Home รีวิว Haier HSHM-US101 เครื่องทำความชื้นอัลตราโซนิก 3.5 ลิตรในคอนโด

รีวิว Haier HSHM-US101 เครื่องทำความชื้นอัลตราโซนิก 3.5 ลิตรในคอนโด

by admin
A+A-
Reset

เลือก Haier HSHM-US101 มาแก้อากาศแห้งในคอนโด — เล่าให้ฟังครบ

อากาศในห้องคอนโดผมแห้งมากตอนเปิดแอร์ทั้งคืน คอแห้ง จมูกเริ่มแสบทุกเช้า ตื่นมาก็เจอผิวรอบตาแห้งเป็นขุย ที่หนักกว่านั้นคือต้องลุกไปดื่มน้ำกลางดึก 2-3 รอบ จนเริ่มรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กแล้ว ผมเลยตัดสินใจหาเครื่องทำความชื้นมาแก้ปัญหานี้จริงจัง

ผมเป็นพนักงานออฟฟิศอายุ 30 ต้น อยู่คอนโด 30 ตรม. คนเดียว เปิดแอร์ทั้งคืนเกือบทุกวัน ห้องนอนรวมกับห้องนั่งเล่นพื้นที่ใช้สอยประมาณ 14 ตรม. วางเตียงชิดกำแพง โต๊ะเตี้ยข้างเตียงเป็นจุดเดียวที่จะวางเครื่องทำความชื้นได้ เลยต้องการรุ่นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก น้ำเก็บได้พอข้ามคืน เสียงเงียบ

ที่เลือก Haier HSHM-US101 เพราะถังน้ำ 3.5 ลิตรอยู่ในจุดที่กำลังพอดี — ไม่เล็กเกินไปจนต้องเติมน้ำกลางดึก ไม่ใหญ่เกินไปจนเปลืองพื้นที่ ระบบอัลตราโซนิก nano-mist ไม่ทำให้โต๊ะเปียกตามที่หลายรีวิวบอก และที่สำคัญคือมีช่อง aroma แยกจากถังน้ำหลัก ซึ่งผมเห็นว่าเป็นจุดที่หลายรุ่นถูกกว่าไม่มี

ผมใช้รุ่นนี้มา 7 สัปดาห์ เปิดทุกคืนตั้งแต่ก่อนนอนถึงเช้า บางวันเปิดยาวต่อช่วงเย็นด้วย เฉลี่ยใช้งานประมาณ 9-10 ชม./วัน ในช่วงที่อากาศแห้งสุด (เดือน เม.ย.-พ.ค.) จนถึงตอนนี้ที่ฝนเริ่มมา

ในบทความนี้ผมจะเล่าทั้งจุดที่ชอบและจุดที่ไม่ถูกใจ รวมถึงสถานการณ์ที่รุ่นนี้คุ้มกับคน และคนแบบไหนที่ผมไม่แนะนำให้ซื้อ ทุกข้อมูลมาจากการใช้งานในห้อง 14 ตรม. ของผมเอง ไม่ได้คัดลอกจากสเปก marketing ของแบรนด์

Haier HSHM-US101 เครื่องทำความชื้นในคอนโด

Haier HSHM-US101 ตอบอะไรได้บ้าง? (สรุปสั้น)

ถ้ามีเวลาน้อย อ่านแค่บล็อกนี้พอครับ Haier HSHM-US101 เป็นเครื่องทำความชื้นระบบอัลตราโซนิกความจุ 3.5 ลิตร พ่นไอน้ำเย็นแบบ nano-mist สูงสุด 280 มล./ชม. ปรับระดับได้ 3 ระดับด้วย touch control มีฟิลเตอร์ดักฝุ่นในตัว และมีช่อง aroma แยกสำหรับใส่น้ำมันหอม

เหมาะกับห้องนอนคอนโดขนาด 12-20 ตรม. เปิดทั้งคืนได้ ระดับ 1 ใช้นาน 10 ชม.+ ระดับ 3 หมดเร็วราว 7-8 ชม. ราคาอยู่ในเซกเมนต์ entry-mid ของหมวดเครื่องทำความชื้นในไทย

สเปก Haier HSHM-US101 และจุดที่ผมว่าออกแบบมาฉลาด

ก่อนเล่าประสบการณ์ใช้ ขอลงสเปกหลักให้ดูครบก่อน ตัวเครื่องใช้เทคโนโลยีอัลตราโซนิก nano-mist ซึ่งไม่ได้ต้มน้ำให้ร้อน แต่ใช้คลื่นความถี่สูงสั่นน้ำให้แตกตัวเป็นละอองเล็กระดับนาโน ผลคือไอน้ำที่ออกมาเป็นไอเย็น ไม่ร้อน ปลอดภัยกับมือ และไม่ทำให้พื้นผิวรอบเครื่องเปียกแบบเครื่องพ่นไอน้ำร้อน

สเปกที่ผมว่าควรรู้ก่อนซื้อ:

  • ความจุถังน้ำ 3.5 ลิตร — พอใช้ทั้งคืนถ้าเปิดระดับ 1-2 ในห้องไม่เกิน 18 ตรม.
  • อัตราพ่นไอน้ำสูงสุด 280 มล./ชม. — เห็นความชื้นในห้องเพิ่มได้ใน 15-20 นาทีหลังเปิด
  • ปรับ 3 ระดับด้วย touch control — แตะที่ฝาด้านบน ไม่ต้องกดปุ่ม
  • Auto shut-off เมื่อน้ำหมด — ตัดไฟอัตโนมัติ ป้องกัน dry burn
  • ฟิลเตอร์ดักฝุ่นในตัว — ช่วยกรองฝุ่นไม่ให้ปนกับไอน้ำที่พ่นออกมา
  • ช่อง aroma แยก — ใส่น้ำมันหอมระเหยลงในช่องนี้ ไม่ใช่ในถังน้ำหลัก

จุดที่ผมว่าออกแบบฉลาดที่สุดคือช่อง aroma แยก ผมเคยใช้เครื่องทำความชื้นรุ่นถูกที่ต้องหยดน้ำมันหอมลงถังน้ำหลักโดยตรง สุดท้ายล้างถังไม่ออก กลิ่นค้างนานเป็นเดือน รุ่นนี้แยกออกชัด ถ้าวันไหนไม่อยากให้มีกลิ่น ก็แค่ไม่ใส่ aroma ในช่องนั้น ไอน้ำที่ออกมาจะไม่มีกลิ่นเลย

ดีไซน์และ First Impression ตอนแกะกล่อง

ตัวเครื่องสีขาวล้วน ทรงกระบอกสูงประมาณเท่ากระติกน้ำสูง วางบนตู้เตี้ยข้างเตียงพอดี ไม่เกะกะ ฐานทำเป็นรอยลวดลายเบาๆ ดูเรียบ ไม่มี logo ใหญ่ๆ ตามตัว มีแค่ Haier เล็กๆ ที่ฐาน

ด้านบนเป็นฝาเปิดสำหรับเติมน้ำ ฝาถอดออกง่ายด้วยมือเดียว ไม่มีกลไกล็อกซับซ้อน เปิดมาเห็นถังน้ำใสๆ ที่บอกระดับน้ำได้ชัด ขีดบอกระดับ MAX ขีดเด่นพอจะมองเห็นในแสงไฟห้องนอนแบบมัวๆ ตอนกลางคืน

ปุ่ม touch อยู่ที่หน้าตู้ตรงกลาง วงกลมเรืองแสง ไฟไม่จ้า ตอนปิดไฟห้องนอนมองเห็นพอจะรู้ว่าเปิดอยู่ระดับไหน แต่ไม่รบกวนการนอน ไฟ indicator มี 3 ดวงเล็กบอกระดับ 1-2-3

ในคอนโดผมพื้นที่จำกัด เครื่องทำความชื้นที่ใหญ่กว่านี้คงไม่มีที่วาง ส่วนตัวผมว่าขนาดทรงสูงแบบนี้ดีกว่าทรงเตี้ยกว้าง เพราะวางมุมห้องได้ ไม่กินพื้นที่ผิวโต๊ะ

ใช้งานจริง 7 สัปดาห์ในคอนโด 30 ตรม.

สัปดาห์แรกผมเจอ moment ที่งงเลย — ตอนแกะมาใช้ ผมหยดน้ำมัน lavender ลงในถังน้ำหลักเลย เพราะเข้าใจว่ามันคือ aroma diffuser ในตัว เปิดเครื่องไป 2 คืน ตอนเช้าได้กลิ่นน้ำมันชัด แต่พอวันที่ 3 กลิ่นเริ่มค้าง น้ำเปลี่ยนสีเล็กน้อย ผมเลยต้องล้างถังใหม่ทั้งหมด ค้นคู่มืออ่านแล้วถึงเข้าใจว่าต้องใส่ aroma ในช่องเล็กแยกด้านข้าง ไม่ใช่ในถังน้ำหลัก

หลังจากนั้นใช้ราบรื่นมาก ผมเปิดทุกคืนก่อนนอน ตั้งระดับ 1 (ระดับต่ำสุด) ก็พอสำหรับห้อง 14 ตรม. ที่บ้านผม ไอน้ำพ่นเบาๆ แต่ความชื้นในห้องค่อยๆ ขึ้น ใช้ hygrometer วัดได้ราว 45-55% หลังเปิด 2 ชม. (จาก 30-35% ตอนยังไม่เปิด)

ระดับ 1 ใช้ได้ราว 10 ชม. — เปิด 4 ทุ่ม ตื่น 7 โมงเช้าน้ำยังเหลือเล็กน้อย ระดับ 2 ใช้ได้ราว 8-9 ชม. ระดับ 3 หมดเร็วประมาณ 7-8 ชม. ผมพบว่าระดับ 3 พ่นไอเยอะเกินไปสำหรับห้องผม น้ำหมดเร็วและบางทีรู้สึกว่าหายใจชื้นเกินไป ระดับ 1 พอเพียงในห้องคอนโดของผมจริงๆ

เสียงเครื่องเงียบมาก ผมต้องเอียงหูเข้าไปใกล้ๆ ถึงจะได้ยินเสียงน้ำสั่น ตอนนอนไม่รบกวนเลย เทียบกับพัดลม USB ที่เคยใช้คู่กันเสียงดังกว่าหลายเท่า ใครนอนหลับยากกับเสียงพัดลม ผมว่ารุ่นนี้ผ่าน

เรื่องที่ผมเรียนรู้หลังใช้ 2-3 สัปดาห์: ตำแหน่งวางเครื่องสำคัญมาก ตอนแรกผมวางชิดผนัง พอใช้ไป 2 อาทิตย์ผนังเริ่มชื้นเป็นวงเล็กๆ พอย้ายมาวางห่างผนังประมาณ 30 ซม. ผนังกลับมาแห้งปกติ ไอน้ำเย็น nano ไม่เปียกโต๊ะตามที่ Haier บอกถูกครับ แต่ไม่ได้แปลว่าไอน้ำหายไปในอากาศทันที — มันยังลอยไปติดผนังถ้าวางใกล้เกินไป

การเติมน้ำง่ายมาก เปิดฝาด้านบน เทน้ำลงไป ไม่มีกลไกซับซ้อน ผมใช้น้ำกรองจากเครื่องกรองที่บ้าน ไม่ใช้น้ำประปาตรงๆ เพราะกลัวคราบแคลเซียมเกาะหัวสเปรย์ Haier บอกว่าใช้น้ำกลั่นได้ดีที่สุด ผมยังไม่ขนาดนั้น น้ำกรองธรรมดาก็ใช้ได้

ข้อดี + ข้อเสีย หลังใช้ทุกคืน

ขอแยกเป็น 2 ฝั่งให้ชัดเจน หลังใช้จริง 7 สัปดาห์ ทุกข้อมีบริบทใช้งานในห้อง 14 ตรม. ของผมเอง:

ข้อดี:

  • ระบบอัลตราโซนิก nano-mist ไอเย็นไม่ร้อน — ผมเคยใช้เครื่องพ่นไอน้ำร้อนเก่า น้ำเดือดในเครื่อง ต้องระวังเด็กไม่ให้เข้าใกล้ รุ่นนี้ปลอดภัยกว่า เด็กที่บ้านมาเยี่ยมจับได้ไม่ร้อน
  • ช่อง aroma แยกจากถังน้ำ — เปลี่ยน/หยุดใช้กลิ่นได้โดยไม่ต้องล้างถังน้ำใหม่ทุกครั้ง ในคอนโดผม วันไหนเหนื่อยอยากนอนไม่มีกลิ่น ก็แค่ไม่หยดน้ำมันในช่อง aroma — ไอน้ำที่ออกมาจะไม่มีกลิ่นเลย
  • Touch control ที่ฝาด้านบน — แตะแล้วเปลี่ยนระดับได้ ไม่ต้องโน้มตัวไปกดปุ่มข้างเครื่อง ในห้องนอนที่ไฟปิดแล้ว แตะหาปุ่มง่ายกว่าหาปุ่มกด
  • Auto shut-off เมื่อน้ำหมด — ผมเคยลืมเติมน้ำตอนเช้า กลับมาเย็นเครื่องตัดเรียบร้อย ไม่เสีย ในคอนโดที่อยู่คนเดียว ฟีเจอร์นี้ช่วยเรื่องความสบายใจมาก
  • เสียงเงียบจริง — ระดับ 1-2 แทบไม่ได้ยินอะไร ระดับ 3 ได้ยินเสียงน้ำสั่นเบาๆ แต่ยังเงียบกว่าพัดลม คนนอนไวเสียงน่าจะรับได้

ข้อเสีย:

  • ไม่มี timer ละเอียด — ตั้งปิดอัตโนมัติแบบ 4-8 ชม. ไม่ได้ ต้องปล่อยให้น้ำหมดเอง หรือกดปิดเอง ถ้าอยากเปิดแค่ก่อนนอน 2 ชม. ต้องตื่นมาปิดเอง
  • ไม่มี hygrometer ในตัว — เครื่องไม่รู้ว่าห้องชื้นถึงระดับไหนแล้ว ผมต้องซื้อ hygrometer แยกมาวางคู่ ถึงจะรู้ว่าควรลดระดับเมื่อไหร่
  • ฟิลเตอร์ดักฝุ่นไม่มีไส้เปลี่ยนแยกขาย — ตอนนี้ในไทยหาไส้ฟิลเตอร์ทดแทนยาก ต้องล้างเองทุก 2-3 สัปดาห์

Haier HSHM-US101 เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่กันแน่?

ตรงนี้เป็นจุดที่ผมอยากเตือนก่อนซื้อ Haier มาจากต่างประเทศบอกว่ารุ่นนี้ใช้ได้ในห้องถึง 150 ตรม. ส่วนตัวผมว่าตัวเลขนั้นมาจากเงื่อนไขแบบบ้านโปร่ง อากาศไหลเวียนดี ในไทยที่คอนโดส่วนใหญ่ปิดทึบ เปิดแอร์ทั้งคืน ตัวเลขจริงน่าจะน้อยกว่ามาก

จากที่ผมใช้จริงในห้อง 14 ตรม. ระดับ 1 ก็พอ ไม่ต้องเร่งระดับ 3 ผมประมาณว่ารุ่นนี้เหมาะกับห้องประมาณ 12-20 ตรม. ที่ปิดแอร์ ถ้าห้องใหญ่กว่า 25 ตรม. คงต้องเร่งระดับ 3 ตลอด น้ำหมดเร็ว และความชื้นอาจจะกระจายไม่ทั่ว

