ด้วยโทรศัพท์มือถือคือปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนต้องมีเอาไว้ใช้งาน ซึ่งความที่มีหลายรุ่น หลากยี่ห้อ จึงทำให้การซื้อใช้ไม่ต้องเลือกเน้นความหรูหราอะไรมากนัก แค่ราคาหลักพันบาทก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล ใครที่กำลังมองหา โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5,000 บาท ก็ขอแนะนำ 7 รุ่นดี ๆ ที่การันตีว่าใช้งานได้จริงในราคาสุดคุ้ม สบายงบ เซฟเงินในกระเป๋าได้อีกเพียบ
เทคนิคในการชาร์จโทรศัพท์มือถือให้เต็มเร็วขึ้น ไม่เสียเวลารอนาน
1. ไม่ใช้งานมือถือขณะชาร์จ
เคยสังเกตหรือไม่เวลาที่ทุกคนชาร์จมือถือแล้วยังเล่นนั่นเล่นนี่ต่อไปด้วยความรวดเร็วของแบตจะช้ามาก แต่ในทางกลับกันหากมีการชาร์จมือถือแล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายใด ๆ ใช้เวลาไม่นานแบตเตอรี่ก็จะเต็มอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาในการรอ ดังนั้นทุกครั้งที่ชาร์จก็อย่าพึ่งหยิบมาเล่นควรปล่อยเอาไว้ก่อนรอให้เต็มทีเดียวจะดีที่สุด
2. ปิดเครื่องในขณะชาร์จ
อีกเทคนิคที่จะช่วยให้การชาร์จแบตเตอรี่มือถือของคุณเต็มเร็วขึ้นคือ ทำการปิดมือถือในขณะที่กำลังชาร์จอยู่ เพราะปกติเวลาปิดเครื่องพลังงานก็จะไม่ได้ถูกใช้อยู่แล้ว ส่งผลให้ไฟที่ถูกชาร์จเข้าไปเต็มเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดการเสื่อมคุณภาพของแบตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เนื่องจากระหว่างชาร์จมั่นใจได้เลยว่าไม่ได้ใช้งานแน่นอน อย่างไรก็ตามแนะนำให้ชาร์จด้วยวิธีนี้ช่วงที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้งานจริง ๆ เช่น วันหยุด, วันพักผ่อน ฯลฯ
3. เปิดโหมดประหยัดพลังงานระหว่างชาร์จ
Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานในมือถือรุ่นใหม่ ๆ จะมีให้ใช้งานกันแล้ว เป็นโหมดที่จะช่วยเซฟพลังงานมือถือให้ใช้ได้ยาวนานมากขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยการประหยัดพลังงานที่มากกว่าเดิม ส่งผลให้แอปพลิเคชันบางประเภทก็มีโอกาสทำงานได้ไปเต็มประสิทธิภาพ เช่น หลุด กระตุก ค้าง ดังนั้นโหมดนี้จึงนิยมใช้เฉพาะการต้องเก็บแบตไว้นาน ๆ รวมถึงระหว่างการชาร์จที่จะช่วยประหยัดไม่ให้แบตถูกใช้ออกไปมากกว่าปกติ การชาร์จจึงเต็มเร็วขึ้น
4. เปิดโหมดเครื่องบินระหว่างชาร์จ
อีกวิธีดี ๆ ที่จะช่วยให้การชาร์จโทรศัพท์มือถือของทุกคนเต็มเร็วขึ้น คือให้เปิดโหมดเครื่องบิน หรือ Airplane Mode เพราะโหมดนี้จะทำการตัดคลื่นหรือสัญญาณรบกวนทุกอย่างออกไปจนหมด จึงไม่มีอะไรมากวนระหว่างการชาร์จ ความรวดเร็วของการชาร์จไฟจึงมีมากขึ้น แบตเตอรี่เต็มเร็วขึ้น ไม่เสียเวลารอนาน ๆ อย่างแน่นอน
5. ลองเปลี่ยนตัวชาร์จให้เหมาะกับมือถือ
