น step-up ที่ราคาไม่กระโดดเกิน
  • คนที่อยู่คอนโดหรือบ้านที่ครัวพื้นที่จำกัด — ขนาด 26×21 ซม. วางบน pantry counter ได้ลงตัว
  • คนที่ตั้งใจจะอัปเกรด accessory ในอนาคต (tamper, basket, distributor) — ก้าน 58 มม. เปิดทางให้ไม่ติดล็อคแบรนด์
  • คนที่ชง 1-3 ช็อตต่อวัน — ถังน้ำ 1.8 ลิตรใช้ได้ 2-3 วันก่อนเติม

ไม่เหมาะกับ:

  • คนที่อยากชง drip หรือ cold brew — รุ่นนี้เป็น espresso machine เฉพาะทาง ไม่มีฟังก์ชัน drip
  • คนที่ตั้งใจจะเปิดร้านกาแฟ — ใช้ส่วนตัวหรือคาเฟ่บ้านเล็กๆ ได้ แต่ถ้ายอด 50+ ช็อต/วัน ควรไปเครื่อง semi-commercial
  • คนที่อยากได้ลาเต้อาร์ตระดับร้านพรีเมียม — ก้าน steam แรงดันระดับเริ่มต้น ทำลายซับซ้อนได้ยาก

ข้อแนะนำก่อนซื้อ: ถ้ายังไม่มี grinder ที่บ้าน ผมแนะนำให้ลงทุน grinder ดีๆ ตัวหนึ่งคู่กัน เพราะ grind size มีผลต่อ extraction มากกว่าเครื่องชง อ่าน รีวิวเครื่องบดเมล็ดกาแฟ ยี่ห้อไหนดี เพิ่มได้ ส่วนเมล็ดกาแฟแนะนำให้เริ่มจากเมล็ดคั่วกลางถึงเข้ม จะ extract ง่ายกว่าตอนหัดใหม่

ข้อควรระวัง: เครื่องตอนเดินปั๊มเสียงดังประมาณ 70 dB ถ้าครอบครัวมีคนนอนตอน 6 โมงเช้า อาจรบกวน ผมแก้โดยปิดประตูห้องครัว/ห้องนอนให้แน่น

คำถามที่เจอบ่อยเกี่ยวกับ SKG SK-1203

SKG SK-1203 เหมาะกับมือใหม่ที่ไม่เคยชง espresso เลยมั้ย?

เหมาะ ถ้ามีเวลาเรียน 2-3 สัปดาห์ ระบบยังต้องตั้ง grind size, tamping pressure และ extraction time ด้วยตัวเอง ต่างจากเครื่องอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผมเองมาจากแคปซูลและปรับตัวได้ใน 1 สัปดาห์

ก้านชง 58 มม. หาอุปกรณ์เสริมยากมั้ยในไทย?

หาง่ายมาก ทั้ง Shopee, Lazada และร้านอุปกรณ์กาแฟทั่วไป tamper ไม้, precision basket, distributor 58 มม. มีให้เลือกหลากหลาย ราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน

SKG SK-1203 ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ entry-level espresso machine เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุป — รุ่นนี้คุ้มมั้ยในงบไม่ถึงห้าพัน

คะแนนรวมที่ผมให้ SKG SK-1203 หลังใช้จริง 5 สัปดาห์คือ 7.8/10 จุดที่ทำให้คะแนนไม่ขึ้นไป 8+ คือก้าน steam แรงดันกลางๆ และเสียงปั๊มที่ดังกว่าที่ผมคาดหวัง ส่วนจุดที่ทำให้ไม่ลงต่ำกว่า 7.5 คือก้าน 58 มม. ในเซกเมนต์นี้ และของแถมที่ครบเริ่มต้นได้ทันที

ย้ำ use case ที่เหมาะอีกครั้ง รุ่นนี้ตอบโจทย์คนคอนโด/บ้านพื้นที่จำกัดที่ต้องการขยับจาก moka pot หรือแคปซูลมาเอสเพรสโซ่จริง ใช้ส่วนตัวหรือทำให้คนในบ้านสองคน ชง 1-3 ช็อตต่อวัน ในสภาพแบบนี้รุ่นนี้ทำงานได้เต็มที่ ส่วนคนที่ต้องการลาเต้อาร์ตระดับร้านพรีเมียม หรือเปิดคาเฟ่ยอด 50+ ช็อต/วัน ควรขยับงบขึ้นไปเซกเมนต์ 10,000+

สิ่งที่ผมแลกในการเลือกตัวนี้ คือยอมรับเสียงปั๊มดัง ก้าน steam ระดับเริ่มต้น และความไม่แน่นอนของแบรนด์ในระยะยาว แลกกับการได้ก้าน 58 มม. มาตรฐานในงบไม่ถึงห้าพัน บวกของแถมในกล่องที่เริ่มชงได้ทันที สำหรับ use case ของผม trade-off นี้สมเหตุสมผล

ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ คำตอบคือยังเลือกรุ่นนี้สำหรับงบและพื้นที่ของผม แต่ถ้างบเพิ่มอีก 2-3 พัน ผมจะดู Delonghi ECP31.21 เพราะอยากได้ความทนทานระยะยาว และ service center ที่กระจายกว่า

สำหรับใครที่อยากดูตัวเลือกอื่นในงบใกล้เคียง ลองอ่าน 7 อันดับเครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี ก่อนตัดสินใจ จะเห็นภาพรวมตลาดชัดขึ้น และง่ายต่อการเปรียบเทียบรุ่นนี้กับตัวเลือกอื่น