ตัวเลข 3.5 ลิตรฟังดูเยอะ แต่ใช้จริงระดับ 3 หมดใน 7-8 ชม. ไม่ใช่ทั้งคืนแบบที่ผมคิดตอนแรก ถ้าคุณนอน 9-10 ชม. ระดับ 3 จะมีช่วงท้ายที่เครื่องตัดไปแล้ว — ตื่นเช้ามาเจอห้องเริ่มแห้งอีกรอบ

เทียบกับเครื่องทำความชื้นรุ่นถูกในตลาด

ในเซกเมนต์เดียวกัน คู่แข่งหลักของ HSHM-US101 คือเครื่องทำความชื้นรุ่นถังเล็กกว่า 1.5-2.5 ลิตรของแบรนด์จีนที่ขายใน Shopee/Lazada และเครื่องทำความชื้นแบบมี hygrometer ในตัวที่ราคาแพงกว่า

เทียบกับรุ่น 2 ลิตรของแบรนด์ทั่วไป รุ่นนี้ได้เปรียบเรื่องความจุน้ำ — 3.5 ลิตรไม่ต้องเติมน้ำทุกคืน อีกจุดคือช่อง aroma แยก ซึ่งรุ่นถูกๆ ส่วนใหญ่ไม่มี ต้องหยดน้ำมันลงถังตรงๆ ส่วนเรื่องเสียง ผมว่ารุ่นนี้เงียบกว่ารุ่นถูกที่เคยใช้ชัดเจน

ที่รุ่นนี้แพ้คือไม่มี hygrometer ในตัวและไม่มี timer ละเอียด ถ้างบเพิ่มอีกหลักพันบาท จะได้รุ่นที่ตั้งค่าความชื้นเป้าหมายแล้วเครื่องทำงานเอง รุ่นนี้ต้องอ่านความชื้นเองและปรับระดับเอง สำหรับคนที่ไม่อยาก micro-manage อาจไม่ตอบโจทย์

ถ้าคุณอยากเริ่มจากเครื่องฟอกอากาศก่อน แล้วค่อยมาเพิ่มเครื่องทำความชื้น แนะนำให้อ่าน รีวิวแนะนำเครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี ประกอบเพื่อให้เห็นภาพรวมว่าควรซื้อตัวไหนก่อน เพราะหลายคนใช้คู่กัน

เหมาะกับใคร + ข้อแนะนำก่อนซื้อ

เหมาะกับ:

  • คนที่อยู่คอนโด 25-35 ตรม. ห้องนอน 12-18 ตรม. เปิดแอร์ทั้งคืน — รุ่นนี้ตอบโจทย์พอดี
  • คนที่ตื่นมาเจอคอแห้ง จมูกแสบจากแอร์ — ระดับ 1 ใช้ทั้งคืนเห็นความต่างชัด
  • คนที่อยากใช้ aroma สำหรับการนอน — ช่อง aroma แยกใส่ง่ายไม่ปน
  • ครอบครัวเล็ก 1-2 คน ในห้องนอนเดียวกัน — 3.5 ลิตรพอข้ามคืน

ไม่เหมาะกับ:

  • คนที่ต้องการใช้ห้องนั่งเล่นใหญ่ 25 ตรม.+ — ระดับ 3 ตลอดน้ำหมดเร็ว ไม่ทั่ว
  • คนที่ต้องการ smart control ผ่านมือถือ — รุ่นนี้ไม่มี WiFi/App
  • คนที่ต้องการ hygrometer ในตัว + auto control — รุ่นนี้ต้องปรับเอง

ข้อแนะนำ:

