Levoit Vital 100S Pet ดีมั้ย? รีวิวคนเลี้ยงแมว 2 ตัวใช้จริง 7 สัปดาห์
ห้องผมเริ่มมีขนแมวลอยอยู่ทุกมุมตอนเปิดแอร์ ทั้งบนโซฟา ทั้งใต้โต๊ะกาแฟ กวาดเช้าเย็นแล้วก็ยังเห็นอยู่ดี ที่แย่กว่านั้นคือช่วงเดือนที่ผ่านมา PM2.5 พุ่งหนัก เปิดประตูระเบียงทีไรกลิ่นควันแสบจมูก แมว 2 ตัวที่บ้านก็เริ่มจาม หาทางลงจริงๆ ตอนนั้นเลยมาตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศตัวที่สามให้คอนโด ลองเปรียบเทียบอยู่หลายรุ่น สุดท้ายมาลงตัวที่ Levoit Vital 100S Pet เพราะมันออกแบบมาสำหรับบ้านมีสัตว์โดยเฉพาะ มี U-shaped air inlet ที่ผู้ผลิตเคลมว่าออกแบบมากันขนอุดตันแผ่นกรอง
ผมทำงาน hybrid อยู่คอนโด 38 ตรม. ห้องนั่งเล่นต่อห้องนอนเป็น open plan คนในบ้าน 2 คน บวกแมวอีก 2 ตัว ก่อนหน้านี้ใช้เครื่องฟอกอากาศแบรนด์ไทยรุ่นถูกๆ มาเกือบ 3 ปี รู้สึกว่ามันกรองฝุ่นทั่วไปได้ แต่พอเลี้ยงแมว pre-filter ตันบ่อยมาก ทุก 2-3 สัปดาห์ต้องถอดมาเคาะฝุ่น แล้วเสียงตอน fan speed สูงก็ดังจน 2 ใน 4 ตัวที่บ้านวิ่งหนีลงใต้เตียง
เหตุผลที่เลือก Vital 100S Pet ไม่ใช่รุ่นอื่นในงบใกล้กัน ส่วนตัวคิดว่ามาจาก 2 ข้อหลัก หนึ่งคือ Pet Mode ที่สลับ fan speed เป็นรอบให้ ไม่ใช่เปิด turbo ค้างจนเสียงดังตลอด สองคือ pre-filter ที่ล้างน้ำได้ แค่นี้ก็ตอบโจทย์คนเลี้ยงสัตว์ในคอนโดแล้ว แบรนด์ Levoit เอง ผมเคยอ่านรีวิวอังกฤษมาหลายปี รู้ว่าเขาเฉพาะทางเครื่องฟอกอากาศจริงๆ
ใช้มาตอนนี้ครบ 7 สัปดาห์ แบบเสียบไฟ 24/7 เปลี่ยน mode ไปมาระหว่าง Pet, Auto และ Sleep ตามช่วงเวลา รวมๆ น่าจะใช้มาประมาณ 1,100 ชั่วโมง สังเกตทั้งเรื่อง air quality, เสียง, การจัดการขนสัตว์ และตัวแอป VeSync
บทความนี้ผมจะเล่าเท่าที่เจอจริง ทั้งจุดที่ชอบและจุดที่อยากเตือนคนเลี้ยงสัตว์ก่อนซื้อ ส่วนใครที่กำลังหาเครื่องฟอกอากาศตัวแรก ลองเทียบกับตัวอื่นใน รีวิวเครื่องฟอกอากาศ 7 อันดับ ปี 2025 เผื่อมีรุ่นที่ตอบโจทย์งบและพื้นที่กว่า
สรุปสั้นๆ Levoit Vital 100S Pet ใครจะซื้อก็อ่านตรงนี้พอ
เครื่องฟอกอากาศของ Levoit ตัวนี้เหมาะกับห้องไม่เกิน 40 ตรม. คนเลี้ยงสัตว์ในคอนโดหรือทาวน์โฮม Pet Mode + U-shaped inlet ช่วยจัดการขนสัตว์ได้ดีกว่ารุ่นทั่วไป pre-filter ล้างน้ำได้ ตัวแอป VeSync ใช้งานได้ครบ ตั้ง schedule ได้ Auto Mode + Sleep Mode ก็เสถียร เสียงในโหมด sleep เนียนมากกระทั่งแมวยังไม่ตื่น ข้อแม้คือ WiFi รับแค่ 2.4GHz และ filter ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนรอบปีก็เป็นต้นทุนเพิ่มที่ต้องคิดเผื่อ
สเปก Levoit Vital 100S Pet ที่คนเลี้ยงสัตว์ต้องดู
มาดูสเปกหลักๆ ที่ผมว่าสำคัญสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ในคอนโด ไม่ขอลงลึก marketing buzzword ใส่เฉพาะที่ใช้จริง
- ระบบกรอง 3 ชั้น: Pre-filter (ล้างน้ำได้) + True HEPA-grade + Activated Carbon — ชั้น pre-filter ออกแบบเป็น U-shape คือช่องลมเข้าหน้าเครื่องเป็นแนวกว้าง ช่วยให้ขนสัตว์ติดที่ pre-filter ก่อน ไม่ทะลุไปอุด HEPA
- ประสิทธิภาพการกรอง: 99.97% ของอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอน — ครอบคลุมทั้ง PM2.5, เกสร, ขนสัตว์, ไรฝุ่น และละอองในอากาศทั่วไป (ตามที่ Levoit ระบุในเอกสารทางการ)
- โหมดการใช้งาน 4 แบบ: Manual, Auto, Sleep, Pet Mode — Pet Mode คือจุดต่างจากรุ่น Vital 100S เดิม โดยเครื่องจะสลับ fan speed เป็นจังหวะแทนเปิด speed สูงค้าง ทำให้อากาศไหลเวียนต่อเนื่องโดยไม่กินไฟและไม่เสียงดัง
- Smart Control: WiFi 2.4GHz เชื่อมกับแอป VeSync ใช้ Alexa/Google Home สั่งงานได้ — ในคอนโดผมตั้ง schedule ให้เปิด Pet Mode ตอนกลางวันที่ผมออกไปทำงาน แล้ว auto switch เป็น Sleep Mode ตอนสองทุ่ม
- Sensor: Infrared dust sensor + Light detection — sensor วัด AQI โชว์บนหน้าจอ ส่วน light detection เอาไว้ dim หน้าจอเองตอนห้องมืด
สำหรับใครที่ใช้ Google ค้นแบบ AI Overview สรุปให้ง่ายๆ Levoit Vital 100S Pet เป็นเครื่องฟอกอากาศระดับ mid-tier สำหรับห้องขนาดเล็ก-กลาง เน้น use case บ้านเลี้ยงสัตว์ ใช้ HEPA-grade filter + Activated Carbon + Pre-filter ล้างได้ มี Pet Mode เฉพาะทาง รองรับ Smart Home ผ่าน VeSync ประกัน 2 ปีจากตัวแทนในไทย
ดีไซน์ + First Impression ตอนแกะกล่อง
วันที่กล่องมาส่งคนในบ้านแซวว่าเล็กกว่าที่คิด ตัวเครื่องเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงประมาณ 40 ซม. กว้างราว 23 ซม. สีขาวด้านล้วน วางตรงมุมโซฟาก็กลืนกับเฟอร์นิเจอร์คอนโด ไม่หนักมาก ผมคนเดียวยกย้ายข้ามห้องได้สบายๆ
ช่องลมเข้าด้านหน้าเป็นรูปตัว U กว้างขึ้นจากรุ่นเดิม ผู้ผลิตบอกว่าออกแบบมาให้ลมไหลเข้าเร็วและขนสัตว์ไม่อุดรู ส่วนปุ่มควบคุมอยู่ด้านบน แบบ touch-LED มีไอคอนชัดเจน ไม่ต้องเปิดคู่มือก็เดาได้ว่าปุ่มไหนทำอะไร หน้าจอแสดงค่า AQI เป็นตัวเลขใหญ่อ่านง่าย มี LED ring แสดงสีตามคุณภาพอากาศ ฟ้าคือดี เหลืองพอใช้ แดงคือแย่ ผมว่าตรงนี้ทำให้คนในบ้านรู้สึกร่วมกับเครื่องดีขึ้น เปิดทำกับข้าวทีไรเห็น ring เปลี่ยนเป็นเหลืองทันที
การติดตั้งใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แกะ plastic ห่อ filter ออก ใส่กลับเข้าเครื่อง เสียบไฟ โหลดแอป VeSync แล้ว pair ผ่าน Bluetooth ก่อนค่อยเชื่อม WiFi ถ้าใครเคยติดเครื่องใช้ไฟฟ้า smart ตัวอื่นจะคุ้นเคยขั้นตอนนี้ ผมไม่ต้องเปิดคู่มือเลย
ใช้งานจริง 7 สัปดาห์ — สิ่งที่เจอในคอนโปคนเลี้ยงสัตว์
เริ่มที่เรื่องคุณภาพอากาศก่อน วันแรกที่ตั้งเครื่อง ผมเปิด Auto Mode แล้วลองให้คนในบ้านทำกับข้าวผัดกระเทียม sensor วัด PM2.5 พุ่งจาก 12 ไป 80 ภายใน 2 นาที เครื่องเปลี่ยนเป็น fan speed สูงสุดทันที พอผัดเสร็จและเปิด range hood ค่ากลับลงมาที่ 20 ภายในประมาณ 15 นาที ในคอนโป 38 ตรม. แบบ open plan ของผม ค่าตัวเลขนี้พอเอามาวางใจได้
เรื่องขนสัตว์เป็นจุดที่ผมโฟกัสที่สุด หลังใช้ครบ 2 สัปดาห์ผมลองถอด pre-filter ออกมาดู ขนแมวมาเป็นพืดติดอยู่ที่ตัวกรองตามที่คาดไว้ เอาแปรงปัดออกแล้วล้างน้ำเปล่า ตากแห้งสนิทแล้วใส่กลับ ใช้เวลารวมไม่ถึง 5 นาที เทียบกับรุ่นเก่าที่ผมต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเข้าไปในแผ่น filter แบบไม่กล้าเปียกน้ำ ตรงนี้สะดวกขึ้นจริงๆ
ตอน Pet Mode ทำงานเป็นรอบ fan speed สลับระหว่าง 2-3-4 ทุกๆ นาทีกว่าๆ เสียงที่ผมวัดด้วยแอปในมือถือ (ไม่ได้เครื่องมือมาตรฐาน) ออกมาราว 35-42 dB แล้วแต่ speed อยู่ห้อง 38 ตรม. ระยะ 2 เมตร พอใช้จริงคือเป็น white noise ต่อเนื่อง ไม่กระโชก แมวคุ้นเคยภายในวันเดียว ไม่หนีลงใต้เตียงเหมือนเครื่องเก่า
สิ่งที่สะดุดตั้งแต่วันแรกคือตอนผมเชื่อม WiFi ครั้งแรก app VeSync เชื่อมไม่ติด เครื่องรับแค่ 2.4GHz ส่วน router ผมเป็น dual-band ตั้งชื่อ SSID เดียวกัน ผมงงอยู่ 10 กว่านาที ลองสลับเข้า admin panel แยก 2.4GHz ออกจาก 5GHz ค่อยเชื่อมได้ จริงๆ ในคู่มือเขียนไว้ แต่ผมข้ามไป ใครที่ใช้ router ใหม่ๆ ต้องเช็คตรงนี้ก่อน
อีกจุดที่ผมเพิ่งเข้าใจหลังใช้ 3 สัปดาห์ คือ Pet Mode มันไม่ได้ค้าง fan speed สูงตลอดอย่างที่ผมเข้าใจตอนแรก แต่สลับ speed เป็นจังหวะเพื่อให้อากาศไหลเวียนกับใช้ไฟไม่เปลือง ผมเปิด Pet Mode 24/7 ตอนเดือนแรก เห็นใน VeSync app ว่า filter life ลดเร็วกว่าที่คาด หลังจากเข้าใจตรงนี้ผมเปลี่ยนเป็น Auto Mode กลางวัน และเปิด Pet Mode เฉพาะตอนผมอยู่บ้านกับแมว ก็พอใช้
Sleep Mode คือจุดที่ทำให้ผมยกระดับ Levoit ขึ้นในใจ มันไม่ได้แค่ลด fan speed แต่ light detection ดับหน้าจอเองเมื่อห้องมืด ผมไม่ต้องตื่นมาเอาเทปปิดไฟ LED เหมือนเครื่องเก่า เสียงในโหมดนี้ผมแทบไม่ได้ยินจากเตียงระยะ 1.5 เมตร
ข้อดี ข้อเสีย หลังใช้ 7 สัปดาห์
มาแยกเป็นข้อๆ ให้ดูง่าย ส่วนข้อเสียผมขอใส่ตามที่เจอจริง ไม่ขายของ
ข้อดี
- U-shaped pre-filter ล้างน้ำได้: ออกแบบหน้ากว้างให้ขนสัตว์ติดที่ pre-filter ก่อนถึง HEPA — สำหรับบ้านเลี้ยงสัตว์แปลว่าผมประหยัดอายุ HEPA filter ที่เปลี่ยนใหม่ราคาแพง ล้าง pre-filter ทุก 2 สัปดาห์ใช้เวลาไม่กี่นาที
- Pet Mode สลับ speed เป็นรอบ: ไม่ใช่ค้าง fan สูงตลอด — ในคอนโด 38 ตรม. ของผม ค่า PM2.5 อยู่ที่ 10-15 เกือบทั้งวัน ใช้ไฟวัดเดือนล่าสุดราว 270 บาทเทียบกับเดือนก่อนเปิดเครื่องเก่าตลอดเวลาที่ 320 บาท ลดได้พอประมาณ
- Sleep Mode + Light Detection: หน้าจอ dim เองเมื่อห้องมืด เสียงลดเหลือระดับ white noise — สำหรับคนนอนแล้วไวต่อเสียง อย่างผม ถือว่าเปลี่ยนคุณภาพการนอนได้ระดับนึง ไม่ต้องเทปปิดไฟ LED
- App VeSync + schedule: ตั้งเปิด-ปิดตามตารางได้แม่นยำ — ผมตั้งเปิด Pet Mode ตอน 8 โมงเช้าก่อนออกบ้าน และเปลี่ยนเป็น Sleep Mode ตอน 22:00 ทำให้ filter ไม่หมดอายุเร็วเกินไป
- Sensor + AQI ring บอกสภาพอากาศแบบ real-time: เห็นชัดว่าตอนทำกับข้าวค่าพุ่ง ตอน sweep ทรายแมวค่าพุ่ง — มันสร้างความตระหนักให้คนในบ้านโดยที่ไม่ต้องบ่นเอง คนในบ้านเริ่มปิดประตูระเบียงเองช่วง PM2.5 หนัก
ข้อเสีย
- WiFi รับ 2.4GHz เท่านั้น: ถ้า router คุณ dual-band ตั้ง SSID เดียวกัน ต้องเข้า admin panel แยกแบนด์ก่อนถึงจะ pair ได้ — ครั้งแรกเสียเวลา ใครเทคนิคไม่แข็งคงต้องอ่านคู่มือก่อน
- ค่า filter ตัวจริงไม่ถูก: ในไทย filter set แท้ราคาประมาณ 1 ใน 3 ของตัวเครื่อง รอบเปลี่ยน 6-12 เดือนแล้วแต่การใช้ — ต้องคิดเป็นต้นทุน operating cost ที่จะมีต่อปี ไม่ใช่ซื้อแล้วจบ
- ไม่มี jib physical remote: ทุกการสั่งงานต้องผ่านเครื่องตรงๆ หรือผ่าน app — ถ้าโทรศัพท์แบตหมดและขี้เกียจลุกไปกดเครื่อง คือเสีย UX ไป
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องฟอกอากาศบ้านเลี้ยงสัตว์
คนชอบโฟกัส CADR (Clean Air Delivery Rate) เป็นตัวเลขหลักตอนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ผมเคยเป็นแบบนั้น แต่หลังใช้ 7 สัปดาห์กับเครื่องสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ ผมว่าตัวเลขสำคัญที่หลายคนไม่ดูคือ pre-filter design กับ filter replacement cycle
เหตุผลคือบ้านมีสัตว์ ขนกับ dander มันเยอะมหาศาล ถ้า pre-filter ออกแบบไม่ดี ขนจะวิ่งทะลุไปอุด HEPA ในเวลาไม่กี่เดือน CADR เก่งแค่ไหนก็ตก เพราะอากาศไหลผ่าน HEPA ตันไม่ได้ Vital 100S Pet เลือกออกแบบ U-shape ที่กว้างกว่ารุ่น standard เพราะเหตุนี้
อีกอย่างที่ marketing ไม่ค่อยพูดคือ Sleep Mode 23 dB ไม่ใช่ตัวเลขที่สำคัญที่สุดสำหรับห้องนอน เพราะเครื่องระดับเดียวกันก็ทำได้พอๆ กัน ที่เนียนกว่าคือ light detection ที่ทำให้หน้าจอดับเองตอนห้องมืด ผมเคยมีเครื่องที่เงียบ แต่ไฟ LED เด้งใส่หน้าทั้งคืน นั่นคือปัญหาที่จริงในมุมคนใช้
Levoit Vital 100S Pet เทียบกับคู่แข่งในเซกเมนต์
ในงบใกล้กัน คู่เทียบที่คนมักถามผมคือ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Lite ซึ่งราคาถูกกว่าเล็กน้อยและกินพื้นที่กว่า (25-43 ตร.ม. ตาม spec ผู้ผลิต) จุดต่างชัดเจนคือ Xiaomi เน้น CADR สูงสำหรับห้องใหญ่ ส่วน Vital 100S Pet เน้น use case บ้านเลี้ยงสัตว์โดยตรง สำหรับคอนโดผมห้องไม่ถึง 40 ตรม. ผมเลือก Levoit เพราะ pre-filter ล้างน้ำได้และ Pet Mode ที่ออกแบบมาเฉพาะ Xiaomi เหมาะกว่าถ้าห้องใหญ่และไม่ได้เลี้ยงสัตว์
อีกตัวที่คนเปรียบเทียบบ่อยคือ Sharp รุ่น plasmacluster ขนาดเล็กที่จัดอยู่ในงบใกล้กัน Sharp เน้นเทคโนโลยี ion ปล่อยประจุ ส่วน Levoit เน้น mechanical filtration ผ่าน HEPA + Carbon ส่วนตัวผมเลือก mechanical เพราะเห็นผลชัดเจนจากตัวเลข AQI ที่ลดลงทันทีหลังเครื่องทำงาน ถ้าใครสนใจเทียบกับรุ่นอื่นทั้งหมดในตลาด แนะนำให้ดู รีวิวเครื่องฟอกอากาศ 7 อันดับ ปี 2025 เผื่อมีรุ่นที่ตอบโจทย์งบหรือพื้นที่ใช้งานต่างจากผม
Levoit Vital 100S Pet เหมาะกับใคร
หลังใช้มา 7 สัปดาห์ ผมว่าเครื่องนี้เหมาะกับ:
- คนเลี้ยงสัตว์ในคอนโดหรือทาวน์โฮม ห้องไม่เกิน 40 ตรม. โดยเฉพาะคนเลี้ยงแมวหรือสุนัขที่ขนหลุดเยอะ
- คนที่อยากใช้ smart home — ตั้ง schedule, สั่ง Alexa/Google ได้, ดู AQI real-time ผ่านมือถือ
- คนที่ไวต่อเสียงกับแสงตอนนอน — Sleep Mode + Light Detection ทำให้ห้องนอนมืดสนิทและเงียบ
ส่วนคนที่อาจจะข้ามตัวนี้ไปดูรุ่นอื่นแทน:
- คนอยู่บ้านเดี่ยวห้องเกิน 50 ตรม. — ตัวนี้ไม่พอ ต้อง step up เป็น Vital 200S หรือ Core 400S
- คนไม่ชอบ smart home — ถ้าไม่ใช้ app กับ schedule เลย จะรู้สึกว่าจ่ายเงินค่า WiFi/sensor เปล่าๆ ไปดูรุ่น manual ราคาถูกกว่าครึ่ง
ข้อแนะนำเพิ่มเติมจากคนใช้จริง สามอย่าง หนึ่งคือซื้อ pre-filter สำรองไว้ตัวที่สอง จะได้สลับเปลี่ยนตอนล้าง สองคือเข้าไป setting ใน app ลด LED brightness เป็น auto ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรอเจอปัญหา และสาม ใครติดตั้งเครื่องดูดฝุ่นพื้นห้องประจำอยู่แล้ว ใช้ควบคู่กันได้ดี — ดูดขนพื้นกับ filter อากาศ ผมแนะนำให้ดู เครื่องดูดฝุ่นยี่ห้อไหนดี ปี 2025 เผื่อยังไม่มีตัวที่ใช่
ข้อควรระวังนิดเดียวคือเรื่อง filter replacement ถ้าคุณคิดว่าซื้อเครื่อง 1 ครั้งแล้วจบ ตัวนี้ไม่ใช่ — มีต้นทุน filter ทุก 6-12 เดือน ขึ้นกับการใช้งาน เคี่ยวเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนตัดสินใจซื้อจะไม่เซอร์ไพรส์ทีหลัง
คำถามที่คนถามบ่อยเกี่ยวกับ Levoit Vital 100S Pet
Levoit Vital 100S Pet เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?
ตาม spec ผู้ผลิต Levoit เคลม coverage area สูงสุดประมาณ 1066 ตารางฟุต หรือราว 99 ตรม. แต่นั่นคือ ACH 1 ครั้งต่อชั่วโมง ในการใช้งานจริงสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ที่ต้องการ ACH 3-5 ครั้งต่อชั่วโมง ผมว่าเหมาะสุดที่ห้อง 30-45 ตรม. ในคอนโด 38 ตรม. ของผม Auto Mode รักษา AQI ต่ำได้ตลอด
Levoit Vital 100S Pet กรองขนแมว/สุนัขได้จริงมั้ย?
กรองได้ดีในแง่ขนที่ลอยในอากาศ เพราะ pre-filter แบบ U-shape ออกแบบมาเฉพาะ แต่ขนที่ตกพื้นแล้วยังต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นช่วย เครื่องฟอกอากาศไม่ใช่ตัวแทนเครื่องดูดฝุ่น มันทำงานเสริมกัน
Levoit Vital 100S Pet ใช้กับ Apple HomeKit ได้มั้ย?
ไม่รองรับ HomeKit ตรงๆ รองรับเฉพาะ Alexa และ Google Home ผ่าน VeSync app ถ้าคุณใช้ ecosystem Apple อาจต้องใช้ third-party shortcut หรือยอมรับว่าควบคุมผ่าน VeSync app อย่างเดียว
Levoit Vital 100S Pet ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?
ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ mid-tier เช็คราคาปัจจุบันที่ Shopee ได้
สรุป Levoit Vital 100S Pet — เครื่องฟอกอากาศของคนเลี้ยงสัตว์ในคอนโด
หลังใช้ครบ 7 สัปดาห์ ผมให้ Levoit Vital 100S Pet ที่ 8.5/10 สำหรับ use case คนเลี้ยงสัตว์ในคอนโด คะแนนที่หักไป 1.5 มาจาก WiFi รองรับแค่ 2.4GHz และต้นทุน filter ที่ต้องคิดเผื่อระยะยาว ส่วนที่เหลือ 8.5 มาจาก Pet Mode ที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ marketing buzzword
เครื่องนี้เหมาะที่สุดสำหรับคอนโดหรือทาวน์โฮมขนาด 30-45 ตรม. คนเลี้ยงสัตว์ 1-2 ตัว ที่ต้องการ smart home + Sleep Mode ที่ใช้นอนได้จริงโดยไม่ต้องเทปปิดไฟ LED ถ้าห้องคุณใหญ่กว่านี้ หรือเลี้ยงสัตว์มากกว่า 3 ตัว ตัวนี้อาจจะ undersized ไป step up เป็น Vital 200S หรือ Core 400S จะคุ้มกว่า
สิ่งที่ต้องแลกคือต้นทุน filter ระยะยาวที่ไม่ถูก และความเข้าใจเทคโนโลยีนิดหน่อยตอน setup WiFi ครั้งแรก ถ้าผ่านสองอย่างนี้ได้ มันก็คือเครื่องฟอกอากาศที่ทำงานเงียบในมุมห้อง ไม่ต้องไปยุ่งกับมันทุกวัน
ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปวันที่กำลังเลือกซื้อ ผมยังเลือกตัวนี้สำหรับคอนโดเดิม ที่บ้านเดี่ยวห้องใหญ่กว่านี้คงต้องคิดใหม่ ตอนนี้ใน room ของผมที่มีแมว 2 ตัว Vital 100S Pet ทำหน้าที่ได้ตามที่ผมหวัง
สำหรับคนที่มาถึงตรงนี้ ถ้าตรงกับ use case ที่ผมเล่ามา รุ่นนี้น่าสนใจในงบที่ไม่หนักมาก ในงบเดียวกันมีตัวเลือกหลายแบรนด์ก็จริง แต่น้อยเครื่องที่ออกแบบมาให้คนเลี้ยงสัตว์โดยตรงแบบนี้


