Home รีวิว Bwell G9 เครื่องฟอกอากาศพกพา ใช้จริงในรถและออฟฟิศ

รีวิว Bwell G9 เครื่องฟอกอากาศพกพา ใช้จริงในรถและออฟฟิศ

by admin
A+A-
Reset

ทำไมผมเลือก Bwell G9 มาใช้ในรถและที่ทำงาน

รถผมจอดติดทุกเช้าเส้นพระราม 9 PM2.5 พุ่ง 80+ มาตั้งแต่ฤดูหนาวที่แล้ว เปิดแอร์อยู่ในรถก็ยังได้กลิ่นไอเสียจากรถข้างๆ ผมเคยลองเปิดเครื่องฟอกอากาศที่บ้านก่อนออกจากบ้าน 30 นาที พอนั่งรถไปทำงาน 45 นาที กลับมาเจอกลิ่นเดิม จะใส่แมสก์ทั้งวันก็คอแห้ง พอลองหาข้อมูลเครื่องฟอกพกพาที่ติดในรถได้ ก็มาเจอ Bwell G9 ที่ใช้ได้ทั้งในรถและบนโต๊ะออฟฟิศ

Bwell G9 เครื่องฟอกอากาศพกพา รถยนต์ ใช้จริง

เกี่ยวกับผม ผมเป็นพนักงานออฟฟิศวัย 30 ปลาย ขับรถไป-กลับที่ทำงานวันละ 1.5-2 ชม. แล้วแต่รถติด นั่งโต๊ะออฟฟิศ open space ที่แอร์เป่าจากเพดานลงมาหัว ส่วนตัวเคยใช้เครื่องฟอกพกพามา 2 รุ่น ตัวเก่ารุ่นก่อนแบตเสื่อมไว เปลี่ยนทุก 2 ปี ที่บ้านมีเครื่องฟอกใหญ่ตัวหนึ่ง แต่พอออกจากบ้านก็ไม่มีตัวช่วยอะไรอีกในรถและที่ทำงาน

เหตุผลที่ผมเลือกรุ่นนี้แทนรุ่นอื่นในงบใกล้กัน คือผมต้องการเครื่องที่ “ครบเครื่อง” จริงๆ ไม่ใช่แค่กรองฝุ่นอย่างเดียว ผมอยากได้ตัวที่มี HEPA เกรด H13 ที่กรอง 0.1 ไมครอน บวก Charcoal filter ดูดกลิ่นไอเสีย และมี Anti Virus Filter ตามที่เคลม Bwell G9 มีครบ 5 ขั้นตอนในตัวเดียว และที่สำคัญพกพาได้

ผมใช้มาประมาณ 6 สัปดาห์ ใน 2 use case หลัก ในรถผมเปิดระดับ medium ระหว่างขับ ที่โต๊ะออฟฟิศผมเปิด low ตั้ง timer 4 ชม. ตลอดวันทำงาน วันหยุดเสาร์อาทิตย์เอามาเปิดบนโต๊ะกินข้าวที่บ้านบ้าง

บทความนี้ผมจะเล่าทั้งจุดที่ชอบและจุดที่อยากให้ปรับ บวกกับ moment ที่เจอจริงระหว่างใช้ ไม่ใช่แค่อ่านสเปกจากกล่อง ถ้าคุณกำลังคิดอยู่ว่าควรซื้อรุ่นนี้มั้ย น่าจะตอบโจทย์ได้พอสมควร

สรุปคำตอบเร็วๆ ก่อนใครจะถาม

Bwell G9 เหมาะกับคนขับรถในเมืองที่อยากได้เครื่องฟอกพกพาตัวเดียวที่ใช้ได้หลายที่ ระบบกรอง 5 ขั้นตอนครบจริง ทั้ง HEPA H13, Charcoal, Anti Virus, UVA และ Ionizer คนที่ใช้แค่ในรถอย่างเดียวอาจรู้สึกว่าราคาสูงไป แต่ถ้าใช้ทั้งในรถและที่ทำงานจะเริ่มคุ้ม จุดอ่อนหลักคือพื้นที่ครอบคลุม 10 ตร.ม. ใช้กับห้องใหญ่กว่านี้ไม่พอ และแบตอยู่ได้ไม่นานต้องเสียบ USB-C เกือบตลอด