วางห่างผนังประมาณ 30 ซม. เป็นอย่างน้อย ผนังจะไม่ชื้นเป็นจุด ใช้น้ำกรองหรือน้ำกลั่นถ้าเป็นไปได้ ลดคราบแคลเซียมและยืดอายุหัวสเปรย์ ล้างถังน้ำและฟิลเตอร์ดักฝุ่นทุก 2-3 สัปดาห์ ป้องกันเชื้อราในถัง ส่วน aroma หยดในช่องแยกเท่านั้น ห้ามหยดในถังน้ำหลักเด็ดขาด

ถ้าใครอยากดูรุ่นอื่นของ Haier ก่อนตัดสินใจ ลองอ่าน รีวิว Haier เครื่องซักผ้า 2 ถัง HWM-T75PF เพื่อดูแนวทางคุณภาพและบริการของแบรนด์ในตลาดไทยประกอบ

FAQ คำถามที่คนถามบ่อย

Q: Haier HSHM-US101 ใช้น้ำประปาได้มั้ย?

A: ใช้ได้ แต่ผู้ผลิตแนะนำน้ำกลั่นหรือน้ำกรองเพื่อลดคราบแคลเซียมในเครื่อง ส่วนตัวผมใช้น้ำกรองจากเครื่องกรองที่บ้าน 7 สัปดาห์แล้วยังไม่เจอปัญหา

Q: Haier HSHM-US101 เปิดทั้งคืนได้มั้ย กินไฟเยอะมั้ย?

A: เปิดได้ทั้งคืน มี auto shut-off เมื่อน้ำหมด กินไฟต่ำมากเพราะเป็นระบบอัลตราโซนิก ไม่ใช่ระบบต้มน้ำ ค่าไฟต่อเดือนแทบไม่ขึ้นจากเดิม

Q: Haier HSHM-US101 ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

A: ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ entry-mid ของเครื่องทำความชื้นในไทย เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุปและคะแนนหลังใช้จริง

คะแนนรวมของผม 7.8/10 หลังใช้ 7 สัปดาห์ในห้อง 14 ตรม. คะแนนนี้สะท้อนว่ารุ่นนี้ทำงานได้ดีในสภาพห้องคอนโดของผมเอง — ไม่ใช่ flagship แต่ตอบโจทย์ใช้งานพื้นฐานครบ

Use case ที่รุ่นนี้ผมว่าคุ้มสุดคือคอนโด 25-35 ตรม. ที่เปิดแอร์ทั้งคืน ห้องนอน 12-18 ตรม. คนนอน 1-2 คน อยากแก้ปัญหาคอแห้ง จมูกแห้งจากแอร์ — รุ่นนี้แก้ได้แบบ noticeable ภายในคืนแรกๆ และไม่ต้องเติมน้ำกลางดึก ถ้าเป็นห้องที่ใหญ่กว่านี้หรือต้องการ smart features คงเลือกตัวอื่น

สิ่งที่แลกในงบนี้คือไม่มี hygrometer ในตัว ไม่มี timer ละเอียด ไม่มี WiFi/App ผมว่าถ้าใช้เป็นเครื่องแรกในชีวิต รุ่นนี้พอ ถ้าผ่านการใช้แล้วอยากอัปเกรด ค่อยขยับไปรุ่นที่มี auto humidity control

ถ้าให้ผมย้อนกลับไปวันแรกที่ตัดสินใจ ผมยังเลือก Haier HSHM-US101 อยู่ — เพราะใน use case ของผม (คอนโด + ห้องนอนเดี่ยว + เปิดทั้งคืน) มันทำงานได้ครบโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มกับฟีเจอร์ที่ใช้ไม่ถึง ส่วนช่อง aroma แยกที่ผมเคยมองว่าเล็กน้อย ใช้ไป 7 สัปดาห์ถึงเข้าใจว่ามันคือจุดที่ทำให้รุ่นนี้ต่างจากของถูก

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจอยู่ในเซกเมนต์เดียวกันนี้ ผมว่ารุ่นนี้คุ้มกับคนที่ใช้ในคอนโดและไม่ต้องการ smart control ดูราคาในช่วงโปรโมชันได้ที่ปุ่มด้านล่าง