วิธีสุดท้ายหากที่ทำมาต่าง ๆ แล้วยังชาร์จเข้าได้ช้าอยู่ แนะนำให้ลองเปลี่ยนตัวชาร์จที่เหมาะสมกับมือถือของตนเอง เช่น มือถือรองรับได้ 20 วัตต์ หรือ 30 วัตต์ แต่ตัวชาร์จที่ใช้อยู่ตอนนี้ยังไม่รองรับ ก็สามรถเปลี่ยนใหม่ให้มีกำลังแรงขึ้นได้ หรือบางคนใช้งานตัวชาร์จเก่ามานานมีโอกาสเสื่อมสภาพตามเวลา การเปลี่ยนใหม่ก็จะช่วยให้ได้สิ่งดี ๆ ที่ชาร์จได้รวดเร็วกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลารอนาน ๆ
1. Infinix Note 8 (6GB/128GB)
เริ่มต้นด้วย โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5,000 บาท รุ่นแรกที่อยากแนะนำ ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ ด้วยหน้าจอกว้างถึง 6.95 นิ้ว ความคมชัดระดับ HD+ กล้องหลังจัดมาให้ถึง 4 ตัว โดยกล้องหลักมีความคมชัดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล บวกด้วยกล้องหน้าอีก 2 ตัว พิเศษกับฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การถ่ายรูปของคุณสนุกยิ่งกว่าเดิม อาทิ Ultra Night Mode 2.0 ถ่ายภาพตอนกลางคืนชัดขึ้น, Auto Focus Eye-Tracking ตัวกล้องจะทำการโฟกัสบริเวณดวงตาเพื่อให้ภาพออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด มีโหมดกันสั่น โหมดถ่ายวิดีโอสนุก ๆ อีกเพียบ ขนาดแบตเตอรี่ 5,200 mAhระบบป้องกันด้วยวิธีสแกนลายนิ้วมือและปลดล็อคด้วยใบหน้า คุ้มค่าชัวร์
2. Xiaomi Redmi Note 10 (4GB/64GB)
ตามด้วยยี่ห้อที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ส่งตรงจากเมืองจีน โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 6.43 นิ้ว มีการใช้ตัวชิปเซต Qualcomm Snapdragon 678 Octa-Core ระบบการทำงานจึงมั่นใจได้ว่าแรงสุด ๆ กล้องหลังตัวหลักความคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล มาพร้อมเลนส์ Ultra-Wide และ Macro ใช้งานกันได้อย่างเพลิดเพลิน กล้องหน้าความคมชัด 13 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAhรองรับการชาร์จเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 33 วัตต์ บอกเลยว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์ของหลาย ๆ คนที่อยากได้มือถือสุดถูก ฟังก์ชั่นครบแน่นอน
3. Vivo Y30 (4GB/64GB)
โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5,000 บาท รุ่นที่อยากแนะนำต่อต้องตัวนี้เลย มาในขนาดหน้าจอ 6.47 นิ้ว ความคมชัด HD+ พร้อมด้วย Eye Protection Screen ถนอมสายตาแม้ต้องจ้องเป็นเวลานาน ตัวเครื่องออกแบบและใส่สีสันอันเติมเต็มไปด้วยความหรูหรา เลือกได้ 2 เฉด คือ Dazzle Blue สีน้ำเงินเงาสะท้อน และ Moonstone White สีออกแนวหยกสีขาวประกายมุก กล้องหลัง 4 ตัว ความคมชัดสูงสุด 13 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAhใช้งานได้ยาวนาน และฟังก์ชั่น Ultra Game Mode สำหรับคอเกมเมอร์ห้ามพลาดเด็ดขาด
