Home ช็อปปิ้งรีวิวแนะนำ 7 อันดับ เครื่องดูดฝุ่น เลือกซื้อ ยี่ห้อไหนดี ปี 2025

รีวิวแนะนำ 7 อันดับ เครื่องดูดฝุ่น เลือกซื้อ ยี่ห้อไหนดี ปี 2025

by admin
A+A-
Reset

วิธีเลือกเครื่องดูดฝุ่นให้ถูกใจ

อุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่พ่อบ้านแม่บ้านทุกคนต้องมี นั่นคือเครื่องดูดฝุ่นคุณภาพดีที่เข้ามาเป็นผู้ช่วยมือหนึ่ง ในการกำจัดฝุ่นละอองภายในบ้านอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้อง พรม โซฟา เตียงนอน ผ้าม่าน บานเกล็ด หรือแม้แต่บริเวณฝ้าเพดาน ถ้าหากจะใช้ไม้กวาดเพียงอย่างเดียวคงจะยังไม่สะอาดเพียงพอ ต้องขอแรงเครื่องดูดฝุ่นมาช่วยจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้ความสะอาดหมดจด แต่ยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี ลดอาการภูมิแพ้ได้อย่างเห็นผลอีกด้วย

1. สถานที่ถ้าหากว่าบ้านของคุณมีพื้นที่กว้าง หรือมีข้าวของเยอะแยะไปหมด มันย่อเป็นแหล่งที่อยู่ของฝุ่นชั้นดีเลยล่ะ ลักษณะพื้นที่คือสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นประเภทห้อง ขนาดห้อง ลักษณะพื้นผิว เช่น พื้นกระเบื้อง พื้นไม้ พื้นยาง ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ปูพรมเต็มพื้นที่ หรือแม้แต่โต๊ะตู้เตียง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลาย ล้วนมีผลต่อการเลือกขนาดหรือความแรงของเครื่องดูดฝุ่นให้เหมาะสม

2. พลังดูดฝุ่นสิ่งที่บ่งชี้ถึงพลังในการดูดฝุ่นก็คือ กำลังการดูดที่มีหน่วยเป็นวัตต์ ยิ่งตัวเลขมาก ยิ่งมีกำลังดูดมาก ซึ่งหลายคนอาจจะถามว่า เครื่องจะส่งเสียงก็จะดังมากหรือเปล่า ในอดีตอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย จึงสามารถควบคุมเสียงไม่ให้ดังเกินไป จึงสบายใจได้ว่าจะไม่มีเสียงรบกวนไปยังพื้นที่ข้างเคียง

3. หัวดูดฝุ่นหัวดูดฝุ่นแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ต่างๆ เช่น หัวดูดปกติ เหมาะสำหรับดูดฝุ่นบนพื้นห้อง พื้นพรม หัวดูดขนาดเล็ก เหมาะสำหรับดูดตามซอก ตามบานเกล็ด ตามพื้นที่แคบ หรือหัวดูดแบบแปรงก็เหมาะกับการกำจัดฝุ่นฝังแน่น หรือขนสัตว์ที่ติดตามโซฟาหรือเบาะ

4. ประเภทเครื่องดูดฝุ่นปัจจุบันนี้มีเครื่องดูดฝุ่นหลายแบบหลายประเภท ที่เห็นกันได้ทั่วไปก็จะเป็นเครื่องดูดฝุ่นแบบแห้ง ที่ใช้ดูดฝุ่น เส้นผม ขนสัตว์ หรือฝุ่นละอองแห้งต่างๆ เครื่องดูดฝุ่นแบบเปียก สามารถใช้ดูดน้ำ ดูดเศษขยะเปียกได้ และเครื่องดูดไรฝุ่น ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม เช่น ระบบตบฝุ่น ระบบสั่นสะเทือน เทคโนโลยีรังสียูวี ซึ่งเป็นความสามารถเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้งานสมัยใหม่

5. กำลังไฟยิ่งเครื่องดูดฝุ่นมีกำลังไฟสูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งกินไฟมากเท่านั้น สิ่งนี้สัมพันธ์กับการใช้งาน ถ้าหากใช้งานในพื้นที่ขนาดเล็ก ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องดูดฝุ่นขนาดใหญ่ที่มีกำลังไฟสูง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากต้องใช้งานในพื้นที่กว้าง แต่ซื้อเครื่องดูดฝุ่นขนาดเล็ก ที่ถึงแม้จะมีกำลังไฟต่ำ แต่ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำความสะอาดได้ทั่วถึง ก็ทำให้สิ้นเปลืองเช่นกัน ดังนั้นควรพิจารณาพื้นที่และขนาดของเครื่องดูดฝุ่นควบคู่กันไปจะดีที่สุด

เมื่อได้ทราบเทคนิควิธีเบื้องต้นในการเลือกเครื่องดูดฝุ่นกันแล้ว ลองไปดูกันว่า เครื่องดูดฝุ่นแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรกันบ้าง วันนี้เรามาเปรียบเทียบฟังก์ชั่นการใช้งานให้เห็นเด่นชัดกันไปเลย จะได้เลือกใช้งานให้เหมาะกับความต้องการ และเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแท้จริง

1.เครื่องดูดฝุ่น Samsung รุ่น VC21K5170HG/ST

เครื่องดูดฝุ่น Samsung รุ่น VC21K5170HG/ST ยี่ห้อไหนดี

เครื่องดูดฝุ่นรุ่นใหญ่พลังสูง มาพร้อมระบบ Anti-Tangle Cyclone ที่มีตะแกรงพัดลมช่วยป้องกันเส้นผมหรือเส้นด้ายพันเข้าไปในมอเตอร์จนทำให้เครื่องหยุดการทำงานเครื่องรุ่นนี้มีกล่องเก็บฝุ่นโปร่งใสมองเห็นภายในได้ง่าย ถอดไปทำความสะอาดได้สะดวก สามารถดูดฝุ่นต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดพักตัวเครื่องออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเคลื่อนที่ง่ายด้วยล้อเลื่อนที่สามารถขยับเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ ลากไปทำความสะอาดได้ทุกจุดทั่วบริเวณ เหมาะสำหรับดูดฝุ่น ขนสัตว์ เส้นผม และฝุ่นละอองต่างๆ ใช้ดูดฝุ่นได้ทั้งบนพื้นเรียบ พื้นพรม และที่สำคัญมาพร้อมกับปุ่มรีโมทคอนโทรลบริเวณมือจับ ช่วยให้ควบคุมการทำงานได้อย่างสะดวกสบาย

  • ตัวเครื่องสีดำ
  • กำลังไฟ 2,100 วัตต์
  • กำลังดูด 420 วัตต์
  • ขนาด 29.4 x 33.7 x 45.0 ซม.
  • น้ำหนัก 5.5 กก.
  • ความจุฝุ่น 2 ลิตร
  • รับประกัน 2 ปี
  • ข้อดี

  • มีปุ่มรีโมทบริเวณมือจับ
  • มีระบบป้องกันเส้นผมพันกันในถังเก็บฝุ่น

 

2. เครื่องดูดฝุ่น Sharp รุ่น EC-LS18-R

เครื่องดูดฝุ่น Sharp รุ่น EC-LS18-R ยี่ห้อไหนดี

เครื่องดูดฝุ่นพิมพ์นิยมที่หลายคนบอกว่าทนทานใช้ได้นาน ตามแบบฉบับเครื่องใช้ไฟฟ้าชาร์ป ด้วยการออกแบบตามมาตรฐานเครื่องดูดฝุ่น มีสีสันสวยงามสะดุดตา มาพร้อมกับหัวดูดฝุ่นหลายแบบ ใช้ดูดฝุ่นได้หลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหัวดูดพื้นปรับได้ที่เหมาะสำหรับใช้บนพื้นที่กว้าง หัวดูดขนาดเล็กเหมาะสำหรับทำความสะอาดในพื้นที่แคบ ตามซอกหลืบ เช่น เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เตียง เป็นต้น และที่สำคัญมาพร้อมกับชุดกรองฝุ่น 4 ขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้เกิดฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย

  • ตัวเครื่องสีแดง
  • กำลังไฟ 1,800 วัตต์
  • กำลังดูด 380 วัตต์
  • ขนาด 28.6 x 37.9 x 25.0 ซม.
  • น้ำหนัก 5.7กก.
  • ความจุฝุ่น 2 ลิตร
  • รับประกัน 1ปี
  • ข้อดี

  • มีไฟสัญญาณเตือนเมื่อฝุ่นเต็ม
  • ระบบกรองฝุ่น 4 ขั้นตอน กำจัดฝุ่นได้ดี
  • แผ่นกรองฝุ่น HEPA Filter คุณภาพสูงช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กมากได้เป็นอย่างดี
  • ทนทานใช้งานได้ยาวนาน

 