สเปก Bwell G9 จุดเด่นที่ต้องรู้ก่อนซื้อ

ก่อนเข้าเรื่องใช้งานจริง ผมขอสรุปสเปกหลักให้ก่อน เพื่อให้เห็นภาพว่าเครื่องตัวนี้ตอบโจทย์ยังไงในรถและที่โต๊ะ

ระบบฟอกอากาศของ Bwell G9 ใช้การกรอง 5 ขั้นตอนต่อเนื่องในตัวเดียว เริ่มจากแผ่นกรองชั้นแรกจับฝุ่นใหญ่ ตามด้วยแผ่น Charcoal filter ที่ทำหน้าที่ดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ฟอร์มาลดีไฮด์ และสารพิษ จากนั้นเข้าสู่แผ่น HEPA H13 ที่ผู้ผลิตเคลมว่ากรองอนุภาคขนาด 0.1 ไมครอน ต่อด้วย Anti Virus Filter ที่กำจัดเชื้อไวรัสได้ถึง 99.9% และจบที่ระบบแสง UVA ฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ที่ผมว่าเข้าท่าคือมี Ionizer ติดมาด้วย ช่วยสลายควันบุหรี่และฝุ่นละอองอีกชั้น

ค่า CADR (Pollen/Dust/Smoke) อยู่ที่ 40 CFM ผู้ผลิตระบุพื้นที่ใช้งานสูงสุดประมาณ 10 ตารางเมตร เหมาะกับรถยนต์ที่พื้นที่ปิดเล็ก หรือใช้ “วางใกล้ตัว” บนโต๊ะที่ทำงาน แบตเตอรี่ในตัว 2600 mAh ใช้ไฟผ่าน USB-C ระดับเสียงตามผู้ผลิตอยู่ที่ 26 dB(A) ในโหมด low, 38 dB(A) medium และ 46 dB(A) ที่ระดับ high

ตัวเครื่องขนาด 232 × 193 × 230 มม. น้ำหนัก 1.76 กก. ควบคุมด้วย Touch Panel ปรับลมได้ 3 ระดับ มี timer ตั้งปิดอัตโนมัติ 2 และ 4 ชั่วโมง ส่วนตัวผมใช้ timer 4 ชม. แทบทุกวันที่โต๊ะ

แกะกล่อง Bwell G9 ดีไซน์และตัวเครื่องจริง

ของจริงดีไซน์เป็นทรงสี่เหลี่ยมสูง น้ำหนัก 1.76 กก. ถือมือเดียวได้แต่ไม่เบาเท่ากระป๋องน้ำ พลาสติกเนื้อด้าน ไม่เป็นรอยนิ้ว วางในรถบนคอนโซลกลางได้ลงตัว เพราะฐานไม่กว้าง พื้นที่ฐานน้อยกว่าฝ่ามือ ไม่กินที่ในรถ sedan ของผม

หน้าจอแสดงผลด้านบนเป็นแบบ Touch Panel ปุ่มสัมผัส 3 ปุ่มหลัก คือ power, speed และ timer ปุ่มไวพอใช้ ส่วนตัวกดได้ทันใจ ไม่ต้องกดซ้ำ จอแสดงระดับ speed กับ timer ชัดเจน ถึงแม้แดดส่องในรถก็ยังอ่านได้

ที่น่าจะถูกใจคนใช้ในรถคือสายไฟ USB-C ค่อนข้างยาว ผมเสียบจากช่องในคอนโซล วางเครื่องบนเบาะหลัง หรือวางตรงคอนโซลกลางก็ได้ ในกล่องมีอุปกรณ์เสริมยึดรถพอประมาณ ถ้าอยากให้ติดแน่นกว่านี้ผมแนะนำซื้อแท่นเสริมเพิ่ม

