Home ช็อปปิ้งรีวิวแนะนำ 5 อันดับ เร้าเตอร์ เลือกซื้อ ยี่ห้อไหนดี ปี 2025

รีวิวแนะนำ 5 อันดับ เร้าเตอร์ เลือกซื้อ ยี่ห้อไหนดี ปี 2025

by admin
A+A-
Reset

เคยไหมกับการที่ต้องเจอกับปัญหาอินเตอร์เน็ตหรือ Wifi ติดๆขัดๆ เดี๋ยวหลุดบ้าง สัญญาณอ่อนบ้าง บางครั้งไม่ได้เกิดปัญหาจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต แต่เกิดปัญหามาจากตัวปล่อยสัญญาณภายในบ้านหรือเร้าเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีประเภทนี้ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงได้เร็วและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเครื่องปล่อยสัญญาณหรือเร้าเตอร์ของเราอาจไม่รองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆหรือคลื่นสัญญาณที่ให้ความเร็วที่สูงกว่าได้

เราควรใช้เร้าเตอร์แบบไหน เร้าเตอร์เองก็มีหลายยี่ห้อหลายชนิด แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ก็มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป แม้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะมีการติดตั้งเร้าเตอร์ที่แถมมาให้ฟรี แต่บางครั้งอาจเจอกับปัญหาประเภทเร้าเตอร์เสีย ส่งสัญญาณอ่อน แค่ออกไปอีกห้องความเร็วก็ลดลงเป็นอย่างมากแล้ว หรือบางครั้งเครื่องเก่าเกินไป ผู้ให้บริการเขาปรับความแรงของอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นให้ แต่ตัวเร้าเตอร์ของเราไม่รองรับ ก็จำเป็นต้องหาซื้อเครื่องใหม่เพื่อมาใช้งานให้เข้ากับสัญญาณอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน เราจึงรวบรวมเร้าเตอร์มาให้คุณได้เปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อเพื่อไม่ให้คุณต้องเสียเวลาไปเดินหาตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้า แต่สามารถจัดการได้อย่างง่ายๆและรวดเร็ว ซึ่งเร้าเตอร์ที่เรานำมาเสนอนั้นเราได้คัดไว้แล้วว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. เร้าเตอร์ ASUS รุ่น RT-AC1300UHP

เร้าเตอร์ ASUS รุ่น RT-AC1300UH

เอซุสไม่เพียงแต่จะมีผลิตภัณฑ์จำพวกคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว ยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย จึงมีการผลิตเร้าเตอร์ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อตอบสนองการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ด้วยคุณภาพของเร้าเตอร์ที่ให้มาดังนี้

  • ให้สัญญาณที่แรงรองรับการสตรีมเกมด้วยคุณภาพวีดีโอระดับ 4K 60fps ได้อย่างสบายๆทั้งในเครื่องเล่นเกม XboxOne และ Playstation4
  • รองรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วยความแรงสูงสุดถึง 1300mb
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลส่งสัญญาณด้วย Ram256mb ทำให้ความเร็วอินเตอร์เน็ตนั้นวิ่งได้เต็มสปีดเสถียรความเร็วไม่ตก
  • ขยายขอบเขตการกระจายสัญญาณ Wifi ด้วยเสาส่งสัญญาณถึง 4 เสาทำให้สัญญาณกระจายออกไปได้ไกลขึ้น
  • สามารถควบคุมปรับแต่งเร้าเตอร์ผ่านโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ได้ตลอดทุกที่ด้วย ASUS Router App
  • มีช่องเสียบสาย LAN ถึง 4 ช่อง ที่รองรับทั้งสมาร์ททีวี เครื่องเล่นเกม และเครื่องเล่นมีเดียอื่นๆ
  • มีช่องต่อ USB 3.0 ที่ให้ความเร็วเหนือกว่าแบบ USB 2.0 ถึง 10 เท่า และสามารถใช้งานได้หลากหลาย
  • สามารถใช้การเชื่อมต่อกับ ASUS AiCloud ได้
  • มีประกันสินค้าให้ตลอดการใช้งานนานสูงถึง 5 ปีเต็ม

 

2. เร้าเตอร์ TP-LINK รุ่น TL-MR6400

เร้าเตอร์ TP-LINK รุ่น TL-MR6400

ทีพีลิ้งค์ หนึ่งในยี่ห้อที่ขึ้นชื่อในเรื่องของผลิตภัณฑ์กระจายสัญญาณ ซึ่งเก่งในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทำให้ไว้วางใจได้อย่างแน่นอนว่า เร้าเตอร์จากทีวีลิ้งค์มีคุณภาพอย่างแน่นอน ยิ่งรุ่นนี้ที่ทำมาเพื่อรองรับกับอินเตอร์เน็ต 4G ในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะด้วย ยิ่งไม่ควรพลาด เพื่อให้เราได้ใช้อินเตอร์เน็ตด้วยความแรงที่เต็มสปีดได้อย่างไม่มีปัญหา และคุณสมบัติอื่นๆของเร้าเตอร์ตัวนี้ที่น่าสนใจก็มี ดังนี้

  • ใช้กระจายสัญญาณอินเตอร์ 4G LTE กับอุปกรณ์อื่นๆได้อีกมากมายหลากหลาย
  • ความเร็วในการเชื่อมต่อ WiFi เร็วสูงสุดถึง 300Mb
  • ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุดถึง 150Mb
  • เสาที่ใช้กระจายสัญญาณ WiFi มีขนาดใหญ่ 2 อัน กระจายสัญญาณได้แรงขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขึ้น
  • มีพอร์ต WAN/LAN ที่รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายใช้ได้ทั้งแบบไฟเบอร์ ทั้งโมเด็ม DSL ทั้งสายเคเบิ้ล และอื่นๆอีก
  • มีประกันสินค้าให้ตลอดการใช้งานนานสูงถึง 3 ปีเต็ม

 

3. เร้าเตอร์ Mi Router 3

เร้าเตอร์ Mi Router 3

Mi หรือที่คุ้นชื่อในยี่ห้อ Xiaomi หนึ่งในแบรนด์โทรศัพท์มือถือชื่อดังของจีน นอกจากนี้ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เร้าเตอร์เพื่อกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตควบคู่ไปกับโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์กระจายสัญญาณก็จำเป็นต้องพัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน ก็เป็นอีกยี่ห้อที่สามารถไว้วางใจในเรื่องของคุณภาพได้เพราะชื่อเสียงและเทคโนโลยีของ Xiaomi ก็เป็นที่ยอมรับ คุณจะได้รับเร้าเตอร์ที่คุ้มค่ากับราคาอย่างแน่นอน มาดูในเรื่องคุณสมบัติของเร้าเตอร์ตัวนี้ว่ามีอะไรดีบ้าง

  • ตัวกระจายสัญญาณ WiFi นั้นมีประสิทธิภาพเร็วกว่าเร้าเตอร์ทั่วๆไปถึง 3 เท่า
  • รองรับอินเตอร์เน็ตทั้งในระบบ 2.4G และ 5G
  • มีเสากระจายสัญญาณถึง 4 เสาเพื่อการกระจายสัญญาณได้มากขึ้น กว้างขึ้น และแรงขึ้น
  • สามารถควบคุมระบบและเร้าเตอร์ผ่าน Xiaomi MiWiFi App บนโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่
  • รองรับการเชื่อมต่อ WiFi กับอุปกรณ์อื่นได้สูงถึง 126 อุปกรณ์
  • ระบบปฏิบัติการและประมวลผลของเครื่องเร้าเตอร์นั้นเร็วถึง 128Mb เร็วกว่าเร้าเตอร์ปกติทั่วๆไปถึง 8 เท่า
  • มีประกันสินค้าให้ตลอดการใช้งานนานสูงถึง 1 ปีเต็ม