3. เครื่องดูดฝุ่น Black&Decker รุ่น WD7201G

เครื่องดูดฝุ่น Black&Decker รุ่น WD7201G ยี่ห้อไหนดี

เครื่องดูดฝุ่นรุ่นมือถือ เหมาะสำหรับพกพาไปใช้งานยังพื้นที่ต่างๆ ได้สะดวกที่สำคัญใช้ดูดทำความสะอาดได้ทั้งแบบแห้งและแบบเปียก สามารถใช้งานได้ในพื้นที่ชื้นแฉะ รวมถึงใช้ดูดเศษขยะเปียกได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในรถยนต์ หลังตู้ พื้นที่สูง หรือบริเวณที่ไม่มีจุดเสียบปลั๊ก ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัดน้ำหนักเบา สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็ว ใช้ดูดฝุ่นต่อเนื่องได้นานสูงสุด 15 นาที ไส้กรองสามารถถอดทำความสะอาดได้ ไม่ต้องซื้อไส้กรองเปลี่ยนบ่อย จึงช่วยให้การทำความสะอาดเป็นไปอย่างสะดวกง่ายดาย

  • ตัวเครื่องสีเขียว
  • กำลังไฟ 7.2 โวลท์
  • แบตเตอรี่ลิเทียม
  • ขนาด 15.0 x 42.5 x 11.0 ซม.
  • น้ำหนัก 1.06กก.
  • ความจุฝุ่น 170มิลลิลิตร
  • ประเภทแผ่นกรอง ดูดเปียกได้
  • รับประกัน 1 ปี
  • ข้อดี

  • มีแบตเตอรี่ในตัว เคลื่อนย้ายไปทำความสะอาดได้สะดวก
  • กล่องเก็บฝุ่นโปร่งใส มองเห็นฝุ่นภายในได้ง่าย
  • ฟิลเตอร์ถอดทำความสะอาดได้
  • ใช้ดูดได้ทั้งแบบแห้งและเปียก

 

4. เครื่องดูดฝุ่น Samsung รุ่น VCC4180V36/XST

เครื่องดูดฝุ่น Samsung รุ่น VCC4180V36/XST ยี่ห้อไหนดี

จัดเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ได้รับความนิยมอีกรุ่นหนึ่งมีขนาดกำลังพอเหมาะ มีล้อที่ช่วยให้เคลื่อนย้ายสะดวก สามารถใช้ดูดฝุ่นในพื้นที่กว้างและพื้นที่แคบได้สะดวกสบาย มาพร้อมกับการออกแบบที่ดีเยี่ยม มีช่องจัดเก็บอุปกรณ์เสริมที่ตัวเครื่องหมดปัญหาอุปกรณ์เสริมสูญหาย พร้อมทั้งมีระบบเก็บสายไฟอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องม้วนสายไฟเอง ลดปัญหาฉนวนหุ้มสายไฟชำรุด จึงยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน

  • ตัวเครื่องสีฟ้า
  • กำลังไฟ 1,800 วัตต์
  • กำลังดูด 350 วัตต์
  • ขนาด 31.0 x 31.6 x 50.2ซม.
  • น้ำหนัก 6.4กก.
  • ความจุฝุ่น 3ลิตร
  • รับประกัน 2ปี
  • ข้อดี

  • สายไฟม้วนเก็บง่าย มีระบบดึงสายกลับเข้าเครื่องอัตโนมัติ
  • ดูดฝุ่นได้ต่อเนื่องยาวนาน ทำความสะอาดทั่วทั้งพื้นที่ได้ในครั้งเดียว
  • มีช่องเก็บอุปกรณ์เสริม Built-in ที่ตัวเครื่อง ช่วยให้เป็นระเบียบและป้องกันการสูญหาย
  • ใช้งานง่ายเพียงกดปุ่มเดียวก็ควบคุมการเปิดปิดของเครื่องได้เลย
  • ท่อต่อหัวดูดฝุ่นทำจากเหล็ก แข็งแรงทนทาน

 

5. เครื่องดูดฝุ่น Imaflex รุ่น VC-937

เครื่องดูดฝุ่น Imaflex รุ่น VC-937 ยี่ห้อไหนดี

เครื่องดูดฝุ่นรุ่นดูดฝุ่น ดูดน้ำ และเป่าลม มีถังขนาดใหญ่บรรจุสิ่งสกปรกได้มากมาย สามารถดูดฝุ่นได้อย่างต่อเนื่อง มีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อถังเต็ม สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ชื้นแฉะได้ดี อย่างในห้องน้ำ หรือห้องครัว ช่วยให้คุณแม่บ้านทำความสะอาดพื้นที่ที่มีน้ำขังตามพื้นตามท่อได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นเป่าลมที่เหมาะกับการใช้งานนอกสถานที่ ด้วยพลังลมแรงจึงสามารถเป่าใบไม้ เป่าฝุ่น เป่าทราย บริเวณสวน หรือระเบียงบ้านได้สะอาดหมดจด