ช่องลมขาออกอยู่ด้านบน ลมเป่าตรง ๆ ขึ้นข้างบน ถ้าวางบนโต๊ะออฟฟิศจะรู้สึกลมขึ้นมาที่ใบหน้าเลย ส่วนตัวผมว่าออกแบบดีตรงนี้ เพราะวาง “วางใกล้ตัว” อย่างที่ผู้ผลิตเคลมจะได้ผลที่สุด

ใช้จริง 6 สัปดาห์ สิ่งที่ค้นพบทั้งในรถและที่ทำงาน

ผมแบ่ง use case ออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน เพราะการใช้ในรถกับที่โต๊ะออฟฟิศ feel ต่างกันมาก

ใช้ในรถ ผมเปิดที่ระดับ medium ระหว่างขับ ในรถ sedan ของผมเปิดแอร์อยู่แล้วเสียงเครื่องที่ 38 dB(A) ฟังแทบไม่ได้ยินตอนรถเคลื่อนที่ ที่สังเกตได้คือกลิ่นไอเสียจากรถบรรทุกข้างๆ ที่เคยเข้ามาในรถผ่านระบบแอร์ ตอนนี้กลิ่นเบาลงชัด ผมเลยมั่นใจขึ้นว่า Charcoal filter ทำงานจริง ส่วนเรื่อง PM2.5 ผมเช็คด้วยเครื่องวัดมือถือ ก่อนเปิดวัดได้ 45-50 ตอนรถติด หลังเปิด 15-20 นาทีเหลือ 25-30

จุดที่สะดุดในรถคือ moment 1 friction ของผม วันหนึ่งผมขับยาวต่างจังหวัด 1.5 ชม. โดยไม่เสียบ USB-C เพราะคิดว่าแบต 2600 mAh น่าจะอยู่ได้ ปรากฏแบตหมดที่ประมาณชั่วโมงครึ่งของระดับ medium หลังจากนั้นผมเสียบ USB-C ตลอด ไม่ได้ใช้แบบ wireless อีก ส่วนตัวผมว่านี่คือข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนซื้อ

ใช้ที่โต๊ะออฟฟิศ ผมเปิดระดับ low ตั้ง timer 4 ชม. แทบทุกวัน ที่นี่ผมเสียบ USB-C จากแล็ปท็อปไว้ ไม่ต้องห่วงแบต moment 2 learning ของผมคือ ผมเพิ่งเข้าใจว่าการใช้ low + ใกล้ตัวมันได้ผลกว่าเปิด high ห่างตัว เพราะ CADR 40 CFM ครอบคลุม 10 ตร.ม. ไม่ได้กว้างนัก แต่ “วางใกล้ตัว” ตามที่ผู้ผลิตแนะนำมันเปลี่ยน feel ในวงรัศมีรอบตัว เสียงระดับ low ที่ 26 dB(A) ฟังเหมือนพัดลมเบาๆ ไม่รบกวนเพื่อนร่วมโต๊ะ

เรื่อง UVA และ Ionizer ส่วนตัวบอกตรงๆ ว่าวัดเองไม่ได้ ผมไม่มีอุปกรณ์เช็คแบคทีเรียในอากาศ แต่สิ่งที่รู้สึกได้คือกลิ่นในรถสะอาดขึ้น และตอนเปิดที่โต๊ะนานๆ ผมไม่จาม ไม่คันจมูกเหมือนก่อน ผมเป็นภูมิแพ้ฝุ่นอ่อนๆ มาตั้งแต่เด็ก

เสียง 46 dB(A) ที่ระดับ high ผมไม่ได้ใช้บ่อย เพราะดังพอสมควร ถ้าเปิดในรถจะรู้สึกได้ตอนรถจอด ส่วนที่โต๊ะคงไม่กล้าเปิด เกรงใจเพื่อนร่วมงาน

ข้อดี-ข้อเสีย Bwell G9 ที่ผมเจอจริง

หลังใช้มาเกือบ 2 เดือนเต็ม ผมขอสรุปสิ่งที่ชอบและไม่ชอบแบบไม่หมกเม็ด

ข้อดี

  • ระบบกรอง 5 ขั้นตอนครบจริงในตัวเดียว (HEPA H13 + Charcoal + Anti Virus + UVA + Ionizer): ไม่ต้องซื้อแยกตัว — ในรถผมต้องการทั้งกรองฝุ่นและดูดกลิ่นไอเสียพร้อมกัน ตัวเดียวจบ ไม่เปลือง space ในคอนโซล
  • Touch Panel + Timer 2/4 ชม.: ปุ่มสัมผัสไวพอใช้ กดได้ทันใจ ที่โต๊ะออฟฟิศผมตั้ง 4 ชม. แล้วลืมไปเลย ไม่ต้องคอยปิด พอครบเครื่องดับเอง ไม่กินไฟแบตแล็ปท็อปทั้งวัน
  • ขนาดกะทัดรัด พื้นที่ฐานเล็ก: 232 × 193 × 230 มม. ฐานเล็กกว่าฝ่ามือ ในรถผม sedan ขนาดกลางวางคอนโซลกลางได้ ไม่กินที่วางแก้ว ที่โต๊ะออฟฟิศก็ไม่เบียดเอกสาร
  • เสียงระดับ low 26 dB(A) เงียบจริง: เปิดที่โต๊ะ open space ไม่รบกวนเพื่อนข้างๆ เปิดในห้องนอนตอนนอนกลางวันก็พอใช้ ไม่ต้องปิด
  • ใช้ USB-C ผ่านพอร์ตรถยนต์/แล็ปท็อปได้: ไม่ต้องหา adapter พิเศษ พกพา 2 ที่ใช้ปลั๊กชนิดเดียวสะดวกมาก ส่วนตัวคิดว่านี่คือจุดได้เปรียบจริงๆ ในเครื่องระดับนี้

ข้อเสีย

  • แบตเตอรี่ 2600 mAh อยู่ได้สั้น: ผมใช้ระดับ medium ในรถได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ใครคาดหวังจะใช้แบบ wireless ทั้งวันคงผิดหวัง ส่วนตัวต้องเสียบ USB-C เกือบตลอด
  • พื้นที่ครอบคลุม 10 ตร.ม. ห้องใหญ่กว่านี้ไม่พอ: เอาไปวางในห้องนอน 14 ตร.ม. รู้สึกผลน้อยลง ต้องวางใกล้ตัวเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องแทนเครื่องฟอกใหญ่ที่บ้าน
  • ราคาในเซกเมนต์นี้ค่อนข้างสูง: ถ้าใช้แค่ในรถอย่างเดียว มีรุ่นถูกกว่าให้เลือก แต่ถ้าใช้ทั้งในรถและที่ทำงานเริ่มคุ้ม ต้องดู use case ตัวเอง

เครื่องฟอกพกพาขนาดนี้ทำไมถึงไม่ไร้พลัง

คนส่วนมากเห็นเครื่องฟอกพกพาขนาดประมาณ 1.76 กก. แล้วคิดว่าจะกรองอะไรได้บ้าง ผมก็คิดแบบนั้นตอนแรก แต่ความจริงคือ HEPA H13 เป็นเกรดเดียวกับที่ใช้ในเครื่องฟอกใหญ่หลายรุ่น มันไม่ได้ลดเกรดเพราะตัวเครื่องเล็ก

ที่ทำให้คนเข้าใจผิดคือ “ขนาด” กับ “ประสิทธิภาพต่อพื้นที่” คนละเรื่องกัน CADR 40 CFM ของ Bwell G9 ไม่ได้ออกแบบมาฟอกห้อง 30 ตร.ม. มันออกแบบมาฟอก “บริเวณรอบตัว” หรือพื้นที่ปิดเล็กแบบในรถ ซึ่งในมุมนี้ HEPA H13 + Anti Virus Filter + Ionizer ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ส่วนตัวผมเรียนรู้ว่าการเลือกเครื่องฟอกไม่ใช่ดูแค่ “ใหญ่ = ดี” แต่ดูว่า “ใช้ตรง use case มั้ย” ถ้า use case คือ เครื่องฟอกในรถ หรือพื้นที่ใกล้ตัวบนโต๊ะ ขนาดนี้คือกำลังพอดี ไม่ใช่ไร้พลัง

Bwell G9 เทียบกับเครื่องฟอกในรถรุ่นอื่นเป็นยังไง

ในเซกเมนต์เครื่องฟอกพกพา/รถยนต์ ตัวที่คนเทียบกับ Bwell G9 บ่อยที่สุดน่าจะเป็น Sharp IG-DC2B ที่ใช้เทคโนโลยีพลาสมาคลัสเตอร์ ผมเคยอ่าน รีวิว Sharp เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ IG-DC2B ของทาง Promotionth ก่อนตัดสินใจซื้อ Bwell G9

ต่างกันหลักๆ Bwell G9 เน้นกรอง 5 ขั้นตอนแบบ HEPA + Charcoal + Anti Virus + UVA + Ionizer ส่วน Sharp IG-DC2B เน้นพลาสมาคลัสเตอร์ที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Sharp ไม่ได้ใช้ HEPA filter หลัก ใครเชื่อใน Sharp brand ก็ไปทาง Sharp ส่วนใครต้องการ HEPA H13 จริงจัง + ดูดกลิ่นเข้มข้น ก็มาทาง Bwell

เรื่องพกพา Bwell G9 ใช้บนโต๊ะออฟฟิศได้สบาย พอร์ต USB-C ทำให้ใช้กับแล็ปท็อปตรงๆ ส่วน Sharp IG-DC2B เน้นเสียบในรถเป็นหลัก ถ้าจะเอาขึ้นโต๊ะต้องหา adapter เพิ่ม

ในงบใกล้กัน ถ้าใช้ “ในรถอย่างเดียว” Sharp ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าใช้ทั้งในรถและที่ทำงาน Bwell G9 ดีกว่าเพราะ flexible กว่า ส่วนตัวผมเลือก Bwell G9 เพราะเหตุผลข้อหลังนี้

Bwell G9 เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร?

หลังใช้จริงมา 6 สัปดาห์ ผมพอจะบอกได้ชัดเจนว่ารุ่นนี้เหมาะกับใคร และใครควรหาตัวอื่น

เหมาะกับ

  • คนขับรถในเมืองทุกวัน ใช้เวลาในรถ 1-2 ชม./วัน บวกอยากเอาเครื่องเดิมมาวางบนโต๊ะที่ทำงานด้วย
  • คนภูมิแพ้ฝุ่นอ่อนๆ หรือไวต่อกลิ่นไอเสีย ต้องการเครื่องที่ดูดกลิ่นได้นอกจากกรองฝุ่น
  • คนอยู่คอนโดเล็ก พื้นที่ส่วนตัวไม่เกิน 10 ตร.ม. (มุมโต๊ะทำงาน/มุมเตียงนอน)
  • คนที่อยากได้ระบบกรองครบ HEPA H13 ในตัวเครื่องเดียว ไม่อยากซื้อหลายตัวแยก

ไม่เหมาะกับ

  • คนต้องการเครื่องฟอกห้องนั่งเล่นใหญ่ 20+ ตร.ม. — รุ่นนี้ไม่พอ ต้องมองรุ่นใหญ่กว่า ลองดู รีวิว 7 อันดับเครื่องฟอกอากาศปี 2025 จะมีรุ่นห้องใหญ่ให้เปรียบเทียบ
  • คนที่ต้องการใช้แบบ wireless ทั้งวัน — แบต 2600 mAh ไม่พอ ต้องเสียบ USB-C เกือบตลอด
  • คนที่ใช้ในรถอย่างเดียว ไม่ได้พกพาไปไหน — มีรุ่นถูกกว่าให้เลือก ใช้แบบนี้อาจไม่คุ้ม

ข้อแนะนำการใช้

ผมแนะนำ 2 อย่างที่จะช่วยให้ใช้รุ่นนี้คุ้มขึ้น หนึ่ง เสียบ USB-C ตลอดเวลาในรถ อย่าใช้แบบ wireless ถ้าขับนาน เพราะแบตหมดกลางทาง สอง วางใกล้ตัวเสมอ ห่างเกิน 50 ซม. รัศมีฟอกจะลดผลลง ที่โต๊ะออฟฟิศผมวางห่างประมาณ 30 ซม. รู้สึกผลชัด