4. Samsung Galaxy A12 (4GB/128GB)
ยี่ห้อนี้ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวท็อปเท่านั้น แต่รุ่นราคาไม่แรงแบบนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความคมชัด HD+ Infinity-V Display เพิ่มระดับความคมชัดให้กับการรับชมความบันเทิงต่าง ๆ มากขึ้น กล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว ประกอบไปด้วย กล้องหลัก ความคมชัด 48 ล้านพิกเซล, Ultra-Wide 5 ล้านพิกเซล, Macro และ Depth ความคมชัด 2 ล้านพิกเซล การันตีว่าเลือกโหมดถ่ายได้ตามชอบ ส่วนกล้องหน้าให้ความคมชัดที่ 8 ล้านพิกเซล และโหมด Live Focus ภาพสวย เซลฟี่ได้ดังใจ ขนาดแบตเตอรี่ 5,000 mAhรอบรับระบบชาร์จเร็วสูงสุด 15 วัตต์ เป็นอีกรุ่นห้ามพลาด
5. OPPO A15 (3GB/32GB)
คนที่อยากได้มือถือดี ๆ ในราคาสุดคุ้ม รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก ขนาดหน้าจอ 6.52 นิ้ว ความคมชัด HD+ ขนาดเครื่องบาง พกพาง่าย กล้องหลังแบบ AI 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 13 ล้านพิกเซล เพิ่มเติมด้วยเลนส์ Macro และ Delph ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และฟังก์ชั่น AI Beauty 2.0 ความสวยสะดุดตาไม่เป็นรองใคร มีระบบป้องกันด้วยการสแกนลายนิ้วมือและใช้ใบหน้าปลดล็อก ขนาดแบตฯ 4,230 mAhใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 16 ชม. ของดีที่ควรเป็นเจ้าของ
6. Motorola G9 Play (4+128G)
โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5,000 บาท รุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม ขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้ว พร้อมหน้าจอ Max Vision HD+ ความกว้างภาพสูงสุดถึง 20:9 รับรองว่ามองเห็นได้สะใจ กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดสูงสด 48 ล้านพิกเซล เพื่อให้ภาพคมชัด สมจริงสุด ๆ ขนาดแบตเตอรี่ 5,000 mAhใช้ได้นานสูงสุด 2 วัน สตรีมมิ่งวิดีโอได้นานถึง 16 ชั่วโมง พิเศษด้วยปุ่ม Google Assistant ที่คุณสามารถเรียกผู้ช่วยได้ทุกเวลาเพียงสัมผัสแค่ปลายนิ้ว รุ่นนี้จัดว่าน่าใช้งานสุด ๆ
7. POCO M3 (4+128GB)
ปิดท้ายด้วยมือถือที่ประสิทธิภาพไม่แพ้ใคร โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว ระดับ Full HD+ กล้องหลัง 3 ตัว โดยกล้องหลักความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล จัดเต็มกับฟังก์ชั่น Night Mode, Movie Frame, Time-lapse ได้ตามชอบ กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 662 อุปกรณ์ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ขนาดแบตเตอรี่ให้ใหญ่จุใจถึง 6,000 mAhรองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 18 วัตต์ สามารถปรับแสงบริเวณหน้าจอให้เหมาะกับการใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็น Sunlight Mode, Standard Mode, Reading Mode ปลดล็อกด้วยระบบสแกนใบหน้า จัดว่าเป็นอีกรุ่นที่ราคาสุดคุ้มกับฟังก์ชั่นที่ให้มาจัดเต็มสุด ๆ
วิธีเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือราคาไม่เกิน 5,000 บาทให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยครับที่ซื้อมือถือราคาถูกมา แล้วใช้ไปได้แค่ 3-4 เดือนก็เริ่มสะดุด แอปค่อยๆ กิน RAM จนเปิดไลน์กับเฟซบุ๊กพร้อมกันไม่ไหว หรือบางทีก็ถ่ายรูปออกมาแล้วเบลอจนต้องถ่ายใหม่ทั้งที
ปัญหาของคนที่มีงบประมาณจำกัดมักจะเจอแบบนี้ เพราะคิดว่าราคาถูกก็ต้องรับไปว่ามันจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วถ้าเราเลือกเป็น เลือกตรงจุด มือถือราคาไม่เกิน 5,000 บาทก็สามารถใช้งานได้คล่องตัว ถ่ายรูปได้สวย และทนทานพอสมควรเลยนะ
บทความนี้เราจะมาช่วยให้คุณเลือกมือถืองบ 5,000 บาทแบบไม่ให้พลาด ไม่ต้องเสียเงินซื้อแล้วเสียใจภายหลัง เพราะเราจะพาไปดูว่าต้องดูอะไรบ้าง แล้วแต่ละแบบเหมาะกับใครยังไง ไปดูกันเลย
1. ทำความเข้าใจก่อนว่าจะใช้งานอะไรบ้าง
ก่อนจะไปดูสเปกหรือยี่ห้อ สิ่งแรกที่ต้องถามตัวเองคือ “เราจะเอามือถือไปทำอะไรบ้าง” เพราะถ้าคุณเลือกไม่ตรงกับการใช้งานจริง แม้จะได้สเปกสูงมาก็ไม่ได้ช่วยอะไร
ใช้งานพื้นฐาน: โทร-ไลน์-เฟซ
ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้เล่นเกม ไม่ได้ถ่ายรูปบ่อย แค่ใช้โทรศัพท์ ส่งข้อความ เปิดไลน์ เล่นเฟซ ดู YouTube บ้างเป็นครั้งคราว แบบนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องที่สเปกสูงมาก เลือกแบบที่มี RAM 3-4GB ก็เพียงพอแล้ว
ถ่ายรูปบ่อย: ต้องดูกล้อง
แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบถ่ายรูปลงโซเชียล ชอบจับมือถือถ่ายอาหาร ถ่ายบรรยากาศ ต้องเน้นกล้องหลัก อย่างน้อย 13MP ขึ้นไป และดูรีวิวจริงว่าถ่ายออกมาสวยหรือเปล่า เพราะบางรุ่นมี MP สูงแต่ประมวลผลภาพแย่ ถ่ายออกมาก็ไม่ได้สวยตามที่คิด
ดูคลิป-ฟังเพลง: จอกับลำโพงสำคัญ
สำหรับคนที่ชอบดูซีรีส์ ดูหนัง ฟังเพลงบนมือถือบ่อยๆ ควรเลือกเครื่องที่มีหน้าจออย่างน้อย 6 นิ้ว ความละเอียดชัด และมีลำโพงที่ดัง ไม่แตกเวลาเปิดเต็มที่
เล่นเกมเบาๆ: ต้องมี RAM พอสมควร
ถ้าคุณชอบเล่น ROV, Free Fire หรือเกมแนวนี้บ้าง แนะนำให้เลือก RAM อย่างน้อย 4GB ขึ้นไป และดูโปรเซสเซอร์ด้วยว่าเป็นรุ่นไหน เพราะจะช่วยให้เล่นเกมไม่สะดุด
2. สเปกสำคัญที่ต้องดูให้ละเอียด
พอรู้แล้วว่าจะใช้งานยังไง ก็มาดูกันว่าสเปกไหนที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะในงบ 5,000 บาทเราไม่สามารถได้ทุกอย่างครบถ้วนได้ ต้องเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์
RAM และ ROM
- RAM 3GB: พอใช้งานพื้นฐาน แต่อาจจะค่อนข้างติดบ้างถ้าเปิดแอปหลายตัว
- RAM 4GB: สมดุลดีที่สุดในงบนี้ ใช้งานได้คล่องตัว เปิดแอปหลายตัวไม่สะดุด
- ROM 64GB: เก็บรูป แอป เพลงได้พอสมควร แต่ถ้าเก็บหนังเยอะอาจจะต้องลบบ้าง
- ROM 128GB: เยอะพอ ไม่ต้องมานั่งลบของบ่อย
แบตเตอรี่
ในงบนี้ส่วนใหญ่จะได้แบตประมาณ 4,000-5,000 mAh ซึ่งถ้าใช้งานปกติก็น่าจะอยู่ได้ทั้งวันไม่ต้องชาร์จเพิ่ม แต่ถ้าคุณเป็นคนดูคลิปหรือเล่นเกมหนัก อาจจะต้องชาร์จวันละ 1-2 ครั้ง
หน้าจอ
ขนาดจอประมาณ 6-6.5 นิ้วถือว่าพอดี ไม่ใหญ่เกินไปจนถือลำบาก แต่ก็ใหญ่พอที่จะดูคลิปสบายตา ส่วนความละเอียดจอ HD+ ขึ้นไปก็โอเคแล้ว ภาพจะชัดพอใช้
กล้อง
กล้องหลักควรมีอย่างน้อย 13MP แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการประมวลผลภาพ บางยี่ห้อมี 48MP แต่ถ่ายออกมาไม่สวยเท่า 13MP ของอีกยี่ห้อก็มี ดูรีวิวภาพจริงจะดีกว่านะ
3. เลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้
ในงบ 5,000 บาท มีหลายยี่ห้อให้เลือก แต่ละยี่ห้อก็จะมีจุดเด่นต่างกัน เราลองมาดูกันว่ายี่ห้อไหนเหมาะกับคุณ
ยี่ห้อจีน: ราคาดี สเปกคุ้ม
ถ้าพูดถึงความคุ้มค่าในงบนี้ ยี่ห้อจีนมักจะเด่นเรื่องสเปกสูง ราคาถูก ได้ RAM เยอะ ROM เยอะ แบตใหญ่ แต่ข้อเสียคือบางรุ่นอาจจะมีแอปติดตั้งมาเยอะ หรือ UI ไม่ลื่นเท่าที่ควร
ยี่ห้อเกาหลี: เชื่อถือได้ มีศูนย์ซ่อมทั่วประเทศ
ถ้าคุณเป็นคนชอบความมั่นใจ ชอบมีศูนย์ซ่อมให้ไปบริการทั่วไทย เลือกยี่ห้อเกาหลีดี สเปกอาจจะไม่สูงสุด แต่ใช้งานได้เรียบเนียน มีการอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ
ยี่ห้อญี่ปุ่น: ทนทาน กันน้ำ
บางยี่ห้อญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความทนทาน กันน้ำ กันฝุ่น เหมาะกับคนที่ทำงานก่อสร้าง หรือใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หนัก แต่สเปกอาจจะไม่สูงเท่ายี่ห้อจีน
4. เช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนจะกดสั่งซื้อ ลองเช็คลิสต์ตามนี้ดูนะ จะช่วยให้คุณไม่พลาดอะไรไป
- ✅ รองรับ 4G/5G หรือไม่: ถ้าเป็น 5G จะดีกว่า เพราะจะได้ใช้ได้นานขึ้น
- ✅ มีช่องเสียบการ์ด microSD ไหม: ถ้า ROM น้อย ต้องมีช่องเสียบการ์ดเพิ่ม
- ✅ รองรับ Fast Charging ไหม: ชาร์จเร็วช่วยประหยัดเวลาเยอะ
- ✅ มี Fingerprint หรือ Face Unlock ไหม: ปลดล็อกสะดวก ปลอดภัยกว่าใช้รหัสผ่าน
- ✅ ดูรีวิวจากคนใช้จริง: อ่านความคิดเห็นจากคนที่ซื้อไปใช้แล้วจะช่วยให้รู้ปัญหาที่อาจเจอ
- ✅ เช็คนโยบายรับประกัน: รับประกันกี่เดือน เคลมได้ง่ายไหม มีศูนย์บริการในพื้นที่ไหม
- ✅ เปรียบเทียบราคาหลายช่องทาง: บางแพลตฟอร์มอาจมีโปรโมชันพิเศษ
5. ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักพลาด
เราเคยเห็นคนรอบตัวทำผิดพลาดตอนเลือกซื้อมือถือบ่อยมาก เลยอยากเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำแบบนี้
ดูแค่สเปกสูง ไม่ดูการใช้งานจริง
หลายคนเห็น RAM 6GB ก็ดีใจ แต่พอซื้อมาใช้ก็พบว่ามือถือร้อนง่าย แบตหมดเร็ว เพราะโปรเซสเซอร์ไม่ดีพอ อย่าเพิ่งดีใจกับตัวเลข ต้องดูรีวิวการใช้งานจริงด้วย
ซื้อแบรนด์ที่ไม่มีศูนย์บริการ
บางคนซื้อมือถือจากแบรนด์ที่ไม่มีชื่อมาก เพราะราคาถูกมาก แต่พอเครื่องเสีย ก็หาที่ซ่อมไม่ได้ หรือซ่อมแพงกว่าซื้อเครื่องใหม่เสียอีก ระวังเรื่องนี้ให้ดีนะ
ไม่อ่านรีวิว แค่ดูสเปคจากเว็บ
สเปคที่เขียนไว้บนเว็บดูดีมาก แต่พอใช้จริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น อ่านรีวิวจากคนใช้จริงจะช่วยให้รู้ปัญหาที่อาจเจอ เช่น กล้องไม่สวยตามที่โฆษณา หรือแบตหมดเร็วกว่าที่คิด
ซื้อเครื่องเก่า เพราะคิดว่าคุ้มกว่า
บางคนเห็นรุ่นเก่าลดราคาเหลือ 4,000 กว่า ก็รีบซื้อ โดยไม่ได้ดูว่ารุ่นใหม่ที่ราคาเท่ากันมีสเปกดีกว่า รองรับเทคโนโลยีใหม่กว่า และได้ใช้นานกว่าด้วย
6. เทคนิคการดูแลมือถือให้อยู่นาน
พอเลือกซื้อได้แล้ว อย่าลืมดูแลมือถือให้ดีด้วยนะ เพราะมือถือที่ราคาไม่แพงมาก ถ้าดูแลดีก็สามารถใช้ได้นานหลายปี
อย่าชาร์จค้างทั้งคืน
แม้เครื่องจะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ แต่การชาร์จค้างทั้งคืนทุกวันก็ทำให้แบตเสื่อมเร็วขึ้น ชาร์จพอเต็มแล้วก็ควรถอดออก
ใส่เคสกันกระแทก
มือถือราคานี้จอมักไม่ได้แข็งแรงมาก เคสดีๆ สักใบจะช่วยปกป้องเครื่องจากการตกได้ดี
ปิดแอปที่ไม่ได้ใช้
อย่าปล่อยให้มีแอปเปิดค้างไว้เยอะๆ เพราะจะทำให้เครื่องช้าลง และแบตหมดเร็ว ปิดแอปที่ไม่ได้ใช้เสมอ
อัปเดตระบบสม่ำเสมอ
การอัปเดตระบบจะช่วยแก้บั๊ก เพิ่มความปลอดภัย และทำให้เครื่องทำงานได้ดีขึ้น อย่าเพิกเฉยกับการแจ้งเตือนอัปเดต
7. แล้วควรซื้อที่ไหนดี
พอรู้แล้วว่าจะเลือกอะไร ก็มาดูกันว่าควรซื้อที่ไหนให้คุ้มค่าที่สุด
ซื้อออนไลน์: สะดวก เปรียบเทียบราคาง่าย
การซื้อออนไลน์ช่วยให้คุณเปรียบเทียบราคาได้หลายร้าน มีรีวิวให้อ่าน และมักจะมีโปรโมชันลดราคาบ่อยกว่าซื้อหน้าร้าน แต่ข้อเสียคือไม่ได้จับของจริง ต้องรอส่ง
ซื้อหน้าร้าน: จับของจริง ลองใช้ได้
ถ้าคุณเป็นคนชอบจับของจริงก่อน ต้องการทดลองใช้งานดูว่าถนัดมือไหม จอสวยไหม ควรไปดูที่หน้าร้าน แต่ราคาอาจจะแพงกว่าออนไลน์นิดหน่อย
ดูโปรโมชันช่วงไหนดี
ถ้าไม่รีบ ลองรอช่วงที่มีเทศกาลลดราคาใหญ่ๆ เช่น งาน IT Fair หรือช่วงสิ้นเดือน ก็อาจจะได้ราคาดีกว่าปกติ
สรุป
การเลือกมือถือราคาไม่เกิน 5,000 บาทให้คุ้มค่าไม่ใช่เรื่องยาก แค่รู้ว่าตัวเองจะใช้งานอะไรบ้าง แล้วเลือกสเปกให้ตรงกับการใช้งาน อ่านรีวิวจากคนใช้จริง เช็คว่ามีศูนย์บริการหรือไม่ และดูแลมือถือให้ดี ก็สามารถใช้ได้นานหลายปีแล้ว
อย่าเพิ่งคิดว่ามือถือราคาถูกต้องไม่ดี เพราะถ้าเลือกเป็นก็สามารถได้เครื่องที่คุณภาพดี ใช้งานได้คล่อง และทนทานพอสมควรเลย ขอให้เลือกได้ตรงใจนะครับ