  • ตัวเครื่องสีส้ม
  • กำลังไฟ 1,400 วัตต์
  • ขนาด 33.0 x 33.5 x 40.5ซม.
  • น้ำหนัก 6กก.
  • ประเภทแผ่นกรอง ดูดเปียกได้
  • ความจุฝุ่น 15ลิตร
  • ข้อดี

  • ดูดได้ทั้งฝุ่น และน้ำ รวมถึงเศษขยะเปียกได้ดี
  • ถังบรรจุฝุ่นขนาดใหญ่ เก็บได้ทั้งฝุ่น และน้ำ
  • มีระบบแจ้งเตือนเมื่อถังบรรจุฝุ่นเต็ม
  • ปรับแรงลมได้หลายระดับ
  • มีระบบ filter กรองฝุ่น

 

6. Otto เครื่องดูดไรฝุ่น UV รุ่น HV-095

Otto เครื่องดูดไรฝุ่น UV รุ่น HV-095 ยี่ห้อไหนดี

หากคุณกำลังมองหาเครื่องดูดไรฝุ่นขนาดกะทัดรัด เคลื่อนย้ายง่าย ใช้งานได้สะดวก ด้วยระบบสั่นสะเทือนที่คอยตบเอาฝุ่นละออง ที่เกิดจากไรฝุ่นออกจากมา พร้อมทั้งมีระบบกวาดไรฝุ่นและสิ่งสกปรกได้โดยอัตโนมัติ จึงดูดสิ่งสกปรกออกได้อย่างสะอาดหมดจด นอกจากนี้ยังมีตัวกรองที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญมีระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยเทคโนโลยีรังสี UV จึงเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีสัมผัสได้ถึงความสะอาดหมดจดไร้ซากไรฝุ่น

  • ตัวเครื่องสีชมพู
  • กำลังไฟ 350 วัตต์ 220 โวลท์50 เฮิร์ทซ์
  • ขนาด 35.0 x 27.0 x 18.0ซม.
  • น้ำหนัก 2.9กก.
  • ความจุฝุ่น 0.35ลิตร
  • รับประกัน 1 ปี
  • ข้อดี

  • มีฟังก์ชั่นตบฝุ่น ช่วยให้ฝุ่นที่ฝังแน่นหลุดออกง่าย
  • เทคโนโลยีแสง UV ช่วยฆ่าเชื้อโรค
  • ผลิตจากพลาสติกคุณภาพดี ทนความร้อนสูง
  • มีตัวกรองฝุ่น 2 ชั้น กรองฝุ่นขนาดเล็กได้ดี

 

7. เครื่องดูดฝุ่น Otto รุ่น HV-194A

เครื่องดูดฝุ่น Otto รุ่น HV-194A ยี่ห้อไหนดี

เครื่องดูดฝุ่นราคาประหยัด ที่มาพร้อมหัวดูดหลากหลายแบบ สามารถใช้งานได้ทั่วทุกบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นซอกเล็กซอกน้อย ตามโต๊ะ ตู้ เตียง หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ทั่วถึงเครื่องรุ่นนี้มาพร้อมกับถุงผ้าบรรจุฝุ่น ที่สามารถถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้จากการซื้อถุงบรรจุฝุ่นได้มาก เหมาะสำหรับใช้งานตามอาคารบ้านเรือนคอนโด หรือตามห้องต่างๆด้วยเครื่องดูดฝุ่นเพียงเครื่องเดียวจะช่วยประหยัดแรงประหยัดเวลาให้กับคุณได้มากมาย

  • ตัวเครื่องสีฟ้า
  • กำลังไฟ 1400 วัตต์ 220 โวลท์50 เฮิร์ทซ์
  • กำลังดูด 160 – 200 วัตต์
  • ขนาด 24.0 x 36.0 x 24.0ซม.
  • น้ำหนัก 2.5กก.
  • ความจุฝุ่น 2ลิตร
  • รับประกัน 1 ปี
  • ข้อดี

