เรื่องมันเริ่มจากลูกสาวผมเอาการบ้านกลับมาจากโรงเรียน แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ต้องส่งใบงานที่ต้องปริ้น 8 หน้า ตอนสองทุ่มครึ่ง ร้านปริ้นแถวบ้านปิดหมดแล้ว ผมนั่งมองเครื่องปริ้นเก่าที่ตลับหมึกแห้งมาเป็นเดือน แล้วก็คิดในใจว่า เอาวะ ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจริงจังซะที
สุดท้ายคืนนั้นต้องขับรถไปร้าน 7-11 ที่มีบริการปริ้น ยืนรอคนข้างหน้าอีก 3 คน กว่าจะได้กลับบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม วันรุ่งขึ้นผมสั่ง EPSON L3210 เลย ไม่คิดเยอะ
ปริ้นเตอร์ EPSON รุ่น L3210
สเปกแบบคร่าวๆ ก่อน
L3210 เป็นปริ้นเตอร์ระบบ Ink Tank ของ EPSON ทำได้ 3 อย่าง คือ ปริ้น สแกน ถ่ายเอกสาร ไม่มี WiFi ต่อสาย USB อย่างเดียว ใช้หมึก 4 สี (ดำ ฟ้า ชมพู เหลือง) ความเร็วที่เคลมไว้คือขาวดำ 10 แผ่นต่อนาที สีประมาณ 5 แผ่น
ผมว่าสเปกมันไม่ได้หวือหวาอะไร คือมันเป็นรุ่นเริ่มต้นสุดของ L-Series เลยนะ ถ้าเอาไปเทียบกับ L3250 ที่มี WiFi ก็คือหายไปแค่อันนั้น ที่เหลือแทบเหมือนกันหมด
จุดขายจริงๆ มันอยู่ที่ระบบ Ink Tank นี่แหละ คือแทนที่จะต้องซื้อตลับหมึกแพงๆ ทุก 2-3 เดือน อันนี้เติมหมึกเข้าขวดเองได้ ขวดนึงเคลมว่าปริ้นได้ 4,500 แผ่นสำหรับขาวดำ ส่วนสี 7,500 แผ่น ตัวเลขนี้ผมยังไม่ได้พิสูจน์เองนะ เพิ่งใช้มาสามอาทิตย์ หมึกยังไม่ลดเลยด้วยซ้ำ
ถาดกระดาษรับได้ 100 แผ่น รองรับ A4, A5, ซอง อันนี้ปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ
ดีไซน์กับหน้าตา
ตัวเครื่องสีดำด้านทั้งตัว ไม่มันวาว ดีตรงที่ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ผมวางบนโต๊ะทำงานข้างคอมได้สบาย กว้างประมาณฟุตครึ่ง ลึกประมาณคืบกว่าๆ
ที่ผมไม่ค่อยชอบคือถังหมึกที่ติดอยู่ข้างขวาของเครื่อง มันนูนออกมาเหมือนก้อนเนื้องอก เอาจริงนะ ผมเข้าใจว่าทำไมต้องออกแบบแบบนี้ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันดูไม่ลงตัว ถ้าเป็นผมออกแบบ น่าจะเอาไปซ่อนด้านหลังได้
ปุ่มควบคุมมี 5-6 ปุ่มบนเครื่อง ไม่มีหน้าจอ LCD เลย มีแค่ไฟ LED บอกสถานะ อันนี้ลูกเล่นน้อยไปนิดสำหรับยุคนี้ แต่ก็ดีตรงที่ไม่มีอะไรให้พัง
ประสบการณ์ใช้งานจริง
ขอข้ามไปเรื่องที่ผมชอบที่สุดก่อน — ความเงียบ ตอนแรกผมกลัวมากว่าเครื่อง Ink Tank ราคาแบบนี้มันจะดังแบบเครื่องปริ้นสมัยก่อนที่ใช้ในออฟฟิศ แต่พอปริ้นจริง เสียงมันอยู่ประมาณพัดลมตั้งโต๊ะเบอร์ 2 เงียบกว่าที่ผมคิดเยอะ ลูกนอนข้างๆ ห้องยังไม่ตื่น
ตอนติดตั้งหมึกครั้งแรกนี่แหละที่งงตรงนี้แหละ คือคู่มือมันบอกให้เขย่าขวด กรอกใส่ช่อง รอให้เครื่องปั๊มหมึกเข้าระบบ ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 15 นาที ผมต้องเปิด YouTube ดูคนไทยสอนอีกรอบเพื่อความชัวร์ คู่มือในกล่องก็มีไทยนะ แต่มันอธิบายแบบเป็นขั้นตอน 1-2-3 ซึ่งพอเจอจริงมันไม่ได้ตรงเป๊ะขนาดนั้น
งานที่ปริ้นบ่อยสุดคือใบงานลูกสาว กับใบเสร็จร้านของแฟนที่ขายของออนไลน์ สองอาทิตย์ที่ผ่านมาน่าจะปริ้นไปแล้วเกิน 200 แผ่น หมึกในถังแทบยังไม่ลดเลย ตรงนี้ผมประหลาดใจจริงๆ เครื่องเก่าผมเป็นแบบตลับ ปริ้น 50 แผ่นก็ต้องเปลี่ยนแล้ว
สแกนเอกสาร ผมลองสแกนบัตรประชาชนสองด้านไปส่งธนาคาร คุณภาพโอเค ไม่ได้คมชัดระดับมืออาชีพ แต่อ่านได้ ตัวหนังสือไม่แตก แม่ผมที่อยู่ด้วยลองกดปุ่ม Copy เองได้เลย ไม่ต้องสอน กดปุ่มเดียวจบ วางกระดาษแล้วกด ออกมาเลย อันนี้ผมว่ามันดีกว่ารุ่นที่มี LCD ซับซ้อนด้วยซ้ำ
เรื่องที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดคือ ตอนแรกผมคิดว่าไม่มี WiFi มันน่าจะลำบากมาก เพราะสมัยนี้ใครยังเสียบ USB อยู่ แต่พอใช้จริง ผมนั่งทำงานข้างเครื่องอยู่แล้ว สาย USB ที่แถมมาก็ยาวพอ ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร ประหยัดตังได้ด้วย
ข้อที่ไม่ค่อยโอเค — สายไฟมันสั้นไปนิด ผมต้องหาปลั๊กพ่วงมาเพิ่ม อันนี้รำคาญจริง
ข้อดี
- หมึกทนมาก ปริ้นไป 200 กว่าแผ่นยังแทบไม่ลด
- เสียงเงียบกว่าที่คิด ปริ้นตอนลูกนอนได้
- ปุ่มไม่เยอะ แม่ผมยังกดเองได้ไม่ต้องสอน
- ขนาดพอดี วางบนโต๊ะข้างคอมได้ ไม่เกะกะ
ข้อสังเกตหรือข้อควรระวัง
- ไม่มี WiFi ต้องต่อสาย USB อย่างเดียว คนที่อยากปริ้นจากมือถือตรงๆ อาจจะไม่ชอบ
- สายไฟสั้น ต้องหาปลั๊กพ่วงเพิ่ม หงุดหงิดนิดหน่อยตอนตั้งเครื่อง
- ตั้งค่าครั้งแรกต้องใจเย็น ถ้าไม่เคยเติมหมึกมาก่อน แนะนำเปิด YouTube ดูประกอบ
สรุปแบบไม่อ้อมค้อม
ถ้าเป็นผม บ้านมีลูกวัยเรียนที่ต้องปริ้นใบงานบ่อยๆ หรือมีคนในบ้านขายของออนไลน์ที่ต้องปริ้นใบเสร็จทุกวัน ผมเลือก L3210 เลย ไม่ต้องคิด ระบบ Ink Tank มันคือคำตอบสำหรับคนที่ปริ้นเยอะจริงๆ แต่ถ้าใครเป็นสายปริ้นรูปถ่ายสวยๆ เอาคุณภาพระดับแลปถ่ายรูป หรือต้องการสั่งปริ้นจากมือถือผ่าน WiFi ทุกวัน ผมว่าไปดูรุ่นอื่นน่าจะดีกว่า อาจจะเป็น L3250 ที่เพิ่ม WiFi เข้ามา
ส่วนตัวผมใช้มาสามอาทิตย์ ยังไม่เจอปัญหาใหญ่อะไร นอกจากเรื่องสายไฟสั้นที่บ่นไปแล้ว จะทนได้กี่ปีอันนี้ผมยังไม่ชัวร์ 100% ต้องรอดูกันยาวๆ แต่ถ้าถามว่าคุ้มกับการตัดสินใจซื้อไหม ตอนนี้ผมยังไม่เสียดายเลยสักนิด ใครสนใจลองคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ


