ตื่นมาคอแห้งทุกเช้า — ผมเลยซื้อ Deerma F628S ใช้มา 5 สัปดาห์
ตื่นมาคอแห้ง จมูกตัน ริมฝีปากแตกเป็นขุยทุกเช้ามาประมาณ 2 เดือน ปัญหาคลาสสิกของคนนอนเปิดแอร์ทั้งคืนในคอนโด ผมลองดื่มน้ำเยอะขึ้น ทาลิปบาล์มก่อนนอน ใช้ขวดสเปรย์น้ำฉีดในห้อง ผลคือดีขึ้นนิดเดียว แล้วก็เป็นใหม่
ผมเป็นคนทำงานออฟฟิศ อยู่คอนโด 30 ตรม. ห้องนอนแยก เปิดแอร์เกือบทุกคืน ทิศตะวันตก ห้องร้อนไว ก่อนหน้านี้ไม่เคยใช้เครื่องทำความชื้นมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันต่างจากเครื่องฟอกอากาศยังไง พอลองหาข้อมูลเลยเจอ Deerma F628S ในงบไม่ถึงสองพัน — ถังใหญ่ 5 ลิตร มี UV ฆ่าเชื้อในน้ำ มีหน้าจอดิจิตอลบอกความชื้น
เหตุผลที่เลือกรุ่นนี้ไม่ใช่เพราะรีวิวเยอะที่สุด แต่เพราะถัง 5 ลิตรหมายความว่าผมไม่ต้องตื่นมาเติมน้ำตอนตี 3 รุ่นถังเล็กกว่านี้ที่ราคาใกล้กันมีให้เลือก แต่ส่วนใหญ่ใช้ได้แค่ 6-8 ชั่วโมง ผมเปิดแอร์ทั้งคืน 8-10 ชั่วโมง ถัง 5 ลิตรเลยพอดี
ใช้มา 5 สัปดาห์ เปิดเกือบทุกคืน บางครั้งเปิดกลางวันด้วยถ้าทำงานที่บ้าน รวมแล้วชั่วโมงใช้งานน่าจะเกิน 250 ชั่วโมง พอที่จะบอกได้ว่ามันโอเคจริงหรือเปล่า
บทความนี้ผมจะเล่าทั้งสิ่งที่ชอบและสิ่งที่หงุดหงิด รวมถึงเรื่องที่ผมเรียนรู้แบบเจ็บตัวเอง อย่างเรื่องน้ำที่ห้ามเทใส่ — เพราะถ้าใส่ผิด เฟอร์นิเจอร์ในห้องจะเป็นคราบขาวเต็มไปหมด
Deerma F628S สรุปสั้นๆ ก่อนอ่านยาว
ใครรีบ ขอสรุปให้ก่อน Deerma F628S เป็นเครื่องทำความชื้นแบบ ultrasonic ถัง 5 ลิตร เหมาะกับห้อง 25-30 ตรม. ใช้ต่อเนื่องได้ราว 12 ชั่วโมง มี UV ฆ่าเชื้อในน้ำ ปุ่มสัมผัส หน้าจอดิจิตอลโชว์ความชื้นและอุณหภูมิจริง
คะแนนของผมหลังใช้ 5 สัปดาห์ 8.2/10 คะแนนหายไปเพราะหน้าจอตอนกลางคืนสว่างเกินไปนิดในห้องมืดสนิท และตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่ ถ้าโต๊ะข้างเตียงเล็ก ต้องวางบนพื้นแทน
สเปก Deerma F628S + จุดเด่นที่ผมสนใจ
ก่อนเข้าเรื่องใช้จริง ขอลงสเปกให้เห็นภาพรวมก่อน
- ถังน้ำ 5 ลิตร: ใช้ต่อเนื่องประมาณ 12 ชั่วโมงในการตั้งระดับกลาง — สำหรับคนนอนเปิดแอร์ 8-10 ชั่วโมง ตื่นมายังเหลือน้ำในถังให้ใช้ตอนเช้าได้
- อัตราพ่นไอน้ำราว 300 ml/h: ปริมาณกลางๆ ของกลุ่มนี้ พอสำหรับห้อง 25-30 ตรม. แต่ห้องเปิดโล่งใหญ่กว่านั้นจะไม่ทัน
- UV light ในถัง: ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำที่ขัง — สำคัญกับ ultrasonic เพราะถ้าน้ำสกปรก ไอน้ำจะกระจายเชื้อไปด้วย
- หน้าจอดิจิตอล + ปุ่มสัมผัส: โชว์ความชื้นจริงในห้อง อุณหภูมิ และระดับ output — ตั้งเป้าความชื้น 50-70% ได้
- กำลังไฟ 25W: ค่าไฟเดือนแรกที่ใช้ทุกคืน เพิ่มจากบิลปกติไม่ถึง 30 บาท
- ระดับเสียงราว 35 dB: เงียบพอ ผมเปิดเสียงระดับน้ำหยด ไม่รบกวนการนอน
จุดเด่นที่ทำให้ผมเลือกรุ่นนี้คือถัง 5 ลิตร + UV เพราะทั้งสองอย่างคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด ส่วน touch control กับหน้าจอดิจิตอลเป็นโบนัสที่ทำให้ใช้ง่ายกว่ารุ่นปุ่มกดธรรมดา
ดีไซน์ + First Impression แกะกล่องในคอนโด
กล่องไม่ใหญ่อย่างที่คิด แต่พอแกะออกมาวางบนโต๊ะข้างเตียง รู้สึกได้เลยว่ามันใหญ่กว่าที่นึกภาพไว้จากรูปใน Shopee ขนาดเครื่องประมาณ 187 x 200 x 295 มม. ตั้งสูงพอดูเหมือนหม้อข้าวขนาดกลาง
ตัวเครื่องเป็นพลาสติก ABS สีขาวล้วน ตัดด้วยช่องโปร่งใสเล็กๆ ที่ใช้ดูระดับน้ำ งานประกอบไม่ฉูดฉาดแต่ก็ไม่หลวม ฝาปิดด้านบนเป็นที่ใส่น้ำ มีกรองตะแกรงเล็กๆ และช่องอโรมาแยกต่างหาก สะอาดดี
หน้าจอด้านหน้าใหญ่พอ อ่านง่ายในระยะห่าง 1.5-2 เมตร ปุ่มสัมผัสตอบสนองทันที ไม่ต้องกดแรง — ข้อดีคือใช้นิ้วเปียกกดได้ ข้อเสียคือเด็กที่บ้าน (ถ้ามี) อาจจะไปกดเล่นได้ง่าย
หัวพ่นไอน้ำหมุนได้ 360 องศา ผมหมุนให้เฉียงออกจากเตียงไปทางผนัง ป้องกันไอน้ำพุ่งใส่หน้าโดยตรง ในคอนโดผมโต๊ะข้างเตียงไม่ใหญ่ พอวางเครื่องนี้ลงไป โคมไฟอ่านหนังสือกับนาฬิกาปลุกแทบไม่มีที่อยู่
ใช้งานจริงในห้องนอน 5 สัปดาห์
คืนแรกผมเติมน้ำประปาตรงจากก๊อก ตั้งเป้าความชื้นไว้ 60% เปิดเครื่องตอน 22:00 น. ก่อนนอน ตื่นมา 7 โมงเช้า เครื่องยังทำงานอยู่ น้ำในถังเหลือประมาณ 1 ใน 5
ผลลัพธ์คืนแรก: คอแห้งดีขึ้นชัดเจน จมูกไม่ตันเหมือนเดิม แต่ตื่นมาเจอคราบขาวเล็กๆ บนโต๊ะและพื้นรอบเครื่อง ครั้งแรกผมงงว่าเสียมั้ย พออ่านคู่มือถึงรู้ว่า ultrasonic ห้ามใช้น้ำประปาที่มี mineral content สูง — แร่ธาตุในน้ำจะถูกพ่นออกมาเป็นฝุ่นขาวเกาะตามเฟอร์นิเจอร์
นี่คือ Friction Moment ที่ผมเรียนรู้แบบเจ็บตัว เปลี่ยนมาใช้น้ำกรองที่บ้านเติมแทน คราบขาวหายไปภายใน 3 วัน แต่กว่าจะเช็ดคราบเก่าออกหมดก็ต้องใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูถูอยู่ครึ่งชั่วโมง
สัปดาห์ที่ 2 ผมลดเป้าความชื้นจาก 60% เหลือ 50% เพราะที่ 60% เฟอร์นิเจอร์ในห้องเริ่มมีหยดน้ำเล็กๆ เกาะ โดยเฉพาะตอนแอร์เย็นจัด ที่ 50% รู้สึกพอดี ไม่ชื้นเกินไป คอไม่แห้ง
เรื่องเสียงเป็นจุดที่ผมพอใจที่สุด เปิดอยู่ห่างเตียงราวเมตรครึ่ง ฟังคล้ายเสียงน้ำหยดเบาๆ ในขวดน้ำ ไม่รบกวนการนอน คนข้างเตียง (เวลามี) ก็บอกว่าไม่ตื่นเพราะเสียง
การล้างถังทำสัปดาห์ละครั้ง ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเปล่าราดทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก ตะกรันที่เกาะหัวพ่น ultrasonic ออกง่าย ส่วน UV ทำงานทุกครั้งที่เปิดเครื่อง — ไม่มีไฟแยกบอก แต่อ่านคู่มือบอกว่ามันเปิดอัตโนมัติ
หลังใช้ 5 สัปดาห์ ปัญหาคอแห้ง จมูกตันตอนตื่นนอนหายไป ริมฝีปากแห้งน้อยลงชัดเจน ไม่ต้องทาลิปบาล์มก่อนนอนทุกคืนเหมือนเมื่อก่อน ผิวหน้าตอนเช้ารู้สึกไม่ตึง
ข้อดี-ข้อเสีย Deerma F628S หลังใช้จริง
หลังใช้ 5 สัปดาห์ขอลงรายละเอียด pros/cons ที่เห็นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ที่อ่านจากสเปกชีท
ข้อดี
- ถังน้ำ 5 ลิตร: ใช้ข้ามคืนได้สบาย ไม่ต้องตื่นเติมน้ำ — ในคอนโดผมเปิดแอร์ 8-10 ชม. ตื่นมาน้ำยังเหลืออีก 1 ใน 5 พอใช้ต่อช่วงเช้าได้
- UV ฆ่าเชื้อในน้ำ: ทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดเครื่อง — สำคัญกับ ultrasonic ที่น้ำขังในถังหลายชั่วโมง ถ้าไม่มี UV เชื้อจะลอยไปกับไอน้ำ
- หน้าจอดิจิตอลโชว์ความชื้นจริง: เห็นเลยว่าห้องอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ — ตั้งเป้าได้แม่นกว่าเครื่องที่ไม่มี sensor ผมรู้ว่าควรลดจาก 60% เป็น 50% เพราะตัวเลขชัดเจน
- เสียงเงียบราว 35 dB: เปิดข้างเตียงไม่รบกวนการนอน — เสียงคล้ายน้ำหยดเบาๆ ไม่ใช่เสียงพัดลมหรือมอเตอร์ที่หลายรุ่นในงบเดียวกันมี
- ปุ่มสัมผัสตอบสนองดี: นิ้วเปียกก็กดได้ ไม่ต้องกดแรง — เวลาเติมน้ำเสร็จมือเปียก กดเปิดได้ทันที สะดวกกว่าปุ่ม mechanical
ข้อเสีย
- ห้ามใช้น้ำประปาเด็ดขาด: ถ้าใช้ มินเรอลในน้ำจะกลายเป็นคราบขาวเกาะเฟอร์นิเจอร์ — ต้องลงทุนหาน้ำกรองหรือ RO ใช้เป็นภาระเพิ่มที่คนซื้อใหม่ไม่รู้จนกว่าจะเจอเอง
- หน้าจอสว่างเกินไปในห้องมืด: ในห้องมืดสนิทตอนกลางคืน หน้าจอจ้านิดถ้าหันเข้าหาเตียงโดยตรง — ผมแก้โดยหมุนเครื่องให้หน้าจอหันเข้าผนัง
- ตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่: ขนาด 187 x 200 x 295 มม. โต๊ะข้างเตียงเล็กในคอนโดวางลำบาก — ผมต้องย้ายโคมไฟอ่านหนังสือไปอีกที่
เรื่องที่คนเข้าใจผิดเรื่องเครื่องทำความชื้น
มีสองเรื่องที่ผมเข้าใจผิดก่อนซื้อ และเจอคนถามเหมือนกันหลายคน เลยอยากแชร์
เรื่องแรก: humidifier กินไฟเยอะ — ผมคิดเองตอนแรกว่าเปิดทั้งคืนทุกวันค่าไฟต้องพุ่ง พอใช้ไปเดือนแรก ค่าไฟเพิ่มจากบิลปกติไม่ถึง 30 บาท เพราะ Deerma F628S กินไฟแค่ 25W เท่ากับหลอดไฟดวงเดียว เปิดทั้งคืน 10 ชั่วโมง = 0.25 kWh ค่าไฟไทยตอนนี้ราว 4 บาท/หน่วย คิดเป็นวันละ 1 บาท เดือนละ 30 บาท
นี่คือสิ่งที่ spec sheet ไม่ได้พูดให้คนเข้าใจง่าย — ตัวเลข 25W ดูไม่มีความหมายจนกว่าคุณจะคำนวณเทียบกับเครื่องใช้ในบ้าน
เรื่องที่สอง: ถัง 5 ลิตรพอสำหรับทุกห้อง — ผมคิดว่าถังใหญ่ = ห้องใหญ่ก็เอาอยู่ จริงๆ ขนาดถังบอกแค่ runtime แต่ output rate (300 ml/h) ต่างหากที่กำหนดว่าห้องใหญ่แค่ไหนทำได้ ผม 30 ตรม. พอดี ถ้าห้องเปิดโล่ง 40+ ตรม. รุ่นนี้ความชื้นจะไม่ถึงเป้า ต้องใช้รุ่น output สูงกว่านี้
เทียบกับ Xiaomi Smart Humidifier 2 — เลือกตัวไหน
ในงบใกล้กัน Xiaomi Smart Humidifier 2 เป็นคู่แข่งที่หลายคนชั่งน้ำหนัก ขอเทียบให้เห็นภาพ
Xiaomi 2 ถังเล็กกว่า ราว 4.5 ลิตร แต่จุดขายคือเชื่อม Mi Home app สั่งงานผ่านมือถือได้ ตั้ง schedule รีโมทเปิด-ปิด มอนิเตอร์ความชื้นจาก app ได้ ส่วน Deerma F628S เป็นเครื่อง analog ล้วน ไม่มี WiFi ไม่มี app ตั้งค่าผ่านปุ่มสัมผัสบนเครื่องเท่านั้น
ถ้าคุณชอบ smart home + เคยใช้ Mi ecosystem อยู่แล้ว Xiaomi คุ้มกว่า แต่ถ้าคุณไม่อยาก setup app + ต้องการเครื่องที่กดปุ่มแล้วทำงานเลย Deerma เรียบง่ายกว่า บวกกับถัง 5 ลิตรใหญ่กว่าครึ่งลิตร = ใช้ข้ามคืนได้สบายกว่า
ส่วนตัวผมเลือก Deerma เพราะไม่อยาก add อีก app ในมือถือ และในห้องนอนผมไม่ได้ต้องการรีโมท — เปิดก่อนนอน ตื่นมาปิด ไม่ต้องตั้งโปรแกรมอะไรซับซ้อน
สำหรับคนที่สนใจอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องอื่นๆ ของคอนโด ผมเคยเขียน รีวิวเครื่องฟอกอากาศ ไว้ — เครื่องฟอกอากาศกับเครื่องทำความชื้นเป็นคนละเรื่องกัน หลายคนซื้อมาแทนกันแล้วผิดหวัง
Deerma F628S เหมาะกับใคร?
หลังใช้จริง ผมแยกกลุ่มคนที่เหมาะกับเครื่องนี้ได้ชัดเจน
เหมาะกับ
- คนที่อยู่คอนโด/ห้องเช่า 25-30 ตรม. นอนเปิดแอร์ทั้งคืน มีปัญหาคอแห้ง จมูกตัน ผิวแห้ง — ตรงกับ use case ผม
- คนที่ต้องการเครื่องเปิดข้ามคืนได้ ไม่อยากตื่นเติมน้ำ — ถัง 5 ลิตรพอสำหรับ 10-12 ชั่วโมง
- คนที่ไม่ต้องการ smart feature — ไม่ต้องเชื่อม app ตั้งโปรแกรม กดปุ่มเปิดได้ทันที
- คนที่งบไม่ถึงสองพัน + ต้องการ UV ฆ่าเชื้อ — ในเซกเมนต์นี้รุ่นที่มี UV ราคาเริ่มต้นใกล้กัน
ไม่เหมาะกับ
- คนที่อยู่บ้านเดี่ยว ห้องนั่งเล่นใหญ่กว่า 30 ตรม. — output 300 ml/h ไม่ทันกับพื้นที่กว้าง
- คนที่อยากได้ smart home + Mi ecosystem — ไม่มี WiFi/app เลย
- คนที่ไม่มี/ไม่อยากใช้น้ำกรอง — ถ้าใช้น้ำประปาตรง คราบขาวจะกวนใจมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้
ข้อแนะนำสำหรับคนที่จะซื้อ ลองเตรียมน้ำกรองหรือ RO ไว้ตั้งแต่แรก จะได้ไม่เจอเหตุการณ์เช็ดคราบขาวเหมือนผม วาง humidifier ห่างจากผนัง/เฟอร์นิเจอร์อย่างน้อย 30 ซม. และห่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ทีวี คอมพ์) ให้มากที่สุด
สำหรับใครที่กำลัง setup เครื่องใช้ไฟฟ้าในคอนโดเพิ่ม ลองดู รีวิวเครื่องซักผ้าฝาบน ที่ผมเคยทำไว้ ในคอนโดเลือกขนาดให้พอดีกับพื้นที่ก็สำคัญพอกัน
FAQ คำถามที่ผมเจอบ่อย
Q: Deerma F628S เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?
A: เหมาะกับห้อง 25-30 ตรม. ใหญ่กว่านี้ output 300 ml/h จะไม่ทัน ความชื้นจะไม่ถึงเป้า ห้องนอน/ห้องส่วนตัวในคอนโดคือ sweet spot ของรุ่นนี้
Q: Deerma F628S กินไฟเยอะมั้ย?
A: ไม่เยอะ กำลังไฟแค่ 25W เปิดทั้งคืน 10 ชั่วโมง = 0.25 kWh ค่าไฟเพิ่มจากบิลปกติไม่ถึง 30 บาท/เดือนในกรณีที่เปิดทุกคืน
Q: F628 กับ F628S ต่างกันยังไง?
A: F628S เป็น variant ที่มีอัพเกรดเล็กน้อย ทั้งสองรุ่นถัง 5 ลิตร ระบบ ultrasonic เหมือนกัน ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชั่นแต่ละช่วง เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee
สรุป Deerma F628S คุ้มมั้ยในงบนี้
คะแนนสุดท้ายของผมหลังใช้ 5 สัปดาห์ Deerma F628S ได้ 8.2/10 คะแนนหายไปจากหน้าจอที่สว่างเกินในห้องมืด ขนาดเครื่องใหญ่กว่าที่คิด และ requirement ของน้ำกรองที่ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
รุ่นนี้ตอบโจทย์คนคอนโด 25-30 ตรม. ที่นอนเปิดแอร์ทั้งคืนแล้วเจอปัญหาคอแห้ง จมูกตัน ริมฝีปากแห้ง ตื่นมาผิวตึง — use case ที่ผมเจอมาตลอด 2 เดือนก่อนซื้อ ในเซกเมนต์ entry-level ที่มี UV + ถัง 5 ลิตร + หน้าจอดิจิตอล ตัวเลือกในตลาดยังไม่เยอะ
สิ่งที่แลกในงบนี้คือไม่มี smart connectivity ไม่มี app ตัวเครื่องใหญ่กว่ารุ่น compact และต้องลงทุนน้ำกรอง ถ้าคุณรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้ มันคุ้มสำหรับการแก้ปัญหาห้องแอร์
ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปวันที่กำลังเลือกซื้อ ผมยังเลือกรุ่นนี้ ไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบ แต่เพราะมันทำหน้าที่หลักได้ดีในงบที่จ่ายไหว ความชื้นในห้องคงที่ คอไม่แห้งตอนตื่นนอน และเครื่องไม่ทำเสียงรบกวนตอนหลับ
สำหรับคนที่อยู่ในเงื่อนไขเดียวกับผม — คอนโดเปิดแอร์ทั้งคืน อยากแก้ปัญหาคอแห้งโดยไม่จ่ายเกินสองพัน — Deerma F628S เป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผล


