ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงาน องค์กร ออฟฟิศ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ฯลฯ จะต้องพิมพ์งาน ปริ้นเอกสารออกมาเป็นประจำ บางสำนักงานจำเป็นต้องปริ้นงานออกมาเป็นจำนวนมาก แต่หลายครั้ง ก็ประสบปัญหากับเครื่องปริ้นตัวเก่า หรือ เครื่องปริ้นที่มีประสิทธิภาพไม่ถึง พอจะปริ้นสีออกมา ก็ช้าไม่ทันใจ หรือ บางทีปริ้นแล้วภาพไม่คมชัด ไม่ได้คุณภาพ ทำให้เสียเวลามาก เมื่อต้องรีบทำเอกสาร จนต้องไปจ้างร้านข้างนอกทำ กลายเป็นเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยใช่เหตุ….
แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราลองเปลี่ยนมาใช้เครื่องปริ้นเลเซอร์ ที่มีประสิทธิภาพในการพิมพ์มากพอ ภาพสวย คมชัด และประหยัดเวลาในการพิมพ์ เราจึงจัด 5 ยี่ห้อเครื่องปริ้นเลเซอร์ ที่คัดแล้วว่า ใช้ดี ราคาโดน มาให้เลือกกัน เผื่อจะมีรุ่นที่เข้าตาและตอบโจทย์การใช้งานสักเครื่อง ก็ช่วยให้ตัดสินใจได้ทันที!!!
1. เครื่องปริ้นเลเซอร์ Canon Laser Printer รุ่น LBP-6030
ขยับราคากันมาอีกนิด จะได้พบกับเครื่องปริ้นเลเซอร์จาก Canon ยี่ห้อสุดฮอต ที่ออฟฟิศเลือกใช้ ด้วยขนาดเล็กกะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้สะดวก มาพร้อมระบบเลเซอร์ ขาวดำ ให้ความละเอียดในการพิมพ์ถึง 2,400×600 dpi ทำให้งานพิมพ์ออกมาสวย เนียน น่าพอใจ ใช้กับขนาดกระดาษได้หลากหลายตั้งแต่ A4 ขึ้นไป ด้านความเร็วในการพิมพ์ สามารถพิมพ์ขาวดำ ได้ 18 หน้าต่อนาที ทำได้ดีพอตัวการทำงานต้องเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB สำหรับเครื่องปริ้นเลเซอร์ของ Canon ให้การรับประกันถึง 3 ปีเช่นกัน ด้วยราคาสมกับยี่ห้อ ถือว่าคุ้มค่า และทนทานต่อการใช้งานด้วย
2. เครื่องปริ้นเลเซอร์ HP Laser Jet Pro M15W Printer
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ไร้สาย เอชพี ชื่อนี้ก็การันตีเป็นเครื่องปริ้นที่คนเลือกใช้กันเยอะ สำหรับตัวนี้มาแบบโปรๆทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพราะสามารถปริ้นงานออกมาแบบไร้สายได้ ด้วยระบบ Wi-Fi หรือ จะเชื่อมต่อ Hi-Speed USB 2.0 ก็ได้ ความละเอียดของการปริ้นขาวดำอยู่ที่600×600 dpi ใช้กับกระดาษตั้งแต่ A4 ขึ้นไป ความเร็วในการPrint Speed ขาวดำ ทำได้ 18 แผ่นต่อนาที หน่วยความจำภายในมีให้16 MB แต่ยี่ห้อนี้ รับประกันเครื่องเพียง1 ปีเท่านั้น สำหรับคนที่ชอบปริ้นแบบไร้สาย เอชพีตัวนี้ ก็น่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดีทีเดียว
3. เครื่องปริ้นเลเซอร์ Fuji Xerox DocuPrint P265DW Laser Printer
พร้อมหมึกแท้ เครื่องปริ้นเลเซอร์จากฟูจิ ก็อัพสกิล เป็นเครื่องปริ้นแบบไร้สาย ผ่านระบบ Wi-Fi เช่นกัน ความละเอียดของงานปริ้นสูงสุด อยู่ที่ 2,400×600 dpi ความเร็วในการพิมพ์ขาวดำ 30 แผ่นต่อนาที เรียกว่าสปีดทันใจสุดๆ ได้งานออกมาเยอะมากภายในนาทีเดียว พร้อมหน่วยความจำในตัว 32 MB ใช้ได้กับทั้งคอมพิวเตอร์ระบบWindows และ Mac OS นอกจากนี้ยังสามารถพิมพ์สองหน้าได้ รับประกันเครื่องยาวนานถึง 3 ปี เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อที่น่าสนใจ คุ้มค่า และดูใช้งานง่าย เหมาะกับทุกงานพิมพ์ ที่ต้องการความรวดเร็ว
4. เครื่องปริ้นเลเซอร์ Samsung SL-M2835DW Laser Printer
สำหรับยี่ห้อนี้ ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุง ก็ใส่เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเช่นกันเครื่องปริ้นเป็นแบบระบบสั่งพิมพ์ไร้สาย จะเชื่อมต่อผ่าน Lan, Wifiหรือ USB ก็ทำได้ครบครัน โดยตัวเครื่องเป็นระบบเลเซอร์ขาวดำ ที่พิมพ์ได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสูง สามารถพิมพ์กระดาษ A4ที่ความเร็ว 28 แผ่นต่อนาที พร้อมหน่วยความจำภายในถึง 128 MBจุดเด่นของเครื่องปริ้นยี่ห้อนี้คือ มีฟังก์ชั่นการทำงานเฉพาะปริ้นเท่านั้น สามารถปริ้น 2หน้าอัตโนมัติได้ด้วย อีกทั้งยังรองรับการพิมพ์ผ่านมือถือ (Mobile Printing) ทำให้ใช้งานง่าย คล่องตัวมากกว่าเดิม นอกจากนี้ค่าโทนเนอร์สำหรับรุ่นนี้ มีราคาที่ไม่สูงมาก ทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ มีระยะการรับประกัน 3ปี
5. เครื่องปริ้นเลเซอร์ Brother Compact Monochrome Laser Printer HL-110
มาเริ่มกันที่ปริ้นเตอร์รุ่นเล็ก อย่าง Brother กันก่อน ซึ่งเหมาะกับสำนักงานที่เน้นพิมพ์งานขาว-ดำ เป็นจำนวนมาก เน้นพิมพ์ออกมาได้รวดเร็ว ตัวนี้เป็นเครื่องพิมพ์ระบบเลเซอร์ขาวดำ ครบด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ให้ความละเอียดในการพิมพ์สูงสุดถึง 600×600 dpi ความเร็วในการพิมพ์ 20-21 แผ่นต่อนาที รองรับกับขนาดกระดาษ A4, Letter, Legal และ Folio นอกจากนี้ยังมีระบบเทคโนโลยี Hassle-free Printing ซึ่งเป็นรูปแบบขิงการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูล นิยมใช้กับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคาร และบัตรเครดิต มีหน่วยความจำภายใน 1 MB รูปทรงเครื่องพิมพ์ดูทันสมัย งานพิมพ์คมชัด ได้คุณภาพ แม้เครื่องจะเล็กกะทัดรัด แต่ก็มีคุณภาพที่เหมาะกับการใช้งานออฟฟิศดี ราคาก็ไม่แพงเลยสักนิด เพียง 1,750 บาท เท่านั้น ที่สำคัญ รับประกันยาวนานไปเลยตั้ง 3 ปี!!
วิธีเลือกซื้อเครื่องรีดไอน้ำให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยซื้อเครื่องรีดไอน้ำมาแล้วรู้สึกผิดหวังมั้ย? บางทีมันหนักจนแขนปวด บางทีใช้แล้วผ้าไม่เรียบ หรือแย่สุดคือซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้เพราะไม่ตรงกับความต้องการจริงๆ ของเรา จนท้ายที่สุดกลายเป็นของตกแต่งมุมห้องไปอีก ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะตอนที่เราไปตัดสินใจซื้อแบบหุนหันพลันแล่น หรือดูแค่ว่าราคาถูกก็จัดไปเลย
จริงๆ แล้วการเลือกเครื่องรีดไอน้ำให้เหมาะกับตัวเองไม่ยากอย่างที่คิด แค่รู้ว่าเราใช้งานแบบไหน รีดผ้าบ่อยแค่ไหน แล้วก็อยากได้ฟีเจอร์อะไรบ้าง พอรู้แบบนี้ แทบจะเลือกเองได้เลยว่าตัวไหนจะตอบโจทย์ที่สุด บทความนี้เลยจะพาไปดูแบบละเอียดว่า เราควรมองอะไรบ้างก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อไม่ให้ต้องมาเสียดายภายหลังว่าทำไมไม่เลือกแบบนี้ตั้งแต่แรก
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่รีดผ้าทุกวัน หรือแค่เดือนละครั้ง อยู่คอนโดห้องเล็กๆ หรือบ้านใหญ่ที่มีผ้าเยอะ ก็มีเครื่องรีดไอน้ำที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ แค่เราต้องรู้ว่าควรเลือกแบบไหน มาเริ่มกันเลยดีกว่า
1. รู้จักประเภทเครื่องรีดไอน้ำก่อน จะได้ไม่งง
ก่อนจะไปคิดเรื่องยี่ห้อหรือราคา สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ เครื่องรีดไอน้ำมีหลายแบบมาก และแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่ต่างกันไป ถ้าเราเลือกผิดประเภท แม้จะเป็นยี่ห้อดังก็อาจใช้ไม่ถนัดได้
เครื่องรีดไอน้ำแบบมือถือปกติ
แบบนี้คือที่เราเห็นกันทั่วไป ถือด้ามแล้วก็รีดไป ใช้ง่าย ราคาไม่แพง เก็บไม่กินที่ บางรุ่นก็เบาพอที่จะรีดได้นานๆ โดยไม่ปวดมือ เหมาะกับคนที่บ้านไม่ได้มีผ้าเยอะมาก หรือใครที่อยู่คอนโดแล้วไม่มีที่เก็บของเยอะ
แต่ข้อเสียคือ ถ้าต้องรีดเยอะๆ หรือผ้าหนาๆ อาจจะรู้สึกว่ามันใช้เวลานาน แรงไอน้ำอาจจะไม่แรงพอกับงานหนัก คนที่มีผ้าเยอะจริงๆ หรือต้องรีดเสื้อเชิ้ตทุกวัน ตัวนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่
เครื่องรีดไอน้ำแบบแรงดันสูง (Steam Station)
ถ้าใครเคยเห็นเครื่องรีดที่มีถังน้ำแยกต่างหาก แล้วมีสายต่อกับตัวรีด นั่นแหละคือแบบนี้ ข้อดีคือแรงไอน้ำแรงมาก รีดผ้าหนักๆ หรือผ้าที่ยับมากก็เรียบง่ายกว่า แถมถังน้ำใหญ่ ไม่ต้องเติมบ่อย เหมาะกับคนที่บ้านมีผ้าเยอะ หรือใครที่ต้องรีดผ้าให้คนทั้งบ้านเป็นประจำ
แต่จุดอ่อนคือ มันใหญ่และหนักกว่า เก็บกินที่มากกว่า ราคาก็สูงกว่าแบบธรรมดาพอสมควร ใครที่บ้านเล็กหรือไม่ได้รีดบ่อย อาจจะรู้สึกว่ามันเกินความจำเป็น
เครื่องรีดไอน้ำแบบพกพา (Handheld Steamer)
ตัวนี้เล็กมาก เบามาก ถือไปไหนมาไหนได้ เหมาะกับคนที่ต้องเดินทางบ่อยหรือแค่อยากปัดไอร้อนไล่ยับเบาๆ แบบไม่ต้องตั้งโต๊ะรีดผ้า ใช้ได้ง่ายมาก แค่แขวนเสื้อแล้วก็ปัดไอร้อนไปเรื่อยๆ
แต่มันไม่ได้แรงเท่าไหร่ รีดผ้าหนักหรือยับเยอะก็อาจจะไม่เรียบเท่าที่ควร เหมาะกับใช้เสริม หรือใครที่ไม่ได้เน้นเรียบมากแค่อยากให้ดูดีพอใช้ได้ก็โอเค
2. เช็กสเปกที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่ดูแบรนด์
พอรู้แล้วว่าอยากได้แบบไหน ขั้นต่อไปคือดูสเปก แต่ไม่ต้องดูทุกอย่าง แค่มองจุดสำคัญที่มันส่งผลต่อการใช้งานจริงๆ ก็พอ
กำลังไฟและแรงไอน้ำ
นี่คือสิ่งที่ต้องดู ถ้ากำลังไฟต่ำเกินไป เครื่องจะร้อนช้า ไอน้ำก็ไม่ค่อยออก รีดไปก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเรียบเท่าไหร่ สำหรับเครื่องรีดไอน้ำทั่วไป กำลังไฟประมาณ 2,000-2,400 วัตต์ ถือว่าโอเคแล้ว ถ้าเป็นแบบแรงดันสูงอาจจะสูงกว่านี้
แรงไอน้ำวัดเป็นกรัม/นาที ยิ่งเยอะยิ่งดี โดยทั่วไปแล้ว 30-40 กรัม/นาที ใช้งานได้ปกติ แต่ถ้าอยากได้แรงๆ หรือต้องรีดผ้าหนัก ลองหาแบบที่มากกว่า 50 กรัม/นาที จะรู้สึกได้ว่ามันต่างกันชัดเจน
ความจุถังน้ำ
ถ้าบ้านคุณมีผ้าเยอะ ต้องรีดทีเดียวหลายๆ ตัว ถังน้ำเล็กเกินไปจะทำให้ต้องเติมน้ำบ่อย มันรำคาญมาก แนะนำว่าอย่างน้อย 250-300 มล. ขึ้นไป จะใช้ได้สบายกว่า แต่ถ้าเป็นแบบ Steam Station ถังน้ำจะใหญ่กว่ามาก บางรุ่นได้ถึง 1-2 ลิตร เลย
น้ำหนักของเครื่อง
เรื่องนี้สำคัญมากถ้าคุณต้องรีดบ่อยหรือรีดนาน เครื่องหนักเกินไปจะทำให้มือปวด แขนเมื่อย โดยเฉพาะคนที่แขนไม่ค่อยแข็งแรง ลองเลือกแบบที่น้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม จะใช้สบายกว่า แต่ก็อย่าเบาจนเกินไป เพราะบางทีเครื่องเบาๆ อาจจะทำจากวัสดุไม่ค่อยดี หรือแรงไอน้ำไม่เท่าไหร่
แผ่นรองรีด (Soleplate)
ส่วนที่สัมผัสกับผ้าโดยตรง ถ้าเป็นเซรามิกหรือสเตนเลสคุณภาพดี จะลื่นไหล ไม่ติดผ้า รีดง่ายกว่า แต่ถ้าเคลือบไม่ดี ใช้ไปสักพักอาจจะเริ่มหยาบ ทำให้รีดลำบากขึ้น
3. ฟีเจอร์เสริมที่ควรมี ไม่ใช่แค่เท่ห์
นอกจากสเปกพื้นฐานแล้ว ยังมีฟีเจอร์เสริมที่ดูแล้วอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่พอได้ใช้จริงๆ กลับรู้สึกว่ามันช่วยได้เยอะ
ระบบป้องกันหินปูน (Anti-Calc System)
ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่ที่น้ำกระด้าง เครื่องรีดไอน้ำจะเกิดตะกรันได้ง่าย พอมีตะกรันเยอะ รูฉีดไอน้ำจะอุดตัน ไอน้ำก็จะออกน้อยลง หรือแย่สุดคือหยดน้ำใส่ผ้าเลย ระบบป้องกันหินปูนจะช่วยยืดอายุเครื่องและทำให้ใช้งานได้นานขึ้นโดยไม่ต้องมาเสียเวลาล้างตะกรันบ่อยๆ
ปุ่มพ่นไอน้ำแรงๆ (Steam Boost/Shot)
บางทีผ้ายับมากจนแรงไอน้ำปกติไม่พอ ปุ่มนี้จะช่วยให้ฉีดไอน้ำแรงๆ ออกมาทีเดียว ทำให้ผ้าเรียบได้เร็วขึ้น ใครที่ต้องรีดผ้าหนักหรือผ้าที่ยับเยอะมากๆ จะรู้สึกได้ว่ามันมีประโยชน์
ระบบตัดไฟอัตโนมัติ (Auto Shut-Off)
ฟีเจอร์นี้สำคัญมากถ้าคุณเป็นคนที่ชอบลืมปิดเครื่อง บางทีรีดผ้าอยู่ดีๆ ก็วางทิ้งไว้แล้วไปทำอย่างอื่น จนลืมไปเลยว่าเปิดเครื่องอยู่ ระบบตัดไฟอัตโนมัติจะช่วยปิดเครื่องให้เองพอตั้งทิ้งไว้นานเกินไป ช่วยประหยัดไฟและยังปลอดภัยอีกด้วย
รีดตั้งได้ (Vertical Steam)
บางทีเราไม่อยากตั้งโต๊ะรีดผ้า หรือแค่อยากไล่ยับเสื้อที่แขวนตู้อยู่ ฟีเจอร์นี้จะให้เรารีดในแนวตั้งได้เลย เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลา หรือแค่อยากปรับผ้าม่านบ้าง เฟอร์นิเจอร์ผ้าบ้าง ก็ทำได้ง่ายๆ
4. เลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
คนละคนก็ใช้ชีวิตต่างกัน บ้านละบ้านก็มีความต้องการไม่เหมือนกัน การเลือกเครื่องรีดไอน้ำจึงไม่ได้มีคำตอบเดียวว่าตัวไหนดีที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่า คุณเองต้องการอะไร
ถ้าคุณอยู่คนเดียวหรือคู่ รีดผ้าไม่บ่อย
เลือกแบบมือถือปกติที่เบาๆ เก็บง่าย ราคาไม่แพง ใช้งานเป็นครั้งคราวแบบนี้ไม่จำเป็นต้องไปซื้อแบบแรงดันสูงให้มันเปลืองเงินและกินที่ แค่มีฟีเจอร์พื้นฐานครบ รีดผ้าได้เรียบก็พอแล้ว
ถ้าคุณมีครอบครัวใหญ่ ผ้าเยอะมาก
ลองดูแบบแรงดันสูง เพราะมันจะช่วยให้รีดเสร็จเร็วขึ้น ไม่ต้องเติมน้ำบ่อย แรงไอน้ำก็แรงพอจะจัดการกับผ้าหนักๆ หรือผ้าที่ยับมากได้ดี ถึงแม้จะมีราคาสูงกว่า แต่ถ้าใช้บ่อยๆ มันคุ้มกว่าที่จะเสียเวลารีดนานๆ ด้วยเครื่องธรรมดา
ถ้าคุณเดินทางบ่อยหรืออยู่หอพัก
แบบพกพาเล็กๆ น่าจะตอบโจทย์ที่สุด เบา พกง่าย ใช้งานไว ไม่ต้องมีโต๊ะรีดผ้าก็ได้ แค่แขวนเสื้อแล้วปัดไอร้อนก็เรียบพอใช้ได้แล้ว เหมาะกับคนที่ไม่ได้เน้นเรียบมากแค่อยากให้ดูดี
ถ้าคุณต้องรีดเสื้อเชิ้ตทุกวัน
หาแบบที่มีแรงไอน้ำดีๆ มีปุ่ม Steam Boost และเบาพอที่จะรีดได้สบาย เพราะถ้าต้องรีดทุกวัน เครื่องหนักหรือแรงไอน้ำไม่พอจะทำให้เหนื่อยและเสียเวลา
5. Checklist สำหรับช้อปเครื่องรีดไอน้ำ
ก่อนจะกดสั่งซื้อ ลองเช็กลิสต์นี้ดูว่าครบหรือยัง:
- กำลังไฟ: อย่างน้อย 2,000 วัตต์ขึ้นไป
- แรงไอน้ำ: 30 กรัม/นาทีขึ้นไป (ยิ่งเยอะยิ่งดีถ้าต้องรีดผ้าหนัก)
- ความจุถังน้ำ: อย่างน้อย 250 มล. (ถ้ารีดเยอะให้เลือกแบบใหญ่กว่า)
- น้ำหนักเครื่อง: ไม่เกิน 1.5 กก. ถ้าต้องรีดบ่อย
- แผ่นรองรีด: เซรามิกหรือสเตนเลสคุณภาพดี
- ฟีเจอร์ป้องกันหินปูน: มีจะดีกว่า โดยเฉพาะถ้าน้ำกระด้าง
- ระบบตัดไฟอัตโนมัติ: เพื่อความปลอดภัยและประหยัดไฟ
- รีดตั้งได้: ถ้าต้องการความสะดวกเพิ่ม
- รับประกัน: อย่างน้อย 1-2 ปี
6. ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
หลายคนตัดสินใจซื้อแล้วมาเสียดายทีหลัง ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพราะเหตุผลพวกนี้
ซื้อแค่ดูยี่ห้อหรือราคาถูก
บางทีแบรนด์ดังก็ไม่ได้แปลว่าตัวไหนก็ดีทุกตัว หรือบางทีราคาถูกมากก็อาจจะได้คุณภาพไม่ดี ลองดูสเปกและรีวิวจากคนใช้จริงดีกว่า อย่าเชื่อแค่คำโฆษณา
ไม่ได้คิดถึงการใช้งานจริง
ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้บ่อย หรือมันไม่ตรงกับที่เราต้องการจริงๆ ก็กลายเป็นของตกแต่งบ้าน ลองถามตัวเองก่อนว่า รีดผ้าบ่อยแค่ไหน ผ้าประเภทไหน มีที่เก็บมั้ย พอรู้คำตอบ ก็จะเลือกได้ง่ายขึ้น
ดูแค่รูปสวยหรือดีไซน์
เครื่องดูสวยก็ดีนะ แต่ถ้าใช้งานไม่สะดวกหรือไม่ตอบโจทย์ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ลองมองฟังก์ชันก่อนว่ามันใช้ได้จริงมั้ย แล้วค่อยดูเรื่องดีไซน์ทีหลัง
ไม่อ่านเงื่อนไขการรับประกัน
บางยี่ห้อรับประกัน 1 ปี บางยี่ห้อ 2 ปี หรือบางทีรับประกันแค่บางส่วน อ่านให้ดีก่อน เผื่อเครื่องเสียแล้วจะได้ไม่ต้องมาเสียใจว่าทำไมไม่รู้ตั้งแต่แรก
7. เทคนิคการใช้งานให้อยู่นาน
ซื้อมาแล้วก็ต้องดูแลให้ดี จะได้ใช้ได้นานๆ ไม่ต้องมาซื้อใหม่เร็ว
เทน้ำกลั่นหรือน้ำบริสุทธิ์
อย่าเท น้ำประปาโดยตรง เพราะมันจะทำให้เกิดตะกรันเร็ว ถ้าไม่มีน้ำกลั่ง น้ำต้มสุกก็ใช้ได้
เทน้ำออกหลังใช้ทุกครั้ง
อย่าปล่อยให้น้ำค้างในเครื่อง จะทำให้เกิดตะกรันหรือกลิ่นอับ เทออกแล้วเก็บให้แห้งจะดีกว่า
ทำความสะอาดเป็นประจำ
ใช้ไปสักพักควรล้างภายในเครื่องด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดตะกรันที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องรีดไอน้ำ แค่เดือนละครั้งก็พอ
เก็บในที่แห้ง ไม่ชื้น
ความชื้นจะทำให้เครื่องเสียเร็ว หรืออาจจะเกิดสนิมภายใน หาที่เก็บที่อากาศถ่ายเทได้ดีจะช่วยยืดอายุเครื่อง
8. คำถามที่เจอบ่อยก่อนซื้อ
ควรซื้อแบบมีสายหรือไร้สายดี?
แบบไร้สายสะดวกกว่า เคลื่อนไหวได้อิสระ แต่ต้องชาร์จบ่อย และมักจะมีแรงไอน้ำน้อยกว่าแบบมีสาย ถ้าต้องการความแรงและใช้นานๆ แบบมีสายจะเหมาะกว่า
ถ้าบ้านไม่มีโต๊ะรีดผ้า จะซื้อแบบไหนดี?
ลองดูแบบที่รีดตั้งได้ หรือแบบพกพาเล็กๆ จะใช้ได้สะดวกโดยไม่ต้องมีโต๊ะรีดผ้าก็ได้
แรงไอน้ำเยอะจริงๆ ต่างกันมั้ย?
ต่างชัดเลย โดยเฉพาะถ้าต้องรีดผ้าหนักหรือยับมาก แรงไอน้ำมากจะทำให้เรียบเร็วกว่าและง่ายกว่าเยอะ
ใช้แล้วไฟแพงมั้ย?
ถ้าใช้เป็นครั้งคราว ไม่แพงเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องรีดทุกวัน ค่าไฟก็จะเพิ่มขึ้น ลองเลือกแบบที่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติจะช่วยประหยัดได้
สรุป: เลือกให้เหมาะกับตัวเอง แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง
การเลือกซื้อเครื่องรีดไอน้ำให้คุ้มค่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่รู้ว่าเราใช้งานแบบไหน ต้องการอะไร แล้วก็เลือกให้ตรงกับสไตล์ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบแพงที่สุดหรือยี่ห้อดังที่สุด แค่มันตอบโจทย์กับชีวิตประจำวันของเรา ก็เพียงพอแล้ว
ลองนึกภาพว่า เช้าวันทำงานที่ต้องรีบ แต่เสื้อเชิ้ตยับเยิ่ม ถ้ามีเครื่องรีดไอน้ำที่ดีอยู่ในมือ แค่ไม่กี่นาทีก็เรียบสวยออกไปทำงานได้เลย หรือวันหยุดที่อยากจัดการผ้าสะสมให้เสร็จไปทีเดียว เครื่องที่เหมาะสมจะช่วยให้ทำงานได้เร็วและไม่เหนื่อย นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกถึงสำคัญ
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่า ตัวเองต้องการเครื่องรีดไอน้ำแบบไหน มีงบประมาณเท่าไหร่ และฟีเจอร์ไหนที่สำคัญจริงๆ กับการใช้งาน ตอนนี้ก็แค่เหลือไปเลือกยี่ห้อและรุ่นที่เหมาะสมแล้วก็จัดไป เชื่อเถอะว่า พอได้เครื่องที่ใช่มาจริงๆ คุณจะรู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก และจะไม่อยากกลับไปใช้แบบเดิมอีกแน่นอน
สำหรับครั้งหน้าเราจะมาแบ่งปันเคล็ดลับการรีดผ้าแบบมืออาชีพ หรือวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นเมื่อเครื่องรีดไอน้ำมีอาการผิดปกติ ติดตามกันต่อได้เลย






