ทีวีเก่าในห้องนอนพังก่อนเวลา ผมเลยมาลง Hisense 32E4Q
ทีวีเก่าในห้องนอนผมพังกะทันหันคืนวันศุกร์ เปิดมา panel ค้างหน้าจอแดงครึ่งซีก เคาะเครื่องก็ไม่ได้ผล ดูอาการแล้วซ่อมไม่คุ้ม เพราะเครื่องเดิมก็ใช้มา 5 ปีกว่า ผมเลยต้องหาทีวีใหม่มาใส่ห้องนอนแทน ตั้งงบไว้ไม่เกิน 5,000 บาท เพราะเป็นเครื่องสอง ไม่ได้เอาไว้ดูหนังจริงจังในห้องนั่งเล่น
ผมทำงานฟรีแลนซ์ work from home ในคอนโด 28 ตรม. ห้องนอนแยกจากห้องนั่งเล่น ใช้ทีวีก่อนนอนเปิด YouTube ฟัง podcast หรือดู Netflix ซีรีส์เบาๆ ก่อนหลับ ไม่ได้เน้น gaming หรือดูหนัง 4K HDR เพราะมีจอ monitor ทำงานแยกอยู่แล้ว use case ก็เลยตรงกับ TV 32 นิ้วงบประหยัดเป๊ะ
หลังหาข้อมูลใน Shopee + Lazada สัปดาห์กว่า ผมเลือก Hisense 32E4Q เพราะ 3 จุดที่ตรงโจทย์ — Smart TV มี Netflix YouTube Prime Video ในตัว ไม่ต้องต่อ stick เพิ่ม, ระบบ VIDAA U 8.5 ที่อ่านรีวิวมาว่าเปิดเครื่องไว ตอบสนองดี, และดีไซน์กรอบบาง ขนาดพอดีโต๊ะวางในห้องนอน ไม่กินที่
ใช้มา 6 สัปดาห์เต็มทุกคืน ตั้งแต่ตั้งค่าวันแรกจนถึงตอนนี้ มีจุดที่ชอบ จุดที่งง จุดที่อยากให้ดีกว่านี้ ผมจะเล่าตามที่เจอจริง
บทความนี้รีวิวจาก use case ของผมเอง ห้องนอนคอนโด ระยะมอง 1.8 ม. ดู streaming เป็นหลัก ถ้า use case คุณต่างจากนี้ — เช่นห้องนั่งเล่นใหญ่ ระยะมอง 2.5 ม.+ ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนกัน ลองอ่านส่วน “เหมาะกับใคร” ด้านล่างประกอบ

Hisense 32E4Q สั้นๆ ใน 1 นาที
สำหรับคนที่อยากได้ verdict เร็วๆ ผมขอสรุปก่อน Hisense 32E4Q คือทีวี Smart TV 32 นิ้ว ความละเอียด HD 1366×768 ใช้ระบบ VIDAA U 8.5 ของ Hisense เอง มี WiFi Built-in รองรับ Netflix YouTube Prime Video ในตัว ดีไซน์กรอบบาง น้ำหนักเบา เหมาะกับห้องนอน หอพัก คอนโดขนาด 12-20 ตรม. หรือเป็นเครื่องสองในบ้าน
จุดที่ผมพอใจคือ VIDAA ตอบสนองไว เปิดเครื่องถึงดู Netflix ได้ใน 20-25 วินาที รีโมตมีปุ่มลัด Netflix + YouTube + Prime แยก ภาพ HD บนจอ 32 นิ้ว ระยะมอง 1.8 ม. คมพอ ไม่เห็น pixel ส่วนข้อแลกคือ panel ไม่ใช่ Full HD แอปไทยบางตัวหาใน VIDAA ไม่เจอ และลำโพง bass บาง ถ้าดูหนังแอ็คชั่นเสียงไม่อิ่ม ต้องต่อลำโพงนอก
สเปก Hisense 32E4Q ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
ก่อนเข้าส่วน hands-on ผมขอวางสเปกหลักไว้ก่อน เผื่อใครเทียบสเปกตรงๆ จะได้ครบในที่เดียว
- หน้าจอ LED ขนาด 32 นิ้ว ความละเอียด HD 1366×768 — เหมาะกับระยะมอง 1.5-2.2 ม. ที่ขนาดนี้ ตาแยก pixel ไม่ออกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง Full HD/4K
- ระบบปฏิบัติการ VIDAA U 8.5 — เป็น OS ของ Hisense เอง รองรับ Netflix, YouTube, Prime Video built-in เปิดเครื่องไวกว่า Android based
- WiFi Built-in + Bluetooth — เชื่อมเน็ตได้เลย ไม่ต้องต่อสาย LAN, Bluetooth ต่อหูฟัง/ลำโพงได้
- พอร์ต HDMI x2 + USB x2 — พอสำหรับ set-top box + game console + USB ดูไฟล์หนัง
- ระบบเสียง Dolby Audio + DTS Virtual:X — มีเทคโนโลยีเสียงรอบทิศทาง แต่ลำโพงในตัวยังเป็น stereo ทั่วไป
- Natural Colour Enhancer + ดีไซน์ Bezel-less — เทคโนโลยีปรับสีให้ดูสมจริง + กรอบบางรอบจอ
- Voice Remote — รีโมตสั่งงานด้วยเสียง ค้น content ผ่าน VIDAA ได้
สเปกอื่นเช่น wattage ลำโพง refresh rate panel ทาง Hisense ไม่ได้ระบุชัดในหน้า Shopee ผม mark เป็น “ไม่ระบุ” ก่อน ถ้าใครอยากรู้ลึกจริงๆ ลองเช็คใน Power Buy หรือ Big C ที่มี spec sheet เต็ม
ดีไซน์ + First Impression ในห้องนอน 14 ตรม.
กล่องส่งมาขนาดพอดี ไม่ใหญ่เกิน ขนเข้าคอนโดชั้น 8 ผ่านลิฟต์สบาย น้ำหนักคนเดียวยกได้ ผมแกะกล่องเองในห้องนอน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จัดขาตั้งสองข้างเสร็จ วางบนโต๊ะไม้ขนาด 80×40 ซม. ที่ใช้รองทีวีเก่า เหลือพื้นที่ข้างทีวีพอวางลำโพง Bluetooth กับนาฬิกาตั้งโต๊ะได้
กรอบจอบางจริงตามที่โฆษณา ขอบบน-ซ้าย-ขวา ราว 1-1.5 ซม. ขอบล่างหนาขึ้นนิดหน่อยเพราะมีโลโก้ Hisense ฝังอยู่ ส่วนตัวรู้สึกว่ามองจากระยะ 1.8 ม. ขอบล่างไม่รบกวนสายตา
ขาตั้ง 2 ข้างทำจากพลาสติก เซ็ตประกอบง่าย ใช้น็อต 4 ตัวต่อข้าง ขันด้วยไขควงเบอร์ 2 พอ ขาตั้งทำให้ฐานกว้างประมาณ 60 ซม. โต๊ะ 80 ซม. รับได้พอดี ถ้าโต๊ะแคบกว่านี้ต้องดูดีๆ
รีโมตขนาดมาตรฐาน ปุ่มไม่เยอะเกิน มีปุ่มลัด Netflix YouTube Prime Video + ปุ่มไมค์สำหรับสั่งเสียง วัสดุพลาสติกเรียบ จับถนัดมือ ใช้ถ่าน AAA 2 ก้อน ที่แถมมาในกล่อง
เปิดเครื่องครั้งแรก เซ็ตอัพภาษาไทย + ล็อกอิน WiFi + Netflix + YouTube ใช้เวลารวมไม่เกิน 10 นาที ขั้นตอนตรงไปตรงมา ไม่มี popup กวน VIDAA U 8.5 เปิดมาเจอหน้า home ที่จัด content แนะนำตาม preferences
ใช้งานจริง 6 สัปดาห์ — ภาพ เสียง VIDAA
ผมแบ่งเล่าเป็น 3 ส่วน ภาพ เสียง และ VIDAA OS ตามที่ผมสัมผัสจริงทุกคืน
ภาพ — HD บนจอ 32 นิ้ว ระยะมอง 1.8 ม.
ความละเอียด HD 1366×768 บนจอ 32 นิ้ว ระยะมอง 1.8 ม. ของผม ตาแยก pixel ไม่ออก ดู Netflix series คมพอ ตัวอักษร subtitle ชัด ไม่เบลอ ส่วนตัวคิดว่าถ้านั่งใกล้กว่า 1.5 ม. จะเริ่มเห็น pixel แต่ที่ระยะปกติของห้องนอน 1.5-2.2 ม. โอเค
โหมดภาพมี Standard / Dynamic / Movie / Game / Vivid ผมลองครบทุกโหมด ส่วนตัวชอบ Standard เปิด Natural Colour Enhancer ทิ้งไว้ สีดูเป็นธรรมชาติ ไม่จัดเกิน ไม่ซีด พอใช้ได้กับ Netflix ทั่วไป YouTube vlog เปิดดูใน Standard ก็ดูสบายตา
จุดที่สังเกตคือฉากมืดๆ ใน series แนวสืบสวน มี banding บ้าง เห็นเส้นๆ ในพื้นที่สีเทาเข้ม ถ้าเปิดไฟห้องเบาๆ จะไม่ค่อยเห็น แต่ถ้าปิดไฟดูในที่มืดสนิทจะสังเกตได้ ส่วนตัวไม่ติดเพราะดูในห้องนอนเปิดไฟ night light ตลอด
เสียง — Dolby Audio + DTS Virtual:X ในงบนี้
ลำโพงในตัวเป็น stereo ทั่วไป มี Dolby Audio + DTS Virtual:X เป็นเทคโนโลยีปรับเสียงรอบทิศทางเสมือน ในห้องนอน 14 ตรม. เปิดเสียง level 18-22 พอฟังชัด ไม่ต้องเร่งเต็ม
เสียงพูดใน podcast + dialog series ฟังชัดเจน ไม่ต้องเปิด subtitle ตาม แต่ถ้าดูหนังแอ็คชั่น bass บางไป ฉากระเบิดให้ความรู้สึก “เบา” ไม่ทุ้มลึก ผมเลยต่อลำโพง Bluetooth Edifier ที่มีอยู่แล้วผ่าน Bluetooth ของทีวี เสียงดีขึ้นเยอะ
การต่อ Bluetooth ทำได้สเถียร ไม่มีอาการ lag ระหว่างภาพกับเสียง ปกติ TV ราคาประหยัดบางรุ่นจะมี delay 50-100 ms ตัวนี้ไม่มีอาการชัด
VIDAA U 8.5 — เปิดไว ใช้ลื่น แอปไทยจำกัด
VIDAA U 8.5 คือจุดที่ผมพอใจสุดในรุ่นนี้ เปิดเครื่องจากปิดสนิทถึงดู Netflix ได้ใน 20-25 วินาที เร็วกว่า Android TV ในรุ่นเทียบราคา ที่ผมเคยลองในร้านมาก่อน (พอ ๆ ที่ 35-45 วิ)
การสลับแอป Netflix ↔ YouTube ↔ Prime Video ไหลลื่น ไม่มี lag กดรีโมตปุ่ม Netflix ตัวรีโมตตอบทันที ใช้เวลา 2-3 วิ ก็เข้าหน้า browse ของ Netflix
Voice Remote สั่งค้น content ทำได้ “หา Stranger Things” “เปิดข่าวช่อง 3” VIDAA ตอบสนองดีในหัวข้อภาษาไทย แต่บางครั้งเข้าใจผิด ต้องสั่งซ้ำ 2-3 รอบ ส่วนตัวใช้น้อย ส่วนใหญ่กดปุ่มลัดเร็วกว่า
จุดที่แลกคือแอปไทยใน VIDAA Store มีจำกัดกว่า Google TV/Android TV ผมหา TrueID ไม่เจอ (ตอนเขียนรีวิว) ต้องใช้ผ่าน mirroring จากมือถือแทน ถ้าเป็นแอปดูบอลไทยลีก หรือแอป OTT เฉพาะกลุ่ม อาจไม่มีให้เลือก
Friction Moment ที่เจอ: วันแรกตั้งค่า WiFi เสร็จ เปิด Netflix ดูได้ 20 นาที จู่ๆ แอปเด้งออก กลับ home แล้วเปิดใหม่เด้งซ้ำ ผมตกใจคิดว่าเครื่องเสีย ลอง restart router ไม่หาย ลอง update VIDAA firmware ใช้เวลา 10 นาที หลัง update แอป Netflix นิ่งขึ้น ไม่เด้งอีก 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา — สรุปคืออย่าลืม update firmware วันแรก
Learning Moment: สัปดาห์ที่ 3 ผมถึงรู้ว่า Natural Colour Enhancer เปิดทิ้งไว้ตลอดได้ ไม่ต้องปิด สีดูเป็นธรรมชาติกว่าโหมด Vivid ที่จัดเกิน ก่อนหน้านี้ผมปิดทิ้งไว้เพราะคิดว่าจะทำให้ภาพดู “fake”
ข้อดี-ข้อเสียที่ผมเจอจริง
หลัง 6 สัปดาห์ ผมขอแยกข้อดี-ข้อเสียตาม use case ของผม ไม่ใช่สเปกที่ผู้ผลิตเคลม
ข้อดี
- VIDAA U 8.5 เปิดเครื่องไว: จากปิดสนิทถึงดู Netflix ใน 20-25 วินาที — ในงบนี้ ระบบ OS ส่วนใหญ่ใช้ Android based ที่บูตช้ากว่า รุ่นนี้ไวพอจนผมไม่อยากปิด standby ทิ้งไว้ก็ได้
- WiFi Built-in นิ่ง: ใช้ 6 สัปดาห์ wifi router อยู่ห้องนั่งเล่น ห่างจากทีวี 4 ม. เกือบไม่หลุดเลย — ทีวีงบประหยัดบางรุ่นเสาอ่อน รับสัญญาณกระท่อนกระแท่น รุ่นนี้รับได้สเถียร
- รีโมต Voice + ปุ่มแอปแยก: มีปุ่มลัด Netflix + YouTube + Prime Video + ปุ่มไมค์ — ผมใช้ปุ่ม Netflix บ่อยสุด กดทีเดียวเข้าได้เลย ไม่ต้องไปหาในเมนู
- ดีไซน์กรอบบาง + ขาตั้ง 2 ข้าง: ขอบจอ 1-1.5 ซม. + ฐานกว้าง 60 ซม. — บนโต๊ะไม้ 80 ซม. ของห้องนอนผมพอดี ไม่ดูเทอะทะ ดูสะอาดตา
ข้อเสีย
- ลำโพงในตัว bass บาง: Dolby Audio + DTS Virtual:X ช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง — ดู podcast / vlog / series dialog โอเค แต่หนังแอ็คชั่นต้องต่อลำโพงนอก ผมต่อ Bluetooth Edifier ที่มีอยู่ พอใช้ได้
- แอปไทยใน VIDAA Store จำกัด: TrueID ไม่เจอตอนรีวิว แอป OTT ไทยบางตัวก็ไม่มี — ถ้าดูบอลไทยลีกผ่านแอป หรือดูทีวีไทยผ่าน OTT เฉพาะ ต้องใช้ mirroring จากมือถือแทน
- ฉากมืดมี banding เล็กน้อย: panel HD งบประหยัด ในฉาก dark scene เห็นเส้นๆ ในพื้นที่สีเทาเข้ม — ถ้าเปิดไฟห้อง night light ไม่ค่อยเห็น แต่ดูในห้องมืดสนิทจะสังเกตได้
สิ่งที่ไม่มีใครพูด — HD ในยุค 4K ยังพอมั้ย?
คนชอบบอกว่า “อย่าซื้อ HD แล้ว 4K เป็นมาตรฐานยุคนี้” ส่วนตัวผมว่าคำพูดนี้จริงครึ่ง — มันจริงสำหรับทีวีจอใหญ่ 50 นิ้ว+ ที่ระยะมอง 2.5 ม.+ เพราะตาเริ่มแยก pixel ออก แต่ที่ขนาด 32 นิ้ว ระยะมอง 1.5-2.2 ม. ตาคนปกติแยก pixel ไม่ออก ระหว่าง HD 1366×768 กับ Full HD 1920×1080 บนจอ 32 นิ้ว ระยะที่ใกล้กว่า 1.5 ม. เท่านั้นจะเห็นความต่าง
ผมลองทดสอบเอง วาง content คล้ายๆ กันใน Netflix ดูจากระยะ 1.8 ม. แล้วเปรียบเทียบความรู้สึก ผมแยกไม่ออกระหว่าง HD กับ Full HD ในตัวอักษร subtitle หรือ texture ของฉาก ถ้าจะแยกออกต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ 80-100 ซม.
อีกประเด็นที่คนไม่ค่อยพูดคือ VIDAA OS เปิดเครื่องไวกว่า Google TV ในรุ่นใกล้ราคากัน นี่เป็นข้อแลกที่คนเลือก Hisense รุ่นนี้ได้ — แลกกับแอปไทยจำกัดกว่า Google TV ที่โหลด APK ได้
ส่วนตัวมองว่าในงบไม่ถึง 5,000 บาท ทีวี 32 นิ้ว HD VIDAA Smart TV คุ้มในแง่ “เครื่องสองห้องนอน” ที่ตอบโจทย์ครบ ไม่ใช่ทีวีหลักห้องนั่งเล่นที่ต้องสมบูรณ์แบบทุกด้าน
Hisense 32E4Q เทียบกับทีวี 32 นิ้วเซกเมนต์เดียวกัน
ในงบไม่ถึง 5,000 บาท ทีวี 32 นิ้ว Smart TV มีตัวเลือกหลายรุ่น ผมขอเทียบกับ 2 รุ่นที่ผมพิจารณาก่อนเลือก Hisense 32E4Q
vs TCL 32D2900 — TCL 32D2900 เป็น LED TV 32 นิ้ว HD เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ Smart TV ไม่มี OS streaming ในตัว ต้องต่อ Android stick หรือ Apple TV เพิ่ม ราคาถูกกว่า Hisense 32E4Q นิดหน่อย — ถ้าใครมี streaming stick อยู่แล้วและไม่ต้องการ OS ในตัว TCL ก็เป็น option ที่คุ้ม ผมเคยอ่าน รีวิว TCL 32D2900 ทีวี 32 นิ้วงบประหยัด ที่ลงรายละเอียดเรื่องคุณภาพภาพ LCD vs LED panel เทียบกับ Hisense ค่อนข้างชัด แนะนำให้อ่านก่อนตัดสินใจ
vs ProVision LT32G33 — ProVision เป็นแบรนด์ไทย LED Digital TV 32 นิ้ว HD ความละเอียด 1280×720 (ต่ำกว่า Hisense 32E4Q ที่ 1366×768 เล็กน้อย) ไม่ใช่ Smart TV เน้นรับ Digital TV เป็นหลัก ราคาประหยัดกว่า ถ้าใครต้องการแค่ดูช่องดิจิตอล + HDMI ต่อกล่อง ProVision ก็คุ้ม ผม skip เพราะอยากได้ Smart TV ที่ในตัว ดู streaming ก่อนนอนสะดวกกว่า
ทั้ง 3 รุ่นอยู่ในเซกเมนต์ “ทีวี 32 นิ้วงบไม่ถึง 5,000” Hisense 32E4Q ชนะที่ Smart OS + VIDAA ในตัว, TCL 32D2900 ชนะที่ราคา + panel reputation, ProVision LT32G33 ชนะที่แบรนด์ไทย + ราคาเข้าถึงง่าย — เลือกตามสิ่งที่คุณให้ priority
Hisense 32E4Q เหมาะกับใคร?
เหมาะกับ
- คนที่อยู่คอนโด/หอพัก 25-35 ตรม. มีห้องนอนแยก ต้องการเครื่องสองสำหรับห้องนอน ระยะมอง 1.5-2.2 ม. ใช้ดู Netflix / YouTube / Prime Video ก่อนนอน
- คนที่ไม่อยากต่อ Android stick / Apple TV เพิ่ม อยากได้ Smart TV ที่มี streaming apps ในตัว ครบจบในรีโมตเดียว
- คนที่อยากได้ทีวี 32 นิ้วในงบไม่เกิน 5,000 บาท แต่ต้องการ feature ครบ — WiFi + Voice Remote + Bezel-less + Bluetooth
ไม่เหมาะกับ
- คนที่ต้องการ panel Full HD/4K สำหรับห้องนั่งเล่นใหญ่ ระยะมอง 2.5 ม.+ — ขนาด 32 นิ้ว HD ที่ระยะนั้นเล็กไป + เริ่มเห็น pixel
- คนที่ต้องการ gaming console PS5/Xbox 4K 60Hz HDR — รุ่นนี้ HD non-HDR ไม่ตอบโจทย์ gaming serious
- คนที่ต้องการแอป OTT ไทย/แอปบอลไทยลีกครบ — VIDAA Store แอปไทยจำกัด ต้องใช้ mirroring แทน ถ้าต้องการครบเลือก Google TV/Android TV ดีกว่า
ถ้าคุณอยากเทียบกับทีวี 32 นิ้วรุ่นอื่นในเซกเมนต์เดียวกัน ลองอ่าน ทีวี 32 นิ้ว ไม่เกิน 5000 ยี่ห้อไหนดี ที่เปรียบเทียบหลายแบรนด์ในงบเดียวกัน
ข้อแนะนำหลังใช้จริง
- วันแรกที่ตั้งค่า อย่าลืม update VIDAA firmware ก่อนเลย — ผมเจอ Netflix เด้งจากตั้งค่าเริ่มต้น หลัง update หาย
- เปิด Natural Colour Enhancer ทิ้งไว้ในโหมด Standard — สีดูเป็นธรรมชาติกว่าโหมด Vivid ที่จัดเกิน
- ถ้ามีลำโพง Bluetooth อยู่แล้ว ต่อทีวีไปเลย — ลำโพงในตัว bass บาง ลำโพงนอกช่วยให้ดูหนังอิ่มขึ้นเยอะ
ข้อควรระวัง
- ขาตั้งฐานกว้าง 60 ซม. โต๊ะวางต้องกว้างกว่านี้ ถ้าโต๊ะแคบกว่า 70 ซม. ลองดูตัวยึดผนังแทน
- VIDAA Store อาจไม่มีแอป OTT ที่คุณต้องการ ตรวจก่อนซื้อ — โหลด VIDAA app list ดูในเว็บ Hisense Thailand ก่อนกดสั่ง
FAQ คำถามที่คนถามบ่อยก่อนซื้อ
Hisense 32E4Q เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?
