Home รีวิว Deerma F628S เครื่องทำความชื้น 5 ลิตร ใช้จริงในคอนโด 6 สัปดาห์

รีวิว Deerma F628S เครื่องทำความชื้น 5 ลิตร ใช้จริงในคอนโด 6 สัปดาห์

by admin
A+A-
Reset

เปิดแอร์ทั้งคืนแล้วคออักเสบ ผมเลยลอง Deerma F628S

เปิดแอร์ทั้งคืนเสร็จตื่นมาเสียงแหบ คออักเสบติดกันเป็นสัปดาห์ ส่วนตัวผมไม่เคยคิดเลยว่าปัญหาคืออากาศในคอนโดแห้งเกินไป จนคุยกับคนที่บ้านแล้วลองวัดความชื้นด้วย hygrometer ติดผนัง ตัวเลขเด้งอยู่ 35-40% ในห้องนอน ซึ่งต่ำกว่าที่ผิวคนเริ่มสบายเยอะ พอเข้าใจที่มาแล้ว ก็มาถึงคำถามว่าจะแก้ยังไง

ผมเป็นพนักงานออฟฟิศวัย 30 ต้น อยู่คอนโด 30 ตร.ม. ห้องนอนแยก 14 ตร.ม. เปิดแอร์ทุกคืน ตอนแรกคิดจะซื้อเครื่องทำความชื้นรุ่นเล็กที่วางหัวเตียงได้เลย แต่ลองคำนวณแล้วแท้งก์ 1-2 ลิตรไม่พอข้ามคืน เปิดแอร์ 8 ชม. น้ำหมดตั้งแต่ตี 3 จุดนี้เลยตัดสินใจขยับขึ้นมารุ่น 5 ลิตร แล้ว Deerma F628S ก็มาเข้าตา

เหตุผลหลักที่เลือกตัวนี้ ไม่ใช่เพราะแบรนด์ดัง แต่เพราะ 2 อย่าง คือ ความจุ 5 ลิตรเปิดได้ข้ามคืนสบาย กับมีหน้าจอ digital แสดงอุณหภูมิและความชื้นในห้องด้วย ผมว่าจุดหลังนี่สำคัญ — ถ้าไม่เห็นตัวเลข ก็ไม่รู้ว่าควรเปิดแรงแค่ไหน หรือควรปิดเมื่อไหร่ บวกกับโหมด auto humidity ที่จะหยุดพ่นไอน้ำเมื่อความชื้นถึงระดับที่ตั้งไว้ ในงบไม่เกินสองพัน ผมว่ารวมๆ คุ้ม

ใช้มาประมาณ 6 สัปดาห์ ทดลองทั้งโหมดอัตโนมัติ ทั้งโหมด manual 3 ระดับ เปิดทั้งคืนติดต่อกัน บางวันเปิดต่อตอนกลางวันด้วยตอนทำงานที่บ้าน เลยพอเก็บข้อมูลได้พอสมควร

บทความนี้ผมเล่าทั้งดีและเสียที่เจอจริง ไม่กลบจุดที่ใช้แล้วรู้สึกหงุดหงิด เผื่อใครกำลังตัดสินใจอยู่จะได้เห็นภาพรวมก่อน

Deerma F628S เครื่องทำความชื้น 5 ลิตร คอนโด

Quick Answer สั้นๆ ก่อนเลย

ถ้าคุณไม่อยากอ่านยาว ขอสรุปให้ก่อน Deerma F628S เป็นเครื่องทำความชื้นแบบ ultrasonic ความจุ 5 ลิตร เหมาะกับห้องขนาด 14-25 ตร.ม. ที่เปิดแอร์เป็นประจำ จุดเด่นคือแท้งก์ใหญ่เปิดข้ามคืนได้ มีหน้าจอแสดงความชื้น และโหมด auto ที่ทำงานเองโดยไม่ต้องมานั่งปรับ ส่วนข้อจำกัดคือไม่เหมาะกับห้องใหญ่เกิน 30 ตร.ม. และเสียงตอน level 3 ดังกว่าที่คิดนิดหน่อย

คะแนนรวมจากผม 8.2/10 ในเซกเมนต์เครื่องทำความชื้นเริ่มต้น

สเปก Deerma F628S ที่ผมเช็คก่อนกด

ก่อนตัดสินใจซื้อ ผมเช็คสเปกหลักๆ ทั้งจาก listing ใน Shopee และเว็บผู้ผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับ use case ห้องนอนคอนโด ตารางสรุปสเปกได้แบบนี้