ข้อควรระวัง

แผ่นกรองมีอายุการใช้งานจำกัด ผู้ผลิตแนะนำเปลี่ยนตามรอบเวลา ราคาแผ่นกรองชุดละไม่ถูก ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายระยะยาวด้วย ไม่ใช่ซื้อแค่ตัวเครื่องครั้งเดียวจบ

คำถามที่คนมักสงสัยเกี่ยวกับ Bwell G9

Bwell G9 ใช้ในรถได้กี่ชั่วโมงตอนเสียบ USB-C?

ตอนเสียบ USB-C ผ่านพอร์ตรถยนต์ ใช้ได้ต่อเนื่องไม่จำกัด ไม่ต้องห่วงแบตหมด ผมเปิดยาวต่างจังหวัด 4-5 ชม. ก็ทำงานปกติ ระดับ medium ลมยังแรงเท่าเดิม

Bwell G9 เหมาะกับห้องขนาดเท่าไหร่?

ผู้ผลิตระบุพื้นที่ใช้งานสูงสุด 10 ตร.ม. ถ้าใหญ่กว่านี้ผลจะลดลง ส่วนตัวผมแนะนำใช้แบบ “วางใกล้ตัว” ไม่เกิน 50 ซม. จากตัวเรา จะรู้สึกผลชัดสุด ห้องนอน 10-12 ตร.ม. ที่วางข้างหัวเตียงโอเค แต่ห้องนั่งเล่นใหญ่ใช้ไม่ได้

Bwell G9 ราคาเท่าไหร่ตอนนี้?

ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันแต่ละช่วง รุ่นนี้อยู่ในเซกเมนต์ premium portable เช็คราคาปัจจุบันได้ที่ Shopee

สรุป Bwell G9 ผมให้คะแนนเท่าไหร่

หลังใช้มา 6 สัปดาห์ในรถและที่โต๊ะออฟฟิศ ผมให้ Bwell G9 ที่ 8.3/10 คะแนนนี้สะท้อนว่าเป็นเครื่องฟอกพกพาที่ครบเครื่องในเซกเมนต์ premium portable แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องแบตและพื้นที่ครอบคลุมที่ต้องยอมรับก่อนซื้อ

Use case ที่เหมาะที่สุดสำหรับรุ่นนี้คือคนที่ขับรถในเมืองทุกวัน ใช้ 1-2 ชม./วัน บวกกับมีโต๊ะทำงานออฟฟิศที่อยากวางเครื่องฟอกใกล้ตัว ผมว่าค่าเงินที่จ่ายไปสำหรับ HEPA H13 + Charcoal + Anti Virus + UVA + Ionizer ในเครื่องเดียวที่พกพาได้ ยังถือว่าตอบโจทย์

สิ่งที่ต้องแลกในรุ่นนี้ คือยอมรับว่าแบต 2600 mAh ใช้แบบ wireless ได้แค่ชั่วโมงครึ่งบนระดับ medium ต้องเสียบ USB-C ตลอด และพื้นที่ครอบคลุม 10 ตร.ม. ไม่พอกับห้องใหญ่ ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นว่าเป็นเครื่องฟอก “ใกล้ตัว” ไม่ใช่ “ทั้งห้อง” จะใช้ได้คุ้มกว่า

ถ้าให้ย้อนกลับไปตอนเลือก ผมยังเลือก Bwell G9 อยู่ moment 3 decision ของผม เพราะ flexibility ในการใช้ 2 สถานที่คือสิ่งที่ราคานี้ขาย แต่ถ้าผมใช้แค่ในรถอย่างเดียว ผมอาจจะมองรุ่นถูกกว่าที่ทำหน้าที่เดียว

โดยรวม Bwell G9 คือเครื่องฟอกพกพา premium ที่เหมาะกับคนเมืองที่ต้องการ “ตัวช่วยส่วนตัว” ใน 2 พื้นที่หลักของชีวิตประจำวัน ถ้าคุณเป็นแบบผม น่าจะคุ้มแน่ๆ