หัวเจาะสว่านเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในประเภทเครื่องมือช่างมีหน้าที่กัดเจาะเนื้อวัสดุต่างๆออกมาเป็นรูกลวงเพื่อให้เราสามารถตอกตะปูใส่พุก ขันน็อตหรือสกรูได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้พื้นผิวของวัสดุเสียหายเนื่องจากการแตกร้าวของชิ้นงานจากการเจาะและตอก ทำให้หัวเจาะสว่านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากช่างมืออาชีพและการใช้งานในครัวเรือนทั่วไป
ปัจจุบันหัวเจาะสว่านมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาดตามวัตถุประสงค์ของงานหรือวัสดุที่ต้องการเจาะรูเพราะฉะนั้นการเลือกซื้อหัวเจาะสว่านมาใช้งาน จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงานของเรา พื้นผิว วัสดุ ไปจนถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด และนี่ก็คือ 5 อันดับหัวเจาะสว่านคุณภาพสูงสำหรับทุกงานช่างที่เรานำมารีวิวให้คุณได้ใช้เป็นตัวเลือกในวันนี้ค่ะ
1. Bosch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550
Bosch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550 หัวเจาะสว่านคุณภาพจากแบรนด์ Bosch แบรนด์อุปกรณ์งานช่างระดับโลก ด้วยขนาดที่กะทัดรัดจึงทำให้เหมาะกับงานช่างโดยเฉพาะ เข้าถึงงานทั้งที่กว้างและแคบ น้ำหนักเบา ออกแบบรองรับสรีระผู้ใช้งาน สามารถใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ทำให้ร็สึกปวดเมื่อย
Bosch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550 มาพร้อมกำลังไฟ 550 วัตต์ความเร็วรอบ 0-2,800 รอบ/นาทีอัตรากระแทก 0-41,800 ครัง้/นาทีเจาะปูนได้ลึกสูงสุด13 มิลลิเมตรและยังสามารถเจาะเหล็กและไม้ได้ลึกสูงสุด 10/25 มิลลิเมตร ขนาดหัวจับดอก 13 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม ควบคุมด้วยปุ่มเปิด-ปิดแบบซ้ายขวา เหมาะสำหรังานช่างในบ้านและงานช่างทั่วไป
2. Black&Decker สว่านกระแทก HD555 13มม. 550W
แบรนด์ Black&Deckerอีกหนึ่งแบรนด์อุปกรณ์งานช่างที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล กับหัวเจาะสว่าน Black&Deckerสว่านกระแทกHD555 13มม. 550Wที่มีกำลังมอเตอร์สูงถึง 550 วัตต์ให้ความเร็วรอบสูงสุดที่ 2,900 รอบ/นาทีและแรงกระแทกสูงสุดถึง 46,400 ครั้ง/นาทีนอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นการปรับระดับความเร็วของสว่านได้หลายระดับตามลักษณะการใช้งานโดยใช้เพียงแรงกดของนิ้ว แข็งแรงทนทาน สามารถใช้งานเจาะได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ปูน ไม้ เหล็ก พลาสติกอะคริลิก กระเบื้อง ยิปซั่ม ไม้เทียม และวัสดุอื่นๆ เพียงแค่เปลี่ยนดอกสว่าน