  • ความจุน้ำ 5 ลิตร: เปิดในห้อง 14 ตร.ม. ที่ระดับ 1-2 อยู่ได้ประมาณ 14-16 ชม. — ในคอนโดผม เติมน้ำวันละครั้งช่วงเช้าก็พอ ไม่ต้องลุกมาเติมตอนกลางคืน
  • กำลังไฟ 25W: เปิดทั้งคืน 8 ชม. คิดเป็นไฟราว 0.2 หน่วย/คืน ค่าไฟส่วนนี้แทบไม่กระทบบิลรายเดือน เทียบกับแอร์ที่กินมากกว่าหลายสิบเท่า
  • ปริมาณไอน้ำ 300 มล./ชม.: ตัวเลขนี้บอกความสามารถพ่นไอน้ำสูงสุด เพียงพอสำหรับห้อง 14-25 ตร.ม. — ห้องใหญ่กว่านี้ความชื้นจะกระจายไม่ทัน
  • เสียงไม่เกิน 30 dB: ระดับ 1-2 ผมเปิดข้างเตียงแล้วไม่รบกวนเลย ระดับ 3 ดังขึ้นชัด แต่ก็ยังเงียบกว่าพัดลมตั้งโต๊ะทั่วไป
  • หน้าจอ digital + sensor วัดความชื้น: โชว์อุณหภูมิและความชื้นในห้องตลอดเวลา — ผมว่าจุดนี้คุ้มค่ามาก เพราะรู้ทันทีว่าควรปรับระดับไหน
  • โหมด auto humidity: ตั้งเป้าความชื้นได้ 45-90% เครื่องจะหยุดพ่นเองเมื่อถึงเป้า
  • ครอบคลุม 25-30 ตร.ม. (ตามผู้ผลิต): จากที่ผมใช้จริง ห้อง 14 ตร.ม. ทำงานได้ดีมาก ส่วนห้องนั่งเล่นที่ต่อกัน 16 ตร.ม. ความชื้นกระจายช้ากว่า

เรื่อง AI overview ที่หลายคนถาม Google ตอนนี้ ก็ยืนยันสเปกประมาณนี้ คือ ultrasonic, 5L, ครอบคลุมห้องขนาดกลาง ความเงียบเป็นจุดเด่น พร้อมหน้าจอแสดงผลที่ทำให้คุมง่าย

ดีไซน์ + first impression เปิดกล่อง

กล่องที่มาส่งเป็นกล่องน้ำตาลเรียบ ขนาดประมาณ 19×19×35 ซม. แกะมาเจอเครื่องห่อ foam ดี ไม่มีรอยขนส่ง

ตัวเครื่องทรงสูง สีขาว วัสดุพลาสติก ABS ผิวด้านไม่มัน ทำให้ดูสะอาดและไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย ด้านบนมีหัวพ่นไอน้ำที่หมุนได้ 360 องศา ปรับทิศทางได้ตามต้องการ ปุ่มควบคุมเป็น touch screen อยู่ด้านหน้าตัวเครื่อง

ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือดีไซน์แท้งก์น้ำใส มองเห็นระดับน้ำได้จากด้านนอก ไม่ต้องเปิดฝาตรวจ ในห้องนอนตอนกลางคืน ผมแค่หันมามองก็รู้ว่าน้ำยังเหลือเยอะ ไม่ต้องลุก

ขนาดตัวเครื่อง 18.7×20×29.5 ซม. น้ำหนัก 1.2 kg เปล่าๆ พอเติมน้ำเต็มหนักประมาณ 6 kg วางบนโต๊ะข้างเตียงได้สบาย ไม่กินที่ ผมไว้บนโต๊ะตู้เซฟข้างเตียง สูงเสมอกับหมอน ไอน้ำพ่นออกมาเหนือหัวพอดี

หน้าจอแสดงผล LED สีฟ้าอ่อนๆ กลางคืนสว่างพอประมาณ ไม่รบกวนการนอน แต่ถ้าใครรู้สึกว่ายังสว่างไป กดปุ่ม timing ค้าง 3 วินาทีจะปิดจอได้ จุดนี้ดี

ใช้จริง 6 สัปดาห์ในคอนโด 14 ตร.ม.