 

4. เร้าเตอร์ D-LINK 4G LTE Router รุ่น DWR-921

เร้าเตอร์ D-LINK 4G LTE Router รุ่น DWR-921

ดีลิ้งค์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์กระจายสัญญาณและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ใช่ยี่ห้อเล็กๆหรือประเภทย้อมแมวขาย ซึ่งดีลิ้งค์มีสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทนี้อีกมากมายที่เกี่ยวกับระบบ เน็ตเวิร์ต WiFi เร้าเตอร์ USB มีไปยันถึงกล้องวงจรปิดก็ยังมี คุณจะวางใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์จากดีลิ้งค์มีคุณภาพอย่างแน่นอน เพราะดีลิ้งค์พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์มาทางด้านนี้โดยเฉพาะ และเร้าเตอร์ตัวที่เรานำมาเสนอให้คุณได้ลองเลือกนั้นมีความพิเศษดังนี้

  • รองรับอินเตอร์เน็ต 4G LTE ที่สามารถรับความเร็วสูงสุดได้ถึง 150mb
  • สามารถสร้างเครือข่ายไร้สายได้ และมี LAN Port ให้ถึง 4 ช่อง
  • สามารถใส่ซิมการ์ดและ WAN Port เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้
  • เสาที่ใช้กระจายสัญญาณ WiFi มีขนาดใหญ่ 2 อัน กระจายสัญญาณได้แรงขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขึ้น
  • มีประกันสินค้าให้ตลอดการใช้งานนานสูงถึง 3 ปีเต็ม

 

5. เร้าเตอร์ TP-LINK รุ่น TL-WR841N

เร้าเตอร์ TP-LINK รุ่น TL-WR841N

ทีพีลิ้งค์ ยี่ห้อชั้นนำของอุปกรณ์เชื่อมต่อและกระจายสัญญาณ หากคุณได้สัมผัสกับคุณภาพผลิตภัณฑ์จากทีพีลิ้งค์แล้วจะรู้ว่ามันดีจริง ไม่งั้นจะไม่สามารถการันตีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในด้านนี้ได้ และอีกหนึ่งเร้าเตอร์ของทีพีลิ้งค์ที่เรานำมาเสนอให้ของรุ่นนี้ คุณจะไม่ผิดหวังกับคุณสมบัติที่คุ้มค่ากับราคา เพราะรุ่นนี้มีเรื่องของการป้องกัน และรองรับคุณภาพการใช้งานจนกล้ารับประกันสินค้าให้แบบที่คุณไม่คาดคิดว่าจะมียี่ห้อไหนให้ได้ เรามาดูกันว่าทีพีลิ้งค์รุ่นนี้ให้อะไรคุณได้บ้าง

  • เชื่อมต่อ WiFi ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300mb
  • สามารถสร้างเครือข่ายแบบไร้สายได้ แถมสามารถรับความเร็วได้สูงกว่าเร้าเตอร์ปกติทั่วๆไปถึง 15 เท่า
  • มีการเข้ารหัส WPA2 ที่จะสามารถช่วยป้องกันการโจมตีจากเครือข่ายข้างนอกได้
  • ตัวกระจายสัญญาณนั้นสามารถกระจายได้ไกลกว่าเร้าเตอร์ทั่วๆไปที่มีขนาดเดียวกันถึง 5 เท่า
  • ให้ประกันสินค้าตลอดอายุการใช้งานไม่จำกัด

 

วิธีเลือกซื้อเร้าเตอร์ให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025

เคยมั้ยครับที่ซื้อเร้าเตอร์มาแล้วรู้สึกว่า “เอ๊ะ ทำไมมันไม่เร็วเท่าที่คิด” หรือ “ไปครึ่งบ้านก็สัญญาณหาย” บางคนซื้อเครื่องราคาหมื่นต้นมาแต่ใช้แค่เช็คอีเมลกับดูคลิป YouTube ก็รู้สึกเสียดายเงิน ขณะที่บางคนซื้อมาแค่พันกว่าบาทแต่ต้องมานั่งรีบูตเครื่องวันละหลายรอบ เพราะสัญญาณหลุดบ่อยมาก

ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากเพราะตอนไปซื้อเรามักจะฟังแต่พนักงานขายหรือดูแต่ราคา โดยไม่ได้คิดถึงการใช้งานจริงของตัวเองเลย บ้านเราใหญ่แค่ไหน มีคนใช้พร้อมกันกี่คน ใช้เน็ตทำอะไรบ้าง อุปกรณ์ที่จะต่อเข้ากับเร้าเตอร์มีกี่ตัว คำถามพวกนี้ถ้าตอบได้ชัดเจน การเลือกซื้อเร้าเตอร์จะง่ายขึ้นเยอะเลย

วันนี้เราเลยอยากจะพาไปดูว่า การเลือกซื้อเร้าเตอร์ให้คุ้มค่าต้องดูอะไรบ้าง แบบจับมือทำให้เห็นภาพชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่คอนโดเล็กๆ หรือบ้านสองชั้นที่มีคนใช้เน็ตพร้อมกันเยอะ ก็สามารถเลือกได้ถูกต้องไม่ผิดหวัง

1. เริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่า คุณใช้เน็ตทำอะไรบ้าง

คำถามแรกที่สำคัญที่สุดคือ เราใช้เน็ตทำอะไรบ้าง เพราะแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน ถ้าแค่เช็คอีเมล ดูหนัง เล่นโซเชียล ก็ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนกับเร้าเตอร์ระดับไฮเอนด์หรอก แต่ถ้าใครที่ทำงานจากบ้าน ต้องเปิดประชุม Zoom บ่อยๆ หรือเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องการความเสถียรสูง การเลือกเร้าเตอร์ต้องดูรายละเอียดมากกว่านี้แน่นอน

งานเบาๆ – เช็คอีเมล ดูหนัง เล่นโซเชียล

ถ้าคุณใช้เน็ตแค่งานพื้นฐาน เร้าเตอร์ที่รองรับความเร็ว AC1200 หรือ AC1750 ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งปกติเร้าเตอร์แบบนี้ก็จะอยู่ในงบประมาณไม่เกินสองพันบาท รองรับการใช้งานได้ประมาณ 3-5 อุปกรณ์พร้อมกัน เหมาะกับคนอยู่คนเดียวหรือคู่รักที่ไม่ได้ใช้เน็ตหนักมาก

งานหนักกลาง – ทำงานจากบ้าน ดูหนัง 4K เล่นเกมเป็นบางครั้ง

กลุ่มนี้ต้องการความเร็วและเสถียรภาพมากขึ้น แนะนำให้มองหาเร้าเตอร์ที่รองรับ AC2600 หขึ้นไป หรือจะเป็น Wi-Fi 6 (AX) ก็ดี เพราะจะรองรับการใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้ดีกว่า เหมาะกับครอบครัว 3-4 คน ที่ต้องเปิดทำงาน ดูหนัง เล่นเกมพร้อมกันได้

งานหนักมาก – สตรีมเกม ทำงานกราฟิก ใช้ Smart Home เยอะ

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ อย่าไปประหยัดกับเร้าเตอร์เลย ต้องมองหาเครื่องที่รองรับ Wi-Fi 6 หรือ Wi-Fi 6E ที่มี Tri-band หรือ Quad-band เพราะจะแบ่งช่องสัญญาณให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่โดยไม่รบกวนกัน ราคาอาจจะสูงหน่อยแต่คุ้มค่ากับการใช้งานจริงๆ