Black&Decker สว่านกระแทกHD555 13มม. 550W รองรับการใช้งานกับดอกสว่านตั้งแต่ขนาด 1-13 มิลลิเมตร ทำให้ปรับสไตล์การทำงานได้หลากหลาย เหมาะสำหรับงานช่างภายในบ้านหรืองานช่างทั่วไปจนถึงระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ยังคุ้มค่าที่สุดด้วยการรับประกันสินค้า 1 ปี
3. MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่น MT814
MAKTEC ส่งอีกหนึ่งอุปกรณ์งานช่างคุณภาพสู่ตลาด ด้วย MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่นMT814ออกแบบให้เป็นสว่านที่เจาะได้ 2 ระบบคือการเจาะแบบปกติและการเจาะแบบกระแทก มาพร้อมหัวจับดอกขนาด 16 มิลลิเมตร รองรับงานใหญ่สำหรับไซต์ก่อสร้างต่างๆ ได้ดี อีกทั้งยังมีมอเตอร์กำลังสูงถึง710 วัตต์ ให้กำลังในการเจาะสูงเหมาะสำหรับการใช้งานอเนกประสงค์ทั้งการเจาะไม้ ปูน เหล็ก และวัสดุอื่นๆ
MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่นMT814 ออกแบบรูปร่างสว่านให้จับถนัดมือ ควบคุมการเจาะได้อย่างแม่นยำ พร้อมหัวเจาะขนาดใหญ่ทำให้เหมาะกับงานทั่วไป งานช่างในบ้าน ไปจนถึงงานช่างที่ต้องการเจาะรู้ใหญ่และกว้าง นอกจากนี้ยังเป็นอุปกรณ์งานช่างชิ้นสำคัญที่คุ้มค่าทั้งฟังก์ชั่นและราคา
4. Makita สว่านกระแทก 16MM รุ่น HP1630
อีกหนึ่งสว่านรุ่นใหญ่สำหรับงานช่างอเนกประสงค์ สว่านกระแทก 16 มม. MAKITA รุ่น HP1630 มาพร้อมมอเตอร์ทรงกระบอกกำลังสูงใช้งานได้ 2 ระบบ คือ ระบบธรรมดาและระบบกระแทกนอกจากนี้ยังสามารถปรับทิศทางการเจาะซ้ายขวาได้อย่างแม่นยำและสะดวก โดดเด่นเรื่องฟังก์ชั่นที่ใช้งานง่าย ครอบคลุมงานที่ต้องใช้หัวเจาะสว่าน เหมาะสำหรับงานช่างทั่วไปและงานช่างมืออาชีพ
นอกจากนี้ Makita สว่านกระแทก 16MM รุ่นHP1630 ยังมาพร้อมกล่องบรรจุสวยงาม แข็งแรงทนทาน ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ดี สามารถใช้กับถ่าน CB-85A ได้อีกด้วย
วิธีเลือกซื้อสว่านกระแทกให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยครับที่ซื้อสว่านกระแทกมาแล้ว แต่พอใช้งานจริงกลับรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ บางทีก็แรงไม่พอ บางทีก็หนักเกินไปจนถือยาว ๆ แล้วมือเมื่อย หรือแย่สุดคือซื้อมาแพงมาก แต่ใช้แค่เจาะผนังปูนปีละครั้งเอง แบบนี้เสียดายเงินมากเลยใช่มั้ยครับ
ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะกับคนที่ซื้อครั้งแรก เพราะส่วนใหญ่มักจะไปดูแต่แบรนด์ดัง ๆ หรือราคาถูก ๆ โดยไม่ได้คิดว่าจริง ๆ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรบ้าง ใช้บ่อยแค่ไหน และที่สำคัญคือบ้านเราเป็นแบบไหน ถ้าอยู่คอนโด ผนังส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต ก็ต้องเลือกแบบที่แรงพอสมควร แต่ถ้าเป็นบ้านไม้หรือแค่เจาะไม้บ้าง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเยอะมาก
อีกอย่างที่เจอบ่อยคือเลือกตามคำแนะนำของร้านขายของเลย โดยไม่ได้ศึกษาก่อนเลยว่าเครื่องมือชนิดนี้มันมีหลายแบบ แต่ละแบบก็ใช้งานต่างกัน บางรุ่นเจาะอย่างเดียว บางรุ่นเจาะ-กระแทกได้ บางรุ่นถอดสกรู-เจาะ-กระแทกได้ครบ พอซื้อไปแล้วถึงรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจริง ๆ ก็ต้องไปซื้อใหม่อีกที
วันนี้เราเลยอยากชวนมาดูกันว่า ถ้าจะเลือกซื้อสว่านกระแทกให้คุ้มค่าจริง ๆ ควรดูอะไรบ้าง แล้วแต่ละแบบเหมาะกับคนแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่คอนโด ทำงาน DIY บ้าง ๆ หรือช่างมืออาชีพที่ต้องใช้งานหนัก ๆ ทุกวัน เราจะพาไปดูแบบจับมือทำ ไม่ซับซ้อน อ่านจบแล้วรู้เลยว่าต้องเลือกแบบไหน
1. เข้าใจประเภทของสว่านกระแทกก่อนเลย ไม่งั้นซื้อผิดแน่
ก่อนจะไปดูสเปกหรือราคาอะไรต่าง ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าสว่านกระแทกมันมีหลายแบบมาก ๆ แต่ละแบบก็ทำงานไม่เหมือนกัน ถ้าเลือกผิดแบบ แม้จะเป็นของดีก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย
สว่านไฟฟ้าธรรมดา (Drill)
เจาะได้แค่ไม้ เหล็กบาง ๆ หรือพลาสติก ใช้กับงานเบา ๆ แบบติดชั้นวางของ ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ถ้าบ้านคุณเป็นไม้ล้วน ๆ หรือแค่ทำงาน DIY เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปซื้อแบบแรง ๆ เปลืองเงิน
สว่านกระแทก (Hammer Drill)
นี่แหละที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เพราะนอกจากเจาะไม้ได้แล้ว ยังเจาะคอนกรีตหรือปูนได้ด้วย เหมาะกับคนอยู่คอนโดหรือบ้านปูน ที่ต้องเจาะผนังบ้าง ติดเฟรมรูปบ้าง หรือติดตั้งราวแขวนของ แบบนี้ต้องเลือกรุ่นที่มีระบบกระแทก ไม่งั้นเจาะปูนไม่ทะลุแน่ ๆ
สว่านโรตารี่แฮมเมอร์ (Rotary Hammer)
นี่เป็นแบบหนัก ๆ สำหรับมืออาชีพหรือคนที่ทำงานก่อสร้างเยอะ เจาะคอนกรีตหนา ๆ หรือเจาะรูใหญ่ ๆ ได้ แรงกระแทกมากกว่าแบบธรรมดาหลายเท่า แต่ก็หนักและแพงกว่าด้วย ถ้าแค่ใช้บ้าน ๆ ไม่แนะนำให้ซื้อแบบนี้ เพราะหนักเกินไป ถือไม่ไหว
2. ดูกำลังไฟฟ้าให้เหมาะกับงาน อย่าไปตามกระแสว่าแรงเท่าไหร่ก็ดี
หลายคนมักจะคิดว่ายิ่งแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วถ้าคุณแค่ทำงานเบา ๆ ในบ้าน ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบ 1,000 วัตต์ขึ้นไปเลย เพราะนอกจากจะแพงแล้ว ยังหนัก ใช้ไฟเยอะ และถือนาน ๆ มือเมื่อยอีกด้วย
- 300-500 วัตต์ เหมาะกับงานเบา ๆ เช่น เจาะไม้ เจาะผนังปูนบาง ๆ ติดของในบ้าน ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ถ้าใช้แค่นี้ก็พอแล้ว
- 600-800 วัตต์ ใช้ได้กับงานหนักขึ้นมาหน่อย เช่น เจาะคอนกรีต เจาะรูติดแอร์ เจาะรูใหญ่ ๆ คนที่ชอบ DIY หรือซ่อมบ้านเองบ่อย ๆ แนะนำแบบนี้
- 900 วัตต์ขึ้นไป สำหรับมืออาชีพหรือคนที่ใช้งานหนักทุกวัน เจาะคอนกรีตหนา เจาะรูเยอะ ๆ แบบนี้ถึงจะคุ้มค่า
เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อ ลองถามตัวเองก่อนว่าเราจะเอาไปทำอะไรบ้าง ถ้าแค่ทำงานบ้าน ๆ ไม่ต้องไปซื้อแบบแรงสุด ๆ เปลืองเงินเปล่า
3. แบตเตอรี่หรือสายไฟ ดีกว่ากันยังไง
นี่เป็นคำถามที่เจอบ่อยมาก ๆ เลย ว่าควรเลือกแบบไร้สายดีหรือแบบมีสายดี คำตอบคือขึ้นอยู่กับการใช้งานของคุณจริง ๆ
สว่านกระแทกแบบมีสาย
ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด ใช้ได้นานเท่าไหร่ก็ได้ แรงคงที่ตลอด และแรงกว่าแบบไร้สายในราคาเดียวกัน เหมาะกับคนที่ทำงานในพื้นที่แคบ ๆ หรือในบ้านที่มีปลั๊กไฟอยู่ใกล้ ๆ
แต่ข้อเสียคือสายมันรกหน่อย บางทีทำงานข้างนอกหรือที่สูง ๆ ก็ลำบาก ต้องมีสายพ่วงติดตามไปด้วย
สว่านกระแทกไร้สาย
ตัวนี้สะดวกมาก เอาไปไหนก็ได้ ไม่ต้องหาปลั๊ก ทำงานข้างนอกบ้านก็ง่าย เหมาะกับคนที่ต้องเคลื่อนที่เยอะ หรือทำงานในที่ที่ไม่มีไฟฟ้า
แต่ข้อเสียคือต้องดูแลเรื่องแบต ถ้าแบตหมดก็ต้องหยุดงาน ชาร์จใหม่ บางรุ่นแบตหมดเร็วมาก ๆ ใช้ได้แค่ 30-40 นาทีก็ต้องชาร์จแล้ว อีกอย่างคือแรงอาจจะน้อยกว่าแบบมีสาย
เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำงานส่วนใหญ่ในบ้าน มีปลั๊กไฟใกล้ ๆ แนะนำแบบมีสายเลย ถูกกว่า แรงกว่า แต่ถ้าต้องเคลื่อนที่บ่อย หรือทำงานข้างนอกเยอะ ก็เลือกแบบไร้สาย แต่ต้องดูให้ดีว่าแบตอึดขนาดไหน
4. น้ำหนักของเครื่องสำคัญกว่าที่คิด
อย่าลืมนะครับว่าสว่านกระแทกคุณต้องถือมันด้วยมือตลอด บางทีทำงานครั้งเดียว 1-2 ชั่วโมง ถ้าเลือกเครื่องที่หนักเกินไป มือจะเมื่อยมาก ๆ บางคนถึกับชาเลยทีเดียว
โดยทั่วไปแล้วสว่านกระแทกจะหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับกำลังไฟและประเภทของเครื่อง ถ้าเป็นแบบไร้สายจะหนักกว่าแบบมีสายนิดหน่อย เพราะต้องมีแบตติดอยู่
ถ้าคุณเป็นผู้หญิงหรือคนที่แขนไม่ค่อยแข็งแรง แนะนำให้เลือกแบบที่เบากว่า 2 กิโลกรัม ใช้งานจะสะดวกกว่า แต่ถ้าเป็นผู้ชายหรือคนที่ชินกับการใช้เครื่องมือหนัก ๆ ก็เลือกได้ตามใจชอบ
5. ฟีเจอร์เสริมที่ควรมี แต่บางคนมองข้าม
นอกจากเรื่องแรงและน้ำหนักแล้ว ยังมีฟีเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้นมาก ๆ แต่หลายคนมักจะไม่ได้ดูตอนซื้อ พอใช้งานจริงถึงรู้ว่าขาดอะไรไป
ระบบปรับความเร็วรอบ
เครื่องดี ๆ ควรจะปรับความเร็วได้ เพราะบางงานต้องหมุนช้า ๆ บางงานต้องเร็ว ถ้าปรับไม่ได้ก็ทำงานลำบาก บางทีทำงานละเอียด ๆ แบบเจาะไม้บาง ๆ ถ้าหมุนแรงเกินไป ไม้ก็แตกได้
ระบบกันสะเทือน
ตัวนี้สำคัญมากถ้าใช้งานบ่อย ๆ เพราะตอนกระแทกคอนกรีต มือจะสั่นเยอะมาก ถ้าไม่มีระบบกันสะเทือน ใช้นาน ๆ มือจะชาได้ แต่ถ้ามีระบบนี้ จะสบายมือกว่าเยอะ
ไฟส่องสว่าง LED
ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่พอทำงานในมุมมืด ๆ หรือใต้โต๊ะ จะรู้เลยว่ามีไฟส่องช่วยมันดีแค่ไหน ไม่ต้องไปจับไฟฉายมาถืออีกมือ ทำงานได้สะดวกกว่าเยอะ