มาถึงส่วนสำคัญ ใช้จริงเป็นยังไง

วันแรกเติมน้ำเลื่อยมือนิดหน่อย ตัวฐานหนักกว่าที่คิด ต้องยกตัวแท้งก์บนออกแล้วเติมน้ำกลับด้าน คล้ายๆ กับการเติมน้ำตู้กรองในออฟฟิศ พอเติมเสร็จยกกลับวางบนฐาน ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที สัปดาห์แรกเลยรู้สึกขี้เกียจ แต่หลังจากนั้นชินแล้ว เป็น routine ตอนเช้าก่อนไปทำงาน

โหมดที่ผมใช้บ่อยสุดคือ auto humidity ตั้งเป้า 55% เครื่องจะพ่นไอน้ำจนความชื้นถึง 55% แล้วหยุด เมื่อตกลงต่ำกว่านี้ก็พ่นต่อ — ส่วนตัวว่าโหมดนี้ดีกว่าเปิด level 3 ตลอด เพราะถ้าพ่นไม่หยุด ความชื้นจะขึ้นไป 70%+ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แล้วเริ่มอบ

หลังใช้ 2 สัปดาห์ถึงเข้าใจตรงนี้เอง ตอนแรกผมก็เปิด level 3 รัวๆ ตลอดคืน คิดว่ายิ่งพ่นเยอะยิ่งดี ปรากฏว่าตื่นมาเหงื่อออก ห้องชื้นจนผ้าปูเตียงรู้สึกหมาดๆ พอลองเปลี่ยนเป็น auto 55% ปัญหาหายไปเลย

ส่วนเรื่องเสียง ระดับ 1 แทบไม่ได้ยิน ระดับ 2 มีเสียงน้ำเดือดเบาๆ คล้าย white noise ผมชอบ ระดับ 3 ดังขึ้นชัด ได้ยินเสียง pump ทำงาน ถ้านอนหลับยากอาจรำคาญ ผมเลยใช้ระดับ 1-2 เป็นหลัก เปิดระดับ 3 เฉพาะตอนเข้าห้องใหม่ๆ ที่ความชื้นยังต่ำเกินไป

เรื่องอุณหภูมิและความชื้นในจอ ผมเช็คเทียบกับ hygrometer ติดผนังแยกต่างหาก ตัวเลขใกล้เคียงกัน ผิดไม่เกิน 2-3% ใช้อ้างอิงได้

หลังใช้ครบเดือน ผมสังเกตว่าตื่นมาคอไม่แห้งแล้ว เสียงพูดตอนเช้าก็ปกติ ไม่แหบเหมือนเดิม นี่คือผลลัพธ์ที่ผมต้องการตั้งแต่แรก

ข้อดี-ข้อเสียที่เจอจริง

ข้อดี

  • แท้งก์ 5 ลิตรเปิดข้ามคืนสบาย: ความจุพอสำหรับ 14-16 ชม. ที่ level 1-2 — ผมเติมวันละครั้งตอนเช้า ไม่ต้องลุกมาเติมกลางดึก ต่างจากรุ่น 2-3 ลิตรที่ต้องเติม 2 รอบ
  • หน้าจอแสดงความชื้น real-time: รู้ทันทีว่าห้องชื้นพอแล้วหรือยัง — จุดนี้สำคัญมากในคอนโดผม เพราะถ้าพ่นเยอะไปก็อบ ถ้าน้อยไปก็แห้ง การมีตัวเลขให้ดูช่วยให้ไม่ต้องเดา
  • โหมด auto humidity ที่ใช้งานได้จริง: ตั้งเป้า 55% แล้วเครื่องจัดการเอง — เหมาะกับคนที่ไม่อยากปรับเครื่องตลอด ตื่นมาก็ไม่ต้องห่วง ความชื้นนิ่งทั้งคืน
  • เสียงเงียบที่ระดับ 1-2: น้อยกว่า 30 dB ตามสเปก — ในคอนโดผม เปิดข้างเตียงแล้วไม่รบกวนการนอนเลย เงียบกว่าแอร์ที่เปิดอยู่อีก
  • หัวพ่นหมุนได้ 360 องศา: ปรับทิศทางไอน้ำได้ตามต้องการ — ผมหมุนพ่นไปทางหน้าต่างให้ไอน้ำกระจายก่อน ไม่ตกลงเตียงโดยตรง

ข้อเสีย

  • การเติมน้ำต้องยกตัวบนออก: ต้องยกแท้งก์ออกจากฐานก่อน เปิดฝาด้านล่าง เติมน้ำ แล้วยกกลับ — ตอนแรกขี้เกียจ ใครชอบความสะดวกแบบเปิดฝาบนเติมเลยอาจไม่ถูกใจ
  • ระดับ 3 เสียงดังกว่าที่คิด: ได้ยินเสียง pump ทำงาน — ผมเปิดเฉพาะตอนต้องเร่งความชื้นช่วงแรก หลังจากนั้นกลับมาที่ระดับ 1-2
  • ไม่เหมาะกับห้องใหญ่กว่า 30 ตร.ม.: ผู้ผลิตบอกครอบคลุม 25-30 — แต่จากที่ผมเทียบกับเพื่อนบ้านที่ใช้ในห้องนั่งเล่น 28 ตร.ม. ความชื้นไม่ขึ้นถึงเป้าได้ง่าย ห้องใหญ่กว่านี้ควรไปรุ่นใหญ่กว่า

เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องทำความชื้น

ใช้ Deerma F628S มาแล้วผมพบว่ามี 2 เรื่องที่หลายคน (รวมถึงตัวผมเองตอนแรก) เข้าใจผิด

เรื่องแรก ความชื้นสูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอ คนชอบคิดว่ายิ่งพ่นไอน้ำเยอะ ห้องยิ่งสบาย จริงๆ แล้วช่วงความชื้นที่ผิวคนรู้สึกสบายอยู่ที่ 45-60% เกิน 65% เริ่มอบ และถ้าเปิดทิ้งไว้นานๆ บนผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ไม้อาจมีโอกาสเกิดเชื้อรา ผ้าปูเตียงก็จะรู้สึกหมาด นี่คือสาเหตุที่ผมแนะนำให้ใช้โหมด auto ตั้งเป้า 50-55% ดีกว่าเปิด manual แรงสุด

เรื่องที่สอง เครื่องเล็กไม่ได้แปลว่าครอบคลุมห้องใหญ่ไม่ได้เสมอไป ตำแหน่งวางสำคัญพอๆ กับสเปก ผมลองวางที่มุมห้องตอนแรก ความชื้นกระจายไม่ทั่ว แต่พอย้ายมาวางใกล้ทางเดินลม (ใต้แอร์) ไอน้ำกระจายดีขึ้นชัดเจน เพราะลมแอร์พาไอน้ำกระจายไปทั่วห้อง สเปกบอกห้อง 25-30 ตร.ม. แต่ถ้าวางผิดที่ ห้อง 14 ตร.ม. ก็อาจรู้สึกไม่พอ

เทียบกับเครื่องทำความชื้นรุ่นอื่นในเซกเมนต์เดียวกัน

ผมเปรียบเทียบ Deerma F628S กับ 2 ตัวเลือกที่ดูตอนนั้น

ตัวแรก Xiaomi Smart Humidifier 2 — แท้งก์ 4.5 ลิตร เชื่อมต่อ Mi Home app ได้ ปรับผ่านมือถือ ข้อดีคือ smart กว่า ข้อเสียคือไม่มีหน้าจอแสดงความชื้นบนตัวเครื่อง ต้องดูจาก app เท่านั้น สำหรับคนที่ไม่อยากเปิด app บ่อยๆ Deerma สะดวกกว่าตรงนี้

ตัวที่สอง Mi Smart Antibacterial Humidifier — แท้งก์ 4 ลิตร มี antibacterial filter ข้อดีคือกรองน้ำสะอาดกว่า ข้อเสียคือต้องเปลี่ยน filter เป็นระยะ มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่วน Deerma F628S ไม่มี filter แต่มี UV + Ag+ ใน F628S เวอร์ชัน เพื่อ disinfect น้ำในตัว ไม่มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง

ในเซกเมนต์ราคา 1,000-2,000 บาท ผมว่า Deerma F628S เหมาะกับคนที่อยากได้แท้งก์ใหญ่ มีหน้าจอแสดงผลในตัว และไม่อยากยุ่งกับ filter หรือ app สำหรับใครสนใจทำให้ห้องสะอาดด้วยอีกขั้น ลองดู เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี ที่ทีมเรารวมไว้ — humidifier กับ purifier ใช้ร่วมกันในคอนโดได้ผลดีมาก โดยเฉพาะช่วง PM 2.5 หนัก

Deerma F628S เหมาะกับใคร?

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ ผมว่ารุ่นนี้เหมาะและไม่เหมาะกับคนแบบไหน สรุปได้ดังนี้

เหมาะกับ:

  • คนที่อยู่คอนโดหรือห้องเช่า 14-25 ตร.ม. เปิดแอร์เป็นประจำแล้วรู้สึกอากาศแห้ง
  • คนที่ไม่อยากลุกมาเติมน้ำกลางดึก ต้องการแท้งก์ใหญ่อยู่ได้ข้ามคืน
  • คนที่ชอบเห็นตัวเลขความชื้นบนตัวเครื่อง ไม่ต้องผ่าน app
  • คนที่งบไม่เกิน 2,000 ต้องการ value ในเซกเมนต์เริ่มต้น

