Home รีวิว KASHIWA S36D vs Haier HWM-T75PF เครื่องซักผ้ามินิตัวไหนคุ้มกว่า

รีวิว KASHIWA S36D vs Haier HWM-T75PF เครื่องซักผ้ามินิตัวไหนคุ้มกว่า

by admin
A+A-
Reset

รีวิว KASHIWA S36D เครื่องซักผ้า 2 ถัง 5.5 กก. ใช้จริง 5 สัปดาห์ในคอนโด

ก่อนหน้านี้ผมใช้เครื่องซักผ้าส่วนกลางของคอนโด ทุกครั้งต้องลงไปจองคิว เสียบเหรียญ แล้วลงไปเอาผ้า ผมก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมต้องเสียเวลาขนาดนี้ แค่ผ้าออฟฟิศอาทิตย์ละ 7-8 ตัวกับผ้าใน ผ้าเช็ดตัวอีก 2-3 ผืน รวมๆ ไม่เกิน 2 กก. ต่อรอบ จะหาเครื่องเล็กๆ มาวางในห้องตัวเองก็คงประหยัดเวลาและเงินไปได้เยอะ

ผมเป็นพนักงานออฟฟิศวัย 30 ต้น อยู่คอนโดคนเดียวประมาณ 30 ตรม. มุมซักรีดข้างห้องน้ำมีพื้นที่จำกัดมาก ประมาณ 50×50 ซม. ที่พอจะวางอะไรได้ การจะหาเครื่องซักผ้าฝาบนปกติขนาด 8-10 กก. มาวางคงไม่เหมาะ เลยมามองหาเครื่องซักผ้ามินิ 2 ถัง

เลือก KASHIWA S36D เพราะ 2 จุดหลัก หนึ่ง ขนาดและกำลังไฟ 360W ที่ไม่กระแทกค่าไฟห้องชุด สอง ราคาที่ถ้าใช้ไม่กี่ปีแล้วต้องย้ายไปบ้านใหญ่ ก็ไม่เสียดาย จุดที่ลังเลอยู่คือถังซัก 3.5 กก. และถังปั่น 2 กก. ที่อาจดูน้อยไปสำหรับบางคน แต่กับ use case ของผมพอดีเลย

ผมใช้มาประมาณ 5 สัปดาห์ ซักอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง รอบละ 1.5-2 กก. ส่วนใหญ่เป็นเสื้อโปโลออฟฟิศ กางเกง ผ้าใน ผ้าเช็ดตัว และบางครั้งเอาผ้าปูที่นอนชิ้นเดียวมาซักแยก

บทความนี้ผมจะเล่าจากประสบการณ์จริงทั้งดีและเสีย ตั้งแต่แกะกล่อง ติดตั้ง ใช้งาน จนถึงคะแนนที่ให้หลังใช้มา 5 สัปดาห์ ใครคิดจะหาเครื่องซักผ้ามินิไว้ใช้ในคอนโดหรือหอพัก น่าจะใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจได้

KASHIWA S36D เครื่องซักผ้า 2 ถัง 5.5 กก. คอนโด

สรุปสั้นๆ ก่อนลงรายละเอียด

KASHIWA S36D เป็นเครื่องซักผ้ามินิ 2 ถังแบบ semi-auto ความจุรวม 5.5 กก. (ถังซัก 3.5 กก. + ถังปั่นหมาด 2 กก.) ถังปั่นเป็นสเตนเลส กำลังไฟ 360W ตั้งเวลาซักได้ 15 นาที ปั่น 5 นาที แผงควบคุมเป็นลูกบิดเมนูภาษาไทย ใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน

เหมาะกับคนคอนโด/หอพัก/single user ที่ซักผ้าครั้งละไม่เยอะ และต้องการเครื่องที่ไม่กินพื้นที่ ในงบเข้าถึงง่าย ส่วนถ้าต้องการซักผ้าทีละ 5-6 กก. หรือใช้สำหรับครอบครัว 3-4 คน รุ่นนี้คงไม่พอ

สเปกหลักและจุดเด่น KASHIWA S36D

มาดูสเปกแบบเข้าใจง่ายก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าเครื่องนี้ทำอะไรได้บ้าง

  • ความจุรวม 5.5 กก. แบบ 2 ถังแยก: ถังซัก 3.5 กก. ถังปั่นหมาด 2 กก. — ในทางปฏิบัติแปลว่าผมใส่ผ้าซักรอบละ 1.5-2 กก. กำลังพอดี ไม่ใช่ 3.5 กก. เต็มถัง เพราะต้องเผื่อพื้นที่ให้น้ำหมุนเวียน
  • ถังปั่นหมาดวัสดุสเตนเลส: ทนทานกว่าพลาสติก ไม่เป็นสนิมง่าย — สำคัญเพราะถังปั่นเปียกตลอด ถ้าเป็นพลาสติกใช้ไป 2-3 ปีจะเริ่มเหลือง ส่วนสเตนเลสยังเหมือนใหม่
  • กำลังไฟ 360W: ต่ำมากเทียบกับเครื่องซักผ้าปกติที่ใช้ 400-700W — ในคอนโปลั๊กของผมรับได้สบาย ไม่ต้องกังวลเรื่อง trip breaker
  • ตั้งเวลาซัก 15 นาที / ปั่น 5 นาที: เป็น manual timer ไม่ใช่โปรแกรมอัตโนมัติ — ผมว่าพอดี ผ้าออฟฟิศไม่เปื้อนหนักใช้ 8-10 นาทีก็พอ ผ้าเช็ดตัวก็ 12-15 นาที
  • แผงควบคุมลูกบิดเมนูภาษาไทย: ไม่มี LCD ไม่มีแอป ไม่มีรีโมท — ในมุมหนึ่งคือข้อจำกัด แต่อีกมุมคือไม่มีอะไรพังได้ง่ายๆ

จุดเด่นที่ผมว่าเป็น killer feature สำหรับ use case คอนโดคือ ขนาดเครื่องที่เล็กพอวางได้ในมุมจำกัด และน้ำหนักประมาณ 10 กก. ที่ผมเคลื่อนย้ายเองได้ตอนเช็ดทำความสะอาดข้างใต้

ดีไซน์และความรู้สึกแรกตอนแกะกล่อง

กล่องส่งมาขนาดประมาณ 60x40x60 ซม. น้ำหนักรวมกล่องราว 13 กก. ผมยกขึ้นคอนโดชั้น 8 คนเดียวยังไหว แค่ต้องวางพักเป็นช่วงๆ พอเปิดกล่องเจอเครื่องสีขาวล้วน ฝาบนใส 2 ฝาแยกถังซักกับถังปั่น ดูคล้ายเครื่องซักผ้ารุ่นเก่าๆ ที่บ้านสมัยเด็ก แต่ขนาดย่อลงครึ่งหนึ่ง

วัสดุภายนอกเป็นพลาสติก ABS หนาพอใช้ ไม่ถึงขั้นพรีเมียม แต่ไม่บอบบางจนน่ากังวล ฝาเป็นพลาสติกใส มองเห็นผ้าหมุนข้างในได้ ส่วนตัวผมว่าใช้ได้ ดูสะอาด

ตอนติดตั้งใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ต่อท่อน้ำเข้า เสียบปลั๊ก เปิดน้ำ จบ ปลั๊กเป็น 3 ขากลม ใช้กับเต้ารับมาตรฐานในคอนโดได้เลย แต่สายไฟค่อนข้างสั้น ผมต้องใช้รางปลั๊กต่อเพิ่ม

จุดที่ชอบตั้งแต่แรกคือขาตั้งเครื่องที่มียางซับแรงสั่น พอเปิดถังปั่นแห้ง เครื่องสั่นแน่นอน แต่ยางช่วยให้ไม่เลื่อนข้างหน้าหรือกระแทกผนัง วางบนพื้นกระเบื้องคอนโดผมตรงๆ ก็โอเค

ใช้งานจริง 5 สัปดาห์ในคอนโด 30 ตรม.

วันแรกที่ลองซัก ผมอัดผ้าใส่ถังซักไปประมาณ 3 กก. (เกือบเต็มสเปก) เปิดน้ำ ใส่ผงซักฟอก หมุนลูกบิดไป 15 นาที — ผลที่ได้คือจานซักหมุนช้า น้ำไม่ทั่วถึง ผ้าด้านล่างไม่ค่อยขยับ ผมเลยลองรอบใหม่ลดเหลือ 2 กก. คราวนี้เครื่องทำงานปกติ ผ้าหมุนทั่วถึง น้ำเข้าถึงทุกชั้น

นี่คือ friction moment แรกที่ผมเจอ ในสเปกบอก 3.5 กก. แต่ practical capacity จริงๆ คือ 2-2.5 กก. ต่อรอบ ถ้าอยากให้สะอาดทั่วถึง

หลังจากนั้นใช้เป็น routine คือ ใส่ผ้า 1.5-2 กก. เติมน้ำเองตามจำนวนผ้า (ไม่มี auto sensing) — ตรงนี้คือจุดที่ผมเรียนรู้: เติมน้ำให้ท่วมผ้าเลยไปอีกประมาณ 2-3 ซม. ก็พอดี ไม่ต้องเต็มถัง

โหมด soak ผมไม่ใช้บ่อย เพราะผ้าออฟฟิศไม่เปื้อนหนัก ส่วนผ้าใน ผ้าเช็ดตัว ใช้ปกติ ผ้าปูที่นอนผืนเดียวเข้าถังพอดี ใช้เวลาซัก 12 นาที + ปั่น 5 นาที = 17 นาที จบ

เสียงตอนซักไม่ดัง ระดับ background hum ไม่รบกวนคนนอนข้างห้อง ส่วนตอนปั่นแห้งต่างจากตอนซักชัดเจน เสียงแรงกว่า มีสั่นบ้าง แต่ขาตั้งยางช่วยไว้ ในคอนโดผมไม่มีเพื่อนบ้านบ่นเรื่องเสียง

เรื่องที่ใช้แล้วประทับใจคือถังปั่นแห้งสเตนเลส 2 กก. แม้ดูน้อย แต่ผ้าออกมาหมาดเร็วกว่าที่คิด ผมแขวนตากต่ออีก 2-3 ชั่วโมงก็แห้งใส่ได้ เทียบกับเครื่องส่วนกลางที่เคยใช้ที่ปั่นเสร็จแล้วยังเปียกต้องตากค้างคืน

ค่าไฟเดือนล่าสุดที่ผมเช็ค บิลขึ้นมาประมาณ 30-40 บาท เทียบกับเดือนก่อนที่ไม่มีเครื่องซักผ้าในห้อง ผมว่าโอเค ถ้าคิดว่าเลิกจ่ายค่าเครื่องส่วนกลางที่รอบละ 30 บาท สัปดาห์ละ 2-3 รอบ ก็คุ้มภายใน 8-10 เดือน

ข้อดีและข้อเสียที่เจอจริง

หลังใช้มา 5 สัปดาห์ ผมแยกเป็น 2 ฝั่งให้เห็นชัด ทั้งดีและข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ

ข้อดี

  • ขนาดเล็กกะทัดรัด: เครื่องวางได้ในพื้นที่ 50×50 ซม. ของคอนโป — ในคอนโดผมนี่คือเรื่องใหญ่เพราะถ้าต้องเสียพื้นที่เยอะกว่านี้ คงต้องสละโต๊ะกินข้าวหรือชั้นวางของแทน
  • กำลังไฟต่ำ 360W ค่าไฟกระทบน้อย: เปิดใช้ได้สบายไม่ trip breaker — สำคัญสำหรับคอนโดที่มักมี circuit limit ต่อห้อง ผ้าใส่ครั้งละไม่ถึง 2 กก. ไฟกินตามเวลาเปิดเครื่อง 15-20 นาทีต่อรอบ
  • ระบบ 2 ถังแยกซัก-แยกปั่น: เลือกแยกประเภทผ้าได้ในรอบเดียว — ผมซักเสื้อขาวก่อน ปั่นออก แล้วเอาผ้าสีลงซักต่อในน้ำใหม่ ไม่ต้องรอเครื่อง full-auto ทำทีละโปรแกรม
  • ถังปั่นสเตนเลสทนทาน: ใช้กับน้ำตลอดเวลาไม่เป็นสนิม — ผ้าออกมาหมาดดีกว่าที่คิด แม้ความจุปั่นแค่ 2 กก. แต่หมุนรอบเร็ว แห้งเร็วกว่าเครื่องเก่าที่บ้านที่ปั่นแล้วยังเปียก
  • เคลื่อนย้ายได้คนเดียว น้ำหนัก ~10 กก.: ยกออกมาเช็ดทำความสะอาดข้างใต้ได้ — ในคอนโดที่ต้องดูแลพื้นทุกเดือน นี่คือจุดที่เครื่องซักผ้าใหญ่ทำไม่ได้

ข้อเสีย

  • Practical capacity ต่ำกว่าสเปก: สเปกบอก 3.5 กก. แต่ใช้จริงเหมาะ 2-2.5 กก. ต่อรอบ ถ้าอัด 3 กก. ผ้าจะไม่หมุนทั่วถึง — สำหรับ single user โอเค แต่ครอบครัว 2 คนขึ้นไปคงต้องซัก 2 รอบต่อวัน
  • ไม่มี auto fill ต้องเติมน้ำเอง: ตอนเริ่มต้นต้องดูแลให้น้ำท่วมผ้าพอ ลืมก็ซักไม่สะอาด — เป็นเรื่องที่คนเคยใช้ full-auto ต้องปรับตัว แต่หลังสัปดาห์แรกก็ชินแล้ว
  • สายไฟสั้น ปลั๊ก 3 ขากลม: บางคอนโปต้องใช้รางปลั๊กต่อเพิ่ม — ผมเสียค่ารางปลั๊กดีๆ อีก 200 บาท เพราะสายมาตรฐานยาวไม่พอจะถึงเต้ารับ

จุดที่หลายคนมองข้ามเรื่องเครื่องซักผ้ามินิ

คนทั่วไปมักคิดว่าเครื่องซักผ้า 2 ถัง semi-auto เป็นเทคโนโลยีตกรุ่น เห็นเครื่อง full-auto inverter หรือ AI ทำตัวสมาร์ทกว่าเลยรู้สึกว่าต้องเลือก spec สูงๆ ไว้ก่อน ในมุมผมไม่ใช่แบบนั้นเสมอ

เครื่อง 2 ถังมีข้อได้เปรียบที่คนชอบลืมคิด หนึ่งคือการแยกซักได้ในน้ำต่างกัน ถ้าผ้าเปื้อนน้ำมัน ผมซักรอบแรก เทน้ำทิ้ง เติมน้ำใหม่แล้วซักรอบสอง — เครื่อง full-auto ทำแบบนี้ไม่ได้นอกจากตั้งโปรแกรมยาว สองคือการแยกประเภทผ้าในรอบเดียว ผ้าขาวกับผ้าสีไม่ปนกัน เพราะปั่นแยกถัง สามคือควบคุมเวลาเองได้ ผ้าออฟฟิศไม่เปื้อน 8 นาทีก็พอ ไม่ต้องรอ default 45 นาที

ส่วนเรื่องถังปั่น 2 กก. ที่หลายคนกังวลว่าน้อยไป ผมว่าตรงข้าม การปั่นเป็นรอบเล็กๆ ทำให้ผ้าทุกชิ้นโดน centrifugal force เต็มที่ หมาดเสมอกัน ต่างจากถังใหญ่ที่ผ้าด้านในกับด้านนอกหมาดไม่เท่ากัน

ถ้าอยากเทียบรุ่นอื่นในเซกเมนต์เครื่องซักผ้ามินิ 2 ถัง ลองดู รีวิวแนะนำ 5 อันดับ เครื่องซักผ้า 2 ถัง ที่รวมรุ่นน่าสนใจไว้

KASHIWA S36D เทียบกับรุ่นมินิตัวอื่น

ในเซกเมนต์เครื่องซักผ้ามินิ 2 ถัง ที่ผมเคยศึกษาก่อนตัดสินใจ มี 2 รุ่นที่อยู่ในใจ

รุ่นแรก Haier HWM-T75PF เป็นเครื่อง 2 ถังขนาด 7.5 กก. ใหญ่กว่า KASHIWA S36D ราว 30-40% ราคาก็สูงกว่าพอควร เหมาะกับคนที่ซักผ้าครั้งละมากกว่า 3 กก. หรือบ้านที่มีคน 2-3 คน ส่วน KASHIWA S36D โฟกัสที่ single user ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ถ้าพื้นที่จำกัดและซักไม่เยอะ S36D ตอบโจทย์ตรงกว่า

รุ่นที่สองเป็นเครื่องซักผ้ามินิ 4.5 กก. ของแบรนด์ไม่มีศูนย์ ถูกกว่า KASHIWA S36D ประมาณ 300-400 บาท แต่ผมเลือก KASHIWA เพราะมีศูนย์รับเคลม สำคัญตอนใช้ปีที่ 2-3 ที่อะไหล่อาจต้องเปลี่ยน เครื่องราคาถูกแบบไม่มีศูนย์ ถ้าพังคือทิ้ง

ส่วนใครสนใจเครื่องซักผ้าฝาบนเต็มขนาดสำหรับครอบครัวใหญ่กว่านี้ ลอง รีวิวเครื่องซักผ้าฝาบน ปี 2025 ดูเปรียบเทียบรุ่นที่ใหญ่ขึ้นได้

KASHIWA S36D เหมาะกับใคร?

หลังใช้ 5 สัปดาห์ ผมว่าเครื่องนี้ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ all-purpose ลองดูว่าตรงกับ profile คุณมั้ย

เหมาะกับ

  • คนคอนโด/หอพักขนาด 25-40 ตรม. ที่พื้นที่ซักรีดจำกัด — เครื่องวางได้ในมุมเล็ก ไม่กินที่
  • นักศึกษา/พนักงานออฟฟิศ single ที่ซักผ้าครั้งละไม่เกิน 2 กก. — practical capacity match กับ load จริง
  • คนที่ต้องการเลิกจ่ายค่าเครื่องซักผ้าส่วนกลาง รอบละ 20-40 บาท — คืนทุนภายใน 8-12 เดือน
  • คนที่ต้องการเครื่องซักผ้าเฉพาะกิจสำหรับซักรองเท้า ผ้าเด็กอ่อน หรือผ้าบอบบาง แยกจากเครื่องหลักของบ้าน — ใช้คู่กันได้ดี

ไม่เหมาะกับ

  • ครอบครัว 3 คนขึ้นไปที่ซักผ้าทุกวัน — ความจุน้อยเกินจะรับ load ปกติได้
  • คนที่อยากได้ full-auto ไม่ต้องเติมน้ำเอง ไม่ต้องย้ายผ้าระหว่างถัง — ต้องไป segment ที่สูงกว่านี้
  • คนที่ซักผ้าผืนใหญ่อย่างผ้านวมหรือผ้าปูที่นอน King size บ่อยๆ — ถังเล็กไป ผ้าใหญ่ไม่หมุน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถ้าตัดสินใจซื้อ ผมแนะนำ 3 จุด หนึ่ง เตรียมรางปลั๊กดีๆ ไว้ล่วงหน้า เพราะสายไฟสั้น สอง อย่าอัดผ้าเกิน 2-2.5 กก. ต่อรอบ ถึงสเปกจะบอก 3.5 ซักไม่ทั่ว สาม ทำความสะอาดถังปั่นทุก 2 สัปดาห์ เพราะเศษผ้ากับน้ำสบู่จะสะสมในรูระบาย

ข้อควรระวังหลักคือ อย่าซักผ้าที่มี zipper เหล็กแข็งๆ หลายตัวพร้อมกัน เพราะอาจเกาถังพลาสติกได้ ถ้าจำเป็นใส่ถุงตาข่ายแยก

คำถามที่เจอบ่อยเกี่ยวกับ KASHIWA S36D

KASHIWA S36D เหมาะกับคอนโดขนาดเท่าไหร่?

เหมาะกับคอนโด 25-40 ตรม. ที่อยู่คนเดียวหรือคู่ พื้นที่วางเครื่องประมาณ 50×50 ซม. ก็พอ ถ้าคอนโด 50+ ตรม. มีพื้นที่ซักรีดเยอะ น่าจะหาเครื่องใหญ่กว่านี้ดีกว่า

KASHIWA S36D ซักผ้าครั้งละกี่กิโลได้จริง?

สเปกบอก 3.5 กก. ที่ถังซัก แต่ใช้จริงควรอยู่ที่ 2-2.5 กก. ต่อรอบเพื่อให้ผ้าหมุนทั่วถึงและสะอาด ส่วนถังปั่นปั่นได้ 2 กก. ตามสเปกได้เต็มที่

KASHIWA S36D ราคาประมาณเท่าไหร่?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ entry-level เครื่องซักผ้ามินิ เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุปหลังใช้จริง 5 สัปดาห์

คะแนนรวมที่ผมให้ KASHIWA S36D คือ 7.5/10 สำหรับเซกเมนต์เครื่องซักผ้ามินิ 2 ถัง คะแนนนี้บอกว่าเป็นตัวเลือกที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีในกรอบราคาและขนาด ไม่ใช่เครื่องที่จะทึ่งทุกครั้งที่ใช้

Use case ที่ตอบโจทย์ชัดคือคอนโด 30-40 ตรม. ที่อยู่คนเดียวหรือคู่ ซักผ้าครั้งละ 1.5-2 กก. ใช้แทนเครื่องส่วนกลางที่ต้องลงไปจองคิว เงื่อนไขคือพื้นที่วางจำกัดและไม่ต้องการเครื่องใหญ่กิน circuit ของคอนโด

สิ่งที่แลกคือ practical capacity ต่ำกว่าสเปก ต้องเติมน้ำเอง สายไฟสั้น และโปรแกรมไม่อัตโนมัติเหมือน full-auto แต่แลกกลับมาคือราคา ขนาด ค่าไฟ และความเรียบง่ายที่ไม่มีอะไรพังได้ง่ายๆ ในมุมผมคุ้ม

ถ้าให้ผมย้อนกลับไป ผมยังเลือกรุ่นนี้สำหรับคอนโดปัจจุบัน ส่วนถ้าวันหนึ่งย้ายไปบ้านเดี่ยวมีคน 3-4 คน คงต้องเปลี่ยนเป็นเครื่องอัตโนมัติฝาบน 8-10 กก. แต่ตราบใดที่ยังอยู่ห้องเดียว S36D ทำหน้าที่ได้ครบ

สำหรับคนที่ profile ตรงกับที่ผมเล่ามา รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ entry ที่เข้าถึงง่าย ลองเช็คราคาและดูสเปกเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