ด้ามจับยาง
ด้ามจับที่เคลือบยางจะกันลื่น จับถนัดมือกว่าแบบพลาสติกธรรมดา โดยเฉพาะถ้ามือเหงื่อออก หรือทำงานนาน ๆ จะรู้สึกชัดเจนว่าแบบยางสบายมือกว่า
6. เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อ ดูตามนี้ไม่พลาดแน่
มาถึงตรงนี้คุณน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่าจะเลือกแบบไหนดี เราเลยรวบรวมเช็กลิสต์สั้น ๆ มาให้ ก่อนกดสั่งซื้อลองเช็กตามนี้ก่อน
- ใช้งานอะไรบ้าง? ถ้าแค่เจาะไม้ ติดของในบ้าน เลือกแบบธรรมดาก็พอ แต่ถ้าต้องเจาะคอนกรีต ต้องเป็นแบบกระแทก
- ใช้บ่อยแค่ไหน? ถ้าใช้เดือนละครั้ง ไม่ต้องซื้อแบบแพง ๆ แต่ถ้าใช้บ่อย ควรซื้อดี ๆ หน่อย ใช้ได้นาน
- มีปลั๊กไฟใกล้มั้ย? ถ้ามี เลือกแบบมีสายดีกว่า แรงกว่า ถูกกว่า แต่ถ้าทำงานข้างนอกบ่อย เลือกแบบไร้สาย
- แรงมือแข็งแรงมั้ย? ถ้าไม่แข็งแรงมาก เลือกแบบเบา ๆ น้อยกว่า 2 กิโล ใช้สะดวกกว่า
- งบประมาณเท่าไหร่? อย่าซื้อถูกจนเกินไป เพราะอาจจะใช้ไม่ทน แต่ก็ไม่ต้องแพงเกินความจำเป็น เลือกให้พอดีกับงบ
7. ข้อผิดพลาดที่คนมักทำตอนซื้อ อย่าไปเหยียบเลย
ก่อนจะจบ เราอยากมาแชร์ให้ฟังว่าคนส่วนใหญ่มักจะพลาดตรงไหนบ้าง เผื่อคุณจะได้เลี่ยงไม่ให้เจอปัญหาเหมือนกัน
ซื้อตามคนอื่นแนะนำโดยไม่ดูว่าเหมาะกับเรามั้ย
นี่เจอบ่อยมาก คือไปอ่านรีวิวหรือถามเพื่อน แล้วก็ซื้อตามไปเลย โดยไม่ได้คิดว่าเขาใช้งานแบบไหน เราใช้งานแบบไหน บางทีเขาใช้งานหนัก ๆ ทุกวัน เลยแนะนำแบบแรง ๆ แต่เราแค่ใช้เดือนละครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบแพง ๆ เหมือนกัน
ซื้อแบบถูกที่สุดโดยไม่ดูคุณภาพ
อีกกรณีคือมองแต่ราคาอย่างเดียว เห็นตัวไหนถูกก็จ่ายเลย แต่พอซื้อมาถึงบ้าน ใช้ไม่กี่ครั้งก็เสีย หรือแรงไม่พอ ก็ต้องไปซื้อใหม่อีก แบบนี้ไม่คุ้มเลย ควรจะดูรีวิวและเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ
ไม่ดูน้ำหนักก่อนซื้อ
หลายคนมองแต่สเปก แต่ลืมดูว่ามันหนักขนาดไหน พอซื้อมาแล้วถือไม่ไหว ทำงานครั้งเดียวมือเมื่อยเลย ก็ต้องวางทิ้งไว้ ไม่ได้ใช้ แบบนี้เสียดายเงินมาก
ไม่อ่านคู่มือการใช้งาน
พอซื้อมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเปิดกล่องแล้วใช้เลย ไม่ได้อ่านคู่มือว่ามันมีฟังก์ชันอะไรบ้าง ใช้ยังไง บางทีมีฟีเจอร์ดี ๆ แต่เราไม่รู้ ก็ไม่ได้ใช้ เสียดายมาก ลองหาเวลาอ่านคู่มือสักหน่อย จะได้ใช้เครื่องให้คุ้มค่าที่สุด
8. เคล็ดลับการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
พอซื้อมาแล้ว การใช้งานก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าใช้ผิดวิธี ก็อาจจะทำให้เครื่องเสียเร็วได้ นี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เครื่องอยู่กับคุณได้นาน ๆ
เลือกดอกสว่านให้เหมาะกับวัสดุ