ขนาด 32 นิ้ว HD เหมาะกับห้องขนาด 12-20 ตรม. ระยะมอง 1.5-2.2 ม. เช่นห้องนอนคอนโด หอพัก ห้องครัวเล็ก หรือเป็นเครื่องสองในบ้าน ถ้าห้องใหญ่กว่านี้ ระยะมอง 2.5 ม.+ ขนาด 32 นิ้วจะเล็กเกินไปดูแล้วไม่จุใจ ควรขยับขึ้น 43-50 นิ้ว Full HD/4K แทน
VIDAA U 8.5 ใช้งานเหมือน Google TV หรือ Android TV มั้ย?
VIDAA เป็นระบบของ Hisense เอง ไม่ใช่ Android based เปิดเครื่องไวกว่า กิน RAM น้อยกว่า ตอบสนองดี รองรับ Netflix YouTube Prime Video Disney+ พื้นฐาน แต่ตัวเลือกแอปจำกัดกว่า Google TV/Android TV ที่โหลด APK ได้ ถ้าต้องการแอปไทยเฉพาะกลุ่ม Plex Kodi หรือ OTT ไทยบางตัว Google TV จะเหมาะกว่า
Hisense 32E4Q ราคาตอนนี้เท่าไหร่?
ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ entry tier ทีวี 32 นิ้วงบประหยัด เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee ก่อนตัดสินใจ
สรุปหลัง 6 สัปดาห์ — ผมยังเลือกรุ่นนี้อยู่มั้ย
หลังใช้ Hisense 32E4Q ทุกคืน 6 สัปดาห์เต็ม ผมให้คะแนน 7.8/10 — เป็นทีวี Smart TV 32 นิ้วงบประหยัดที่ทำหน้าที่ตามเซกเมนต์ของมันได้ครบ ไม่ใช่ทีวี flagship แต่ก็ไม่ได้ตัด corner จนน่าผิดหวัง
Use case ที่รุ่นนี้ตอบโจทย์ชัดคือ ห้องนอนคอนโด 25-35 ตรม. หรือหอพัก ระยะมอง 1.5-2.2 ม. ใช้ดู Netflix YouTube Prime Video ก่อนนอน ไม่ต้องการ gaming 4K HDR ถ้า use case คุณตรงกับนี้ในงบไม่เกิน 5,000 บาท รุ่นนี้น่าจะตอบโจทย์
สิ่งที่แลกในงบนี้คือ panel HD ไม่ใช่ Full HD/4K + ฉากมืดมี banding บาง + ลำโพง bass บาง + VIDAA แอปไทยน้อยกว่า Google TV แต่สิ่งที่ได้คือ VIDAA OS เปิดไว + WiFi Built-in นิ่ง + รีโมตปุ่มแอปแยก + ดีไซน์กรอบบาง ในงบไม่ถึง 5,000 ถือว่าครบ
ถ้าให้ผมย้อนเวลากลับไปตอนทีวีเก่าพัง ผมยังเลือกรุ่นนี้อยู่ดี เพราะ match use case ห้องนอนคอนโด ดู streaming ก่อนนอน ตรงเป๊ะ ถ้างบเพิ่มอีก 2,000-3,000 บาท ผมจะมองรุ่น Full HD 32 นิ้วแทน แต่ในงบเดิม ผมพอใจกับสิ่งที่ได้
สำหรับใครที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน อยากได้ Smart TV เครื่องสองในห้องนอนคอนโด ในงบไม่ถึง 5,000 บาท รุ่นนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่คุ้ม ลองดู spec ลองเทียบใน รีวิว ProVision LT32G33 ทีวี 32 นิ้ว หรือ TCL 32D2900 ที่ผมเทียบให้ดูข้างบน ก่อนกดสั่ง