ไม่เหมาะกับ:

  • คนที่ต้องการใช้ห้องนั่งเล่นใหญ่กว่า 30 ตร.ม. ความจุไม่พอกระจายทั่ว
  • คนที่ต้องการ smart home integration ผ่าน app — รุ่นนี้ไม่มี Wi-Fi
  • คนที่อยากได้ระบบกรองน้ำในตัว — รุ่นนี้ใช้ UV + Ag+ ไม่มี filter physical

ข้อแนะนำเฉพาะรุ่นนี้:

  • วางใกล้ทางเดินลมแอร์ ไอน้ำจะกระจายดีกว่า
  • ใช้น้ำกรองหรือน้ำสะอาด ไม่ใช้น้ำประปาตรง เพราะหินปูนจะทำให้หัว ultrasonic เสื่อมเร็ว
  • ตั้ง auto humidity 50-55% เริ่มต้นก่อน ค่อยปรับตามความรู้สึก
  • ทำความสะอาดแท้งก์ทุก 1-2 สัปดาห์ ป้องกันคราบและแบคทีเรีย

ข้อควรระวัง: ถ้าใช้ในห้องที่ติดผ้าม่านหรือมีไม้เยอะ ระวังไม่ให้ความชื้นเกิน 60% นานๆ เพราะจะเสี่ยงเชื้อรา และอย่าวางใกล้ปลั๊กไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรง ไอน้ำอาจกระทบ ถ้าสนใจเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นในคอนโด ทีมเรารวบรวม พัดลมติดผนัง ยี่ห้อไหนดี ที่ประหยัดพื้นที่ในห้องเล็กไว้ด้วย

FAQ ที่คนถามบ่อย

Q: Deerma F628 กับ F628S ต่างกันยังไง?

A: F628S เป็นเวอร์ชันอัพเกรด มีหน้าจอ digital แสดงอุณหภูมิ + ความชื้น และระบบ UV light + Ag+ purifying เพิ่มเข้ามา ส่วน F628 รุ่นเดิมจะไม่มีหน้าจอและไม่มี UV ราคาก็ต่างกันนิดหน่อย ถ้าเลือกได้ผมแนะนำ F628S เพราะหน้าจอช่วยคุมความชื้นได้แม่นกว่ามาก

Q: Deerma F628S เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?

A: ตามผู้ผลิตบอกครอบคลุม 25-30 ตร.ม. แต่จากที่ผมใช้จริง ห้องนอน 14-20 ตร.ม. ทำงานได้ดีมาก ห้อง 25-28 ตร.ม. พอใช้ได้แต่ความชื้นกระจายช้ากว่า ห้องใหญ่กว่า 30 ตร.ม. ขึ้นไปไม่แนะนำ

Q: ราคา Deerma F628S เท่าไหร่?

A: ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์เริ่มต้น เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee ผ่านลิงก์ในบทความ

สรุปคะแนนและความเห็นสุดท้าย

คะแนนรวมจากผมหลังใช้ 6 สัปดาห์: 8.2/10 ในเซกเมนต์เครื่องทำความชื้นเริ่มต้น คะแนนนี้สะท้อนว่าตัวนี้ทำงานได้ตรงตาม use case ที่ผมต้องการ มีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

Use case ที่เหมาะสุดคือคอนโดหรือห้องนอน 14-25 ตร.ม. ที่เปิดแอร์เป็นประจำ ระยะวางห่างจากเตียง 1-2 เมตร พ่นไอน้ำไปทางทางเดินลม ใช้น้ำกรองและทำความสะอาดทุก 1-2 สัปดาห์ — ถ้าตรงโจทย์นี้ รุ่นนี้ทำได้ดี

สิ่งที่แลก คือการเติมน้ำที่ต้องยกตัวบนออกทุกครั้ง และเสียงที่ระดับ 3 ดังกว่ารุ่นพรีเมียม ส่วนตัวผมว่ายังคุ้มในงบเท่านี้ เพราะหน้าจอแสดงความชื้นและโหมด auto ครบในราคาที่ไม่แพง

ถ้าให้ย้อนกลับไปผมยังเลือกตัวนี้อีก แต่ถ้างบเพิ่มอีก 1,000-1,500 บาท หรือห้องใหญ่กว่า 25 ตร.ม. คงต้องไปดูรุ่นความจุ 6-7 ลิตรขึ้นไป สำหรับคอนโดหรือห้องนอนผม ตัวนี้ตอบโจทย์

ใครอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน อากาศคอนโดแห้ง ตื่นมาคอเจ็บประจำ รุ่นนี้น่าลอง