อย่าใช้ดอกสว่านตัวเดียวเจาะทุกอย่าง เพราะแต่ละวัสดุต้องใช้ดอกคนละแบบ เจาะไม้ใช้ดอกปลายแหลม เจาะคอนกรีตใช้ดอกคาร์ไบด์ เจาะเหล็กใช้ดอกโคบอลต์ ถ้าใช้ผิดแบบ ก็จะเจาะได้ช้า ดอกก็เสียเร็ว
อย่ากดแรงเกินไป
หลายคนมักจะคิดว่ากดแรง ๆ จะเจาะเร็วขึ้น แต่จริง ๆ แล้วกดแรงเกินไปจะทำให้ดอกสว่านร้อนเร็ว และอาจจะทำให้มอเตอร์เครื่องเสียได้ ให้กดเบา ๆ แล้วให้เครื่องทำงานเอง มันจะเจาะได้ดีกว่า
หยุดพักบ้าง อย่าใช้งานติดต่อกันนาน ๆ
ถ้าทำงานหนัก ๆ หรือเจาะรูเยอะ ๆ ควรหยุดพักเครื่องทุก 10-15 นาที เพื่อให้มอเตอร์เย็นลง ไม่งั้นเครื่องจะร้อนเกินไป แล้วเสียได้ง่าย
ทำความสะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง
พอใช้งานเสร็จ ควรเอาผ้าเช็ดเครื่องให้สะอาด โดยเฉพาะช่องระบายอากาศ ถ้าฝุ่นเข้าไปเยอะ ๆ จะทำให้เครื่องร้อนเร็ว และอาจจะเสียได้
เก็บในที่แห้ง
อย่าเก็บเครื่องในที่ชื้น ๆ เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนภายในเป็นสนิม ควรเก็บในกล่องหรือที่แห้ง ๆ เครื่องจะอยู่ได้นานกว่า
มาถึงตรงนี้แล้วนะ คุณน่าจะรู้แล้วว่าจะเลือกยังไง
หลังจากที่เราได้พูดถึงทุกอย่างตั้งแต่ประเภทของสว่าน กำลังไฟ น้ำหนัก ฟีเจอร์ต่าง ๆ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่คนมักทำ คุณน่าจะพอเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่าสว่านกระแทกแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด
จริง ๆ แล้วการเลือกซื้อสว่านกระแทกไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่คุณรู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ใช้บ่อยแค่ไหน แล้วงบประมาณเท่าไหร่ ก็เลือกได้แล้ว ไม่ต้องไปซื้อแบบแพงที่สุดหรือแรงที่สุด แค่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณก็พอ
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำ DIY ซ่อมแซมบ้านเอง ติดของต่าง ๆ ในบ้านบ่อย ๆ การมีสว่านกระแทกดี ๆ สักเครื่องจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องเรียกช่างมาทำทุกอย่าง ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา และที่สำคัญคือได้ความภูมิใจที่ทำเองได้
ลองกลับไปดูเช็กลิสต์ที่เราบอกไว้อีกทีนะ แล้วเทียบกับความต้องการของคุณ เชื่อว่าคุณจะเลือกได้แบบที่เหมาะที่สุดแน่นอน และอย่าลืมว่าการเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือก็สำคัญมาก เพราะจะได้มีการรับประกัน บริการหลังการขาย ถ้าเกิดปัญหาอะไรก็จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
สุดท้ายแล้ว เครื่องมือดี ๆ จะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าประหยัดเงินจนเกินไป แต่ก็ไม่ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น เลือกให้พอดีกับสไตล์การใช้งานของคุณเอง แล้วคุณจะได้ใช้เครื่องมือชิ้นนี้ไปอีกหลายปีข้างหน้าอย่างแน่นอน