  • หัวดูดฝุ่นมีหลายแบบ เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ต่างๆ
  • ถุงเก็บฝุ่นสามารถถอดซักได้ง่าย
  • มีระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อมอเตอร์ร้อนเกินไป

 

วิธีเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025

เคยมั้ยครับที่ซื้อเครื่องดูดฝุ่นมาแล้วใช้ได้ครั้งสองครั้ง แล้วก็ไปนอนเฉยในตู้เก็บของ? หรือไม่ก็ซื้อมาแล้วพบว่าดูดไม่ทันฝุ่น ดูดแล้วเหนื่อยกว่าใช้ไม้กวาดอีก บอกเลยว่าปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นได้จริง และส่วนใหญ่มาจากการเลือกซื้อที่ไม่ตรงกับสไตล์การใช้งานของเราเอง

หลายคนคิดว่าเครื่องดูดฝุ่นแพงกว่าก็ดีกว่า หรือดูยี่ห้อดังแล้วก็จัดไปเลย แต่ความจริงแล้วการเลือกเครื่องดูดฝุ่นที่เหมาะสมนั้นต้องดูหลายมุม ไม่ใช่แค่ราคาหรือแบรนด์อย่างเดียว ต้องมองว่าบ้านเราเป็นยังไง มีสัตว์เลี้ยงมั้ย พื้นที่ใหญ่แค่ไหน ใช้บ่อยขนาดไหน แล้วที่สำคัญคือเราชอบทำความสะอาดแบบไหน

วันนี้เราจะมาช่วยให้คุณเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นแบบไม่ผิดหวัง ไม่เสียเงินเปล่า และที่สำคัญคือใช้งานได้จริงกับบ้านคุณ ไม่ใช่แค่ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งไว้กินฝุ่นอีกตัวหนึ่ง เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเราจะพาไปดูทีละขั้นตอนว่าต้องดูอะไรบ้างก่อนจ่ายเงิน

รู้จักประเภทเครื่องดูดฝุ่นก่อน จะได้เลือกถูกทาง

ก่อนจะไปดูสเปกหรือฟีเจอร์อะไร เราต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องดูดฝุ่นมีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับใคร เพราะถ้าเลือกแบบผิดตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ใช้ไม่ถูกใจแน่นอน

แบบมีสาย เหมาะกับบ้านใหญ่ที่มีเต้าเสียบเยอะ

ถ้าบ้านคุณมีหลายห้อง พื้นที่กว้าง แล้วมีเต้าเสียบกระจายอยู่ทุกมุม แบบมีสายน่าจะโอเคมาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด ดูดได้นานเท่าไหร่ก็ได้ แรงดูดก็มักจะแรงกว่าแบบไร้สาย แต่ข้อเสียคือต้องลากสายไปมา บางทีสายพันขาเก้าอี้ หรือสายสั้นเกินไปต้องเสียบปลั๊กใหม่บ่อยๆ

ถ้าคุณไม่รังเกียจความยุ่งยากตรงนี้ แล้วต้องการความสะอาดสูงสุด เครื่องดูดฝุ่นแบบมีสายตอบโจทย์แน่นอน โดยเฉพาะถ้าในบ้านมีสัตว์เลี้ยงที่ขนร่วงเยอะ หรือมีเด็กเล็กที่ทำของเลอะเทอะบ่อย

แบบไร้สาย เหมาะกับคนขี้เกียจลากสาย

นี่คือทางเลือกที่กำลังฮิตมากในตอนนี้ เพราะใช้ง่าย หยิบมาใช้ได้เลย ไม่ต้องหาปลั๊ก ไม่ต้องกังวลสายพัน เหมาะกับคนที่อยู่คอนโด หรือบ้านที่ไม่ได้ใหญ่มาก ทำความสะอาดเสร็จภายใน 20-30 นาทีก็พอ

แต่ข้อที่ต้องระวังคือแบตเตอรี่ บางรุ่นใช้ได้แค่ 15-20 นาทีก็หมดแล้ว ถ้าบ้านคุณใหญ่หน่อย อาจต้องชาร์จกลางคัน หรือไม่ก็ต้องเลือกรุ่นที่แบตอึดกว่านี้ แล้วก็ต้องดูว่าแรงดูดลดลงมั้ยเมื่อแบตใกล้หมด เพราะบางรุ่นพอแบตเหลือน้อยแรงดูดก็อ่อนตามไปด้วย