2. ขนาดบ้านและจำนวนชั้น มีผลมากกว่าที่คิด

หลายคนมักจะลืมคิดเรื่องนี้ แล้วไปโฟกัสแค่ความเร็วอย่างเดียว จริงๆ แล้วขนาดบ้านและจำนวนชั้นมีผลกับการเลือกเร้าเตอร์มากเลย เพราะถ้าบ้านใหญ่แต่ใช้เร้าเตอร์ตัวเดียวที่อยู่มุมบ้าน ก็มีหวังแย่แน่ๆ

คอนโดหรือห้องเช่า (30-50 ตารางเมตร)

ถ้าอยู่ห้องเล็กๆ เร้าเตอร์ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปเลือกแบบที่มีเสาอากาศเยอะมาก เพราะพื้นที่ไม่ได้กว้างขนาดนั้น แต่ต้องระวังเรื่องผนังคอนกรีต บางทีแค่ห้องนอนกับห้องนั่งเล่นยังกั้นด้วยผนังหนา สัญญาณก็อาจจะอ่อนได้ กรณีนี้อาจจะต้องดูเร้าเตอร์ที่มี Beamforming เพื่อส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์ได้ตรงจุดมากขึ้น

บ้านเดี่ยวชั้นเดียว (80-150 ตารางเมตร)

บ้านขนาดกลางแบบนี้ต้องดูตำแหน่งวางเร้าเตอร์ด้วย ถ้าวางตรงกลางบ้านก็โอเคอยู่ แต่ถ้าไปวางมุมบ้านหรือใกล้หน้าต่าง สัญญาณอาจจะไปไกลไม่ถึงห้องด้านในได้ กรณีนี้แนะนำให้ใช้เร้าเตอร์ที่มี External Antenna หลายตัว หรือถ้าไม่อยากปวดหัว ก็เลือกใช้ระบบ Mesh Wi-Fi ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ได้ดีกว่า

บ้านสองชั้นขึ้นไป (150 ตารางเมตรขึ้นไป)

บ้านแบบนี้จริงๆ แล้วควรใช้ Mesh Wi-Fi ตั้งแต่แรกเลย เพราะการพึ่งเร้าเตอร์ตัวเดียวแม้จะแรงแค่ไหน ก็ยากที่จะครอบคลุมทุกมุมบ้านได้ดี ระบบ Mesh จะมีหลายตัวทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียว ทำให้เดินไปไหนก็ได้สัญญาณแรงตลอด ไม่ต้องมานั่งสลับ Wi-Fi ให้ปวดหัว

3. จำนวนอุปกรณ์ที่ต่อพร้อมกัน คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ

ปัจจุบันเราใช้อุปกรณ์ที่ต่อ Wi-Fi เยอะมาก ไม่ใช่แค่โทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีทีวี แท็บเล็ต กล้อง CCTV ลำโพง Smart Home หลอดไฟอัจฉริยะ และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้านับรวมแล้วบางบ้านอาจจะมีอุปกรณ์ 15-20 ตัวเลย

เร้าเตอร์ควรรองรับกี่ตัว?

กฎง่ายๆ คือ นับจำนวนอุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้าน แล้วเลือกเร้าเตอร์ที่รองรับได้มากกว่านั้นประมาณ 30-50% เผื่อไว้สำหรับอนาคต ตัวอย่างเช่น ถ้าบ้านมีอุปกรณ์ 10 ตัว ควรเลือกเร้าเตอร์ที่รองรับอย่างน้อย 15 ตัวขึ้นไป

เร้าเตอร์ที่ดีจะมีเทคโนโลยี MU-MIMO (Multi-User, Multiple Input, Multiple Output) ที่ช่วยให้ส่งข้อมูลไปหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้โดยไม่ต้องรอคิว ทำให้ทุกคนในบ้านได้ใช้เน็ตเร็วเท่าเทียมกัน

4. มาดู Feature สำคัญที่ควรมี ไม่ใช่แค่ความเร็ว

ตอนเลือกเร้าเตอร์ อย่าดูแค่ตัวเลขความเร็วอย่างเดียว เพราะมี Feature อื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน บางอย่างอาจจะดูไม่จำเป็นตอนแรก แต่พอใช้ไปจะรู้ว่ามันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

QoS (Quality of Service)

ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดลำดับความสำคัญของการใช้งาน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังประชุมงานทาง Zoom แต่ลูกกำลังดู Netflix ระบบ QoS จะจัดสรรความเร็วให้กับงานประชุมก่อน เพื่อไม่ให้ภาพกระตุกหรือเสียงหาย ฟีเจอร์นี้เหมาะมากสำหรับคนที่ทำงานจากบ้าน

Parental Control

สำหรับใครที่มีลูก ฟีเจอร์นี้สำคัญมาก เพราะสามารถควบคุมเวลาใช้เน็ตของแต่ละคนได้ บล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม หรือจำกัดเวลาการใช้งาน เช่น ห้ามใช้เน็ตหลัง 4 ทุ่ม เพื่อให้ลูกได้นอนพักผ่อน

Guest Network

การมี Wi-Fi สำหรับแขกมาเยือนแยกออกจากเครือข่ายหลักเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ไม่ให้ใครเข้าถึง Network Attached Storage หรืออุปกรณ์ที่สำคัญในบ้านได้

App สำหรับจัดการ

เร้าเตอร์สมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีแอปพลิเคชันให้ดาวน์โหลดมาตั้งค่าและจัดการผ่านมือถือได้ ซึ่งง่ายกว่าการเข้าไปตั้งค่าผ่านเว็บเบราว์เซอร์เยอะ บางแอปยังบอกว่าอุปกรณ์ไหนกำลังใช้เน็ตอยู่ ใช้ไปเท่าไหร่ แบ่งแยกได้ชัดเจน

5. Wi-Fi 5, Wi-Fi 6 หรือ Wi-Fi 6E ควรเลือกแบบไหนดี

คำถามนี้หลายคนสงสัยกัน เพราะราคามันห่างกันเยอะด้วย Wi-Fi 5 (802.11ac) ถูกที่สุด Wi-Fi 6 (802.11ax) ราคากลางและกำลังได้รับความนิยมมาก ส่วน Wi-Fi 6E เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้ความถี่ 6 GHz เพิ่มเข้ามา ราคาค่อนข้างสูง

Wi-Fi 5 – ยังใช้ได้ดีอยู่ถ้างบจำกัด

ถ้าคุณมีงบไม่มาก แต่ต้องการเร้าเตอร์ที่ใช้งานได้ปกติ Wi-Fi 5 ก็ยังโอเคอยู่ รองรับความเร็วได้ถึง 3.5 Gbps ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่อาจจะไม่ค่อยดีในบ้านที่มีอุปกรณ์เยอะมากและใช้พร้อมกัน

Wi-Fi 6 – ตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้

Wi-Fi 6 เป็นตัวเลือกที่แนะนำมากสำหรับคนที่กำลังจะซื้อเร้าเตอร์ใหม่ เพราะมันปรับปรุงเรื่องความเร็ว ประสิทธิภาพ และการจัดการหลายอุปกรณ์ได้ดีกว่า Wi-Fi 5 เยอะ ประหยัดแบตเตอรี่ของอุปกรณ์มือถือด้วย และที่สำคัญคือราคาเริ่มลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่คุ้มค่ามากแล้ว

Wi-Fi 6E – สำหรับคนที่ต้องการสุดยอด

Wi-Fi 6E จะเหมาะกับคนที่มีอุปกรณ์เยอะมาก ใช้งานหนัก หรืออยู่ในพื้นที่ที่มี Wi-Fi เยอะจนรบกวนกัน เพราะมันใช้ย่านความถี่ 6 GHz ที่ยังไม่มีคนใช้มากนัก ทำให้สัญญาณเร็วและเสถียรมาก แต่ราคาสูงกว่าพอสมควร

6. Checklist ง่ายๆ ก่อนกดสั่งซื้อ

ก่อนที่จะกดสั่งซื้อ ลองเช็คข้อมูลพวกนี้ให้ครบก่อน จะได้ไม่ผิดหวังหลังซื้อมา:

  • ความเร็วเน็ตที่บ้าน – เช็คแพ็กเกจเน็ตที่บ้านคุณว่าความเร็วเท่าไหร่ ถ้าซื้อเร้าเตอร์ที่ช้ากว่าแพ็กเกจ ก็จะไม่ได้ความเร็วเต็มที่
  • ขนาดพื้นที่ – วัดพื้นที่บ้านคร่าวๆ แล้วเลือกเร้าเตอร์ให้ครอบคลุมได้ทั่วถึง หรือเตรียมใจซื้อ Mesh Wi-Fi ไปเลย
  • จำนวนอุปกรณ์ – นับให้ชัดว่ามีกี่ตัว อย่าลืมนับพวก Smart Home ด้วย แล้วเลือกเร้าเตอร์ที่รองรับได้มากกว่าที่นับได้
  • งบประมาณ – ตั้งงบไว้ให้ชัดเจน อย่าไปซื้อของที่แพงจนเกินไป แต่ก็อย่าถูกจนเกินไปจนได้ของไม่ดี ช่วงสองพันถึงสามพันบาทก็ได้ของดีแล้วสำหรับบ้านทั่วไป
  • Brand และรีวิว – ลองหารีวิวจากคนที่ใช้จริงดู อ่านทั้งรีวิวดีและรีวิวแย่ เพื่อจะได้รู้ข้อดีข้อเสียชัดเจน
  • Warranty – เช็คว่ามีการรับประกันกี่ปี มี Service Center ในไทยมั้ย เพราะถ้าเครื่องเสียจะได้ไม่ปวดหัว

7. สัญญาณอ่อนหรือไม่เสถียร มีวิธีแก้ไขแบบง่ายๆ

แม้จะเลือกซื้อเร้าเตอร์ดีๆ มาแล้ว บางทีก็ยังเจอปัญหาสัญญาณอ่อนหรือไม่เสถียรได้ ลองเช็คสาเหตุและแก้ไขดูตามนี้:

วางตำแหน่งเร้าเตอร์ผิด

ตำแหน่งที่วางเร้าเตอร์สำคัญมาก อย่าไปวางในตู้ ใกล้กำแพง หรือมุมบ้าน ควรวางให้สูงจากพื้นประมาณหนึ่งเมตร และอยู่ตรงกลางบ้านถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการวางใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่รบกวนสัญญาณ เช่น ไมโครเวฟ ตู้เย็น หรือลำโพงบลูทูธ

ใช้ช่องสัญญาณที่แออัด

โดยเฉพาะในคอนโดที่มี Wi-Fi เยอะมาก อาจจะใช้ช่องสัญญาณทับซ้อนกัน ลองเข้าไปตั้งค่าเปลี่ยนช่องสัญญาณใหม่ หรือเปิดโหมด Auto ให้เร้าเตอร์เลือกช่องที่ว่างเอง

Firmware ไม่ได้อัปเดต

เร้าเตอร์ก็มี Firmware ที่ต้องอัปเดตเหมือนโทรศัพท์ ลองเข้าไปเช็คว่ามีเวอร์ชันใหม่มั้ย การอัปเดต Firmware ช่วยแก้บั๊กและเพิ่มประสิทธิภาพได้

8. Mesh Wi-Fi หรือ Range Extender ดีกว่ากัน

ถ้าเร้าเตอร์ตัวเดียวไม่สามารถครอบคลุมทั้งบ้านได้ คุณมีสองทางเลือกหลักๆ คือ Mesh Wi-Fi กับ Range Extender แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน

Mesh Wi-Fi

ระบบ Mesh จะมีหลายตัวทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียว เมื่อคุณเดินไปไหน มันจะสลับไปใช้ตัวที่ใกล้ที่สุดโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งสลับ Wi-Fi เอง ข้อดีคือใช้งานง่าย เสถียร ครอบคลุมพื้นที่ดี ข้อเสียคือราคาแพงกว่า

Range Extender

ตัวขยายสัญญาณราคาถูกกว่า Mesh มาก แต่จะสร้าง Wi-Fi ใหม่ที่ต้องสลับเอง และความเร็วจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เหมาะกับคนที่มีงบน้อยและไม่ได้เดินไปมาบ่อย

ถ้าถามว่าแนะนำอันไหน คำตอบคือ Mesh Wi-Fi จะดีกว่าในทุกด้าน แต่ถ้างบไม่พอก็ใช้ Range Extender ไปก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีสัญญาณเลย

9. เรื่องความปลอดภัย อย่าลืมตั้งค่าให้ดี

เร้าเตอร์คือประตูเข้าสู่บ้านของคุณในโลกดิจิทัล ถ้าไม่ดูแลความปลอดภัยให้ดี ข้อมูลส่วนตัวอาจจะรั่วไหลได้ ลองเช็คสิ่งเหล่านี้:

  • เปลี่ยนรหัสผ่าน Admin – อย่าใช้รหัส Default ที่มากับเครื่อง เปลี่ยนเป็นรหัสใหม่ที่คาดเดายาก
  • ใช้ WPA3 – เป็นมาตรฐานความปลอดภัยล่าสุด ถ้าเร้าเตอร์รองรับก็เปิดใช้เลย ถ้าไม่ได้ก็ใช้ WPA2 ไปก่อน อย่าใช้ WEP เด็ดขาด
  • ปิด WPS – ฟีเจอร์นี้อาจจะสะดวก แต่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยสูง ปิดไว้ดีกว่า
  • ซ่อนชื่อ Wi-Fi (SSID) – ถ้าอยากปลอดภัยมากขึ้นก็ซ่อนชื่อ Wi-Fi ไว้ แต่ก็อาจจะไม่สะดวกตอนมีแขกมาเยือน

10. บอกได้เลยว่า ไม่มีเร้าเตอร์ตัวเดียวที่เหมาะกับทุกคน

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อเร้าเตอร์คือการเข้าใจการใช้งานของตัวเอง อย่าไปฟังคนอื่นบอกว่าตัวไหนดีแล้วซื้อตาม เพราะความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่อยู่คอนโดเล็กๆ ใช้เน็ตแค่ดูหนัง ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเร้าเตอร์ห้าพันบาท แต่คนที่อยู่บ้านใหญ่มีคนใช้เน็ตเยอะ ก็ไม่ควรไปซื้อของถูกมาใช้แล้วคาดหวังว่าจะดี

จริงๆ แล้วการเลือกซื้อเร้าเตอร์ไม่ยากอย่างที่คิด แค่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ใช้งานแบบไหน แล้วจับคู่ให้เข้ากับงบประมาณที่มี ก็จะได้เครื่องที่เหมาะสมที่สุดแล้ว อย่าลืมว่าเร้าเตอร์ที่แพงที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะดีที่สุดสำหรับคุณเสมอไป

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแบบไหนดี ลองตอบคำถามง่ายๆ เหล่านี้ดู: บ้านใหญ่แค่ไหน? มีคนใช้เน็ตกี่คน? ใช้เน็ตทำอะไรบ้าง? งบประมาณเท่าไหร่? พอตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นเยอะว่าเร้าเตอร์แบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด

สุดท้ายนี้ แนะนำให้เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละรุ่นที่สนใจก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะทุกรุ่นมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกัน การเลือกให้ถูกตั้งแต่แรกจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและเงินได้เยอะ ไม่ต้องมาผิดหวังหรือเสียใจทีหลัง ขอให้เจอเร้าเตอร์ที่ใช่สำหรับบ้านคุณนะครับ!

Related Articles