แบบหุ่นยนต์ เหมาะกับคนไม่อยากทำอะไรเลย

ถ้าคุณขี้เกียจสุดๆ อยากให้บ้านสะอาดโดยที่ไม่ต้องทำเอง หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แค่กดปุ่มหรือตั้งเวลาไว้ มันก็จะออกไปดูดฝุ่นเองทั้งบ้าน แล้วกลับมาชาร์จตัวเองอัตโนมัติ

แต่ก็มีข้อจำกัดนะ เช่น ดูดมุมห้องไม่ค่อยสะอาด บางทีติดขาโต๊ะหรือสายไฟแล้วหยุดเฉยเลย ราคาก็แพงกว่าแบบอื่นพอสมควร ถ้าบ้านคุณไม่ค่อยมีสิ่งกีดขวาง พื้นเรียบๆ ไม่มีพรมหนา หุ่นยนต์อาจจะใช้ได้ดี แต่ถ้าบ้านรกๆ มีของกองเยอะ แนะนำให้ใช้แบบถือเองดีกว่า

สิ่งที่ต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อ

รู้แบบแล้ว ขั้นต่อไปคือดูรายละเอียดให้ละเอียด เพราะแค่เลือกแบบถูกอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องดูว่าสเปกตรงกับความต้องการเรามั้ย ไม่งั้นก็เหมือนซื้อรองเท้าสวยแต่ใส่แล้วไม่พอดี

แรงดูดต้องดีพอ ไม่งั้นดูดแล้วเหมือนไม่ได้ดูด

แรงดูดวัดเป็นหน่วย Watt หรือ AirWatt ยิ่งเลขสูงยิ่งดูดแรง แต่ไม่ได้แปลว่าเยอะแล้วดีเสมอไป เพราะถ้าแรงเกินไป อาจจะดูดพรมยกขึ้นมา หรือดูดแรงจนควบคุมยาก

สำหรับบ้านทั่วไป ถ้าพื้นเป็นกระเบื้องหรือไม้ แรงดูดประมาณ 150-200 วัตต์ก็พอใช้ได้ แต่ถ้ามีพรม มีสัตว์เลี้ยง ควรเลือกอย่างต่ำ 250 วัตต์ขึ้นไป เพื่อให้ดูดฝุ่นละเอียดและขนสัตว์ออกได้หมด

ถังเก็บฝุ่นใหญ่ไหม ไม่อยากเทบ่อยต้องดูให้ดี

เรื่องนี้หลายคนมองข้าม คิดว่าเล็กก็เล็กไป แต่จริงๆ แล้วถ้าถังเล็กเกินไป คุณต้องเทฝุ่นบ่อยมาก โดยเฉพาะถ้าบ้านใหญ่หรือมีฝุ่นเยอะ บางทีดูดไปแป๊บเดียวถังก็เต็มแล้ว

ปกติถังเก็บฝุ่นมีขนาดตั้งแต่ 0.3 ลิตรไปจนถึง 1.5 ลิตร ถ้าคุณอยู่คนเดียวหรือสองคน บ้านไม่ใหญ่มาก ถัง 0.5-0.7 ลิตรก็พอ แต่ถ้าครอบครัวใหญ่ มีเด็กหรือสัตว์เลี้ยง ควรเลือก 1 ลิตรขึ้นไปจะสบายกว่า

น้ำหนักเบาพอจับถนัดมั้ย

คนมักจะดูแต่แรงดูด ดูฟีเจอร์ แต่ลืมไปว่าเครื่องดูดฝุ่นเราต้องถือใช้จริง ถ้าหนักเกินไป ใช้ไปสักพัก มือก็ปวด หลังก็เมอย สุดท้ายก็ขี้เกียจใช้

แบบไร้สายมักจะเบากว่าแบบมีสาย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 กิโลกรัม ส่วนแบบมีสายอาจจะ 4-6 กิโลกรัม ถ้าบ้านคุณมีคนสูงอายุหรือผู้หญิงที่ไม่ค่อยมีแรง ควรเลือกแบบที่เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ แล้วลองจับดูในร้านก่อนว่าถือสบายมั้ย

ระบบกรองฝุ่นต้องดี ไม่งั้นฝุ่นกลับมาอีก

บางเครื่องดูดฝุ่นเข้าไปได้ดี แต่พอเปิดใช้แล้วกลับมีฝุ่นฟุ้งออกมาจากด้านหลัง นั่นเพราะระบบกรองไม่ดีพอ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่นหรือมีปัญหาระบบหายใจ ต้องเลือกเครื่องที่มีฟิลเตอร์ HEPA

ฟิลเตอร์ HEPA สามารถกรองฝุ่นละเอียดได้ถึง 99.97% ทำให้อากาศที่ออกจากเครื่องสะอาดมาก ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ก็ต้องดูว่าเปลี่ยนง่ายมั้ย หาซื้อได้มั้ย เพราะฟิลเตอร์ต้องเปลี่ยนเป็นระยะ ถ้าหาซื้อยาก ก็จะลำบากตอนเปลี่ยนทีหลัง

เลือกให้ตรงสไตล์การใช้งาน จะได้ไม่เสียเงินเปล่า

มาถึงตรงนี้ คุณน่าจะรู้แล้วว่าเครื่องดูดฝุ่นมีหลายแบบ แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ต่อไปเราจะมาดูกันว่าแต่ละสไตล์การใช้งานควรเลือกแบบไหนดี

ถ้าอยู่คอนโด ห้องไม่ใหญ่มาก

แนะนำเครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายที่เบา จับง่าย ใช้ได้เร็ว ไม่ต้องลากสาย เก็บได้ไม่เปลืองที่ แบตอยู่ได้สัก 20-30 นาทีก็เพียงพอ เพราะทำความสะอาดคอนโดหนึ่งห้องไม่นานหรอก

ถ้าใครชอบความสะดวกสุดๆ อยากให้ทำงานให้เอง ก็เลือกแบบหุ่นยนต์ก็ได้ แต่ต้องแน่ใจว่าคอนโดคุณพื้นเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวางเยอะ มันถึงจะทำงานได้ดี

ถ้าบ้านใหญ่ มีหลายชั้น

ต้องเลือกแบบมีสายที่แรงดูดเยอะ ถังใหญ่ เพราะจะได้ไม่ต้องเทฝุ่นบ่อย แล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด ดูดได้นานเท่าไหร่ก็นานตามสบาย

ถ้าไม่อยากลากเครื่องขึ้นลงบันได อาจจะซื้อสองเครื่องเลยก็ได้ เครื่องหนึ่งไว้ชั้นล่าง อีกเครื่องไว้ชั้นบน แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินมาก ก็เลือกแบบที่น้ำหนักเบาหน่อย จะได้ยกขึ้นลงไม่หนักมาก

ถ้ามีสัตว์เลี้ยง ขนร่วงเยอะ

ต้องเลือกแบบที่แรงดูดแรงมาก มีหัวดูดพิเศษสำหรับดูดขนสัตว์ แล้วก็ถังต้องใหญ่ด้วย เพราะขนสัตว์จะทำให้ถังเต็มเร็วกว่าปกติ

ระบบกรองก็ต้องดีด้วย เลือกแบบที่มี HEPA Filter เพื่อไม่ให้ฝุ่นและขนสัตว์ฟุ้งกลับออกมา ทำให้คนแพ้ ส่วนตัวเครื่องควรล้างทำความสะอาดได้ง่าย เพราะขนสัตว์จะเกาะแน่นมาก ถ้าทำความสะอาดยาก ก็จะสะสมกลิ่นไปด้วย

ถ้าทำความสะอาดไม่บ่อย อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง

เลือกแบบที่ใช้ง่าย หยิบมาใช้ได้เลย เพื่อไม่ให้ขี้เกียจใช้มากไปกว่านี้ แบบไร้สายน่าจะโอเค เพราะไม่ต้องตั้งเตรียม แค่หยิบมาก็ใช้ได้เลย ดูดเสร็จก็เสียบชาร์จทิ้งไว้

แต่ถ้าเป็นคนที่ขี้เกียจมากจริงๆ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็เป็นอีกตัวเลือก แค่กดปุ่มเดียวมันก็ทำงานให้ คุณนั่งดูทีวีหรือทำงานไปเลย พอเสร็จมันก็กลับไปชาร์จเอง

อย่าลืมดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญ

นอกจากเรื่องใหญ่ๆ ที่เราพูดมา ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่คนมักจะมองข้าม แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญมาก เพราะมันเกี่ยวกับความสะดวกในการใช้งานระยะยาว

หัวดูดมีให้หลายแบบมั้ย

เครื่องดูดฝุ่นที่ดีควรมีหัวดูดหลายแบบ เช่น หัวสำหรับพื้นกระเบื้อง หัวสำหรับพรม หัวแบบแคบๆ สำหรับดูดมุมห้องหรือซอกแคบ หัวแบบแปรงสำหรับเฟอร์นิเจอร์

ถ้ามีหัวดูดหลายแบบ คุณจะทำความสะอาดได้ครบทุกมุมของบ้าน ไม่ต้องซื้อหลายเครื่อง แต่ถ้าเครื่องไหนมาแค่หัวเดียว ก็ต้องดูว่ามันเป็นหัวที่ใช้งานได้หลากหลายมั้ย หรือต้องไปซื้อหัวเพิ่มเองทีหลัง

เสียงดังมั้ย จะได้ไม่รบกวนใคร

เรื่องเสียงนี่หลายคนลืมคิด จนพอซื้อมาแล้วเปิดใช้ เสียงดังมาก รบกวนคนในบ้าน รบกวนเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะถ้าอยู่คอนโดที่ผนังบาง

โดยทั่วไปเครื่องดูดฝุ่นมีเสียงประมาณ 60-80 เดซิเบล ถ้าต่ำกว่า 70 ถือว่าเสียงไม่ดังมาก แต่ถ้าเกิน 80 อาจจะรบกวนเกินไป ลองหาข้อมูลเรื่องเสียงดูก่อนซื้อ หรือถ้าไปดูของที่ร้าน ก็ลองเปิดดูเลยว่าเสียงดังขนาดไหน

ซ่อมง่าย หาอะไหล่ได้มั้ย

อันนี้สำคัญมาก เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าย่อมมีวันเสีย ถ้าเป็นยี่ห้อที่หาอะไหล่ยาก ศูนย์บริการน้อย พอเสียก็ต้องทิ้งเลย เสียดายเงิน

ก่อนซื้อลองเช็คดูว่ายี่ห้อนั้นมีศูนย์บริการในเมืองไทยมั้ย หาอะไหล่ง่ายมั้ย การันตีนานแค่ไหน ถ้าการันตียาว แสดงว่าแบรนด์มั่นใจในคุณภาพ ส่วนถ้าการันตีสั้น หรือไม่มีศูนย์บริการ ก็ควรคิดใหม่

เช็คลิสต์ก่อนจ่ายเงิน ไม่ให้พลาดอะไร

มาถึงตรงนี้คุณน่าจะรู้แล้วว่าจะเลือกแบบไหน แต่ก่อนจ่ายเงินจริง ลองเช็คตามลิสต์นี้อีกทีนะ เผื่อมีอะไรที่ยังไม่ได้คิดถึง

  • ประเภทของเครื่อง: มีสาย ไร้สาย หรือหุ่นยนต์ เหมาะกับบ้านคุณมั้ย
  • แรงดูด: เพียงพอกับฝุ่นและความสกปรกในบ้านคุณมั้ย
  • ขนาดถังเก็บฝุ่น: ใหญ่พอจะไม่ต้องเทบ่อยมั้ย
  • น้ำหนัก: เบาพอที่จะถือใช้งานสะดวกมั้ย
  • ระบบกรอง: มี HEPA Filter หรือไม่ (สำคัญถ้าแพ้ฝุ่น)
  • แบตเตอรี่: ใช้งานได้นานพอมั้ย (กรณีไร้สาย)
  • หัวดูด: มีหลายแบบให้เลือกใช้มั้ย
  • เสียง: ดังเกินไปหรือไม่
  • การรับประกัน: ยาวแค่ไหน มีศูนย์บริการมั้ย
  • ราคา: คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มั้ย

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำสุดท้าย

เครื่องดูดฝุ่นที่ดีที่สุดไม่ใช่เครื่องที่แพงที่สุด แต่คือเครื่องที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของคุณที่สุด ถ้าคุณอยู่คอนโดเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องแรงดูดสูงๆ ราคาแพง แบบไร้สายเบาๆ ที่ใช้ง่ายก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าบ้านใหญ่ มีสัตว์เลี้ยง ก็อย่าไปเลือกแบบที่แรงดูดอ่อนหรือถังเล็กเกินไป เพราะจะเสียเวลามากกว่าที่คิด

สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าคุณจะใช้งานบ่อยแค่ไหน ทำความสะอาดอะไรบ้าง พื้นที่ใหญ่แค่ไหน แล้วเลือกให้ตรงกับความต้องการ อย่าไปตามกระแสหรือเห็นคนอื่นใช้แล้วดีก็ซื้อตาม เพราะแต่ละบ้านมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะพอเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่าตัวไหนเหมาะกับคุณที่สุด ขอให้ได้เครื่องดูดฝุ่นที่ช่วยให้บ้านสะอาด ใช้งานสะดวก และที่สำคัญคือคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ไม่ต้องไปนอนกินฝุ่นในตู้เก็บของแน่นอน

Related Articles