Home ช็อปปิ้งงานอดิเรกกีฬาและยานยนต์รีวิวแนะนำ 5 อันดับ สว่านกระแทก เลือกซื้อ ยี่ห้อไหนดี ปี 2025

รีวิวแนะนำ 5 อันดับ สว่านกระแทก เลือกซื้อ ยี่ห้อไหนดี ปี 2025

by admin
A+A-
Reset

หัวเจาะสว่านเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในประเภทเครื่องมือช่างมีหน้าที่กัดเจาะเนื้อวัสดุต่างๆออกมาเป็นรูกลวงเพื่อให้เราสามารถตอกตะปูใส่พุก ขันน็อตหรือสกรูได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้พื้นผิวของวัสดุเสียหายเนื่องจากการแตกร้าวของชิ้นงานจากการเจาะและตอก ทำให้หัวเจาะสว่านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากช่างมืออาชีพและการใช้งานในครัวเรือนทั่วไป

ปัจจุบันหัวเจาะสว่านมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาดตามวัตถุประสงค์ของงานหรือวัสดุที่ต้องการเจาะรูเพราะฉะนั้นการเลือกซื้อหัวเจาะสว่านมาใช้งาน จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงานของเรา พื้นผิว วัสดุ ไปจนถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด และนี่ก็คือ 5 อันดับหัวเจาะสว่านคุณภาพสูงสำหรับทุกงานช่างที่เรานำมารีวิวให้คุณได้ใช้เป็นตัวเลือกในวันนี้ค่ะ

1. Bosch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550

osch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550

Bosch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550 หัวเจาะสว่านคุณภาพจากแบรนด์ Bosch แบรนด์อุปกรณ์งานช่างระดับโลก ด้วยขนาดที่กะทัดรัดจึงทำให้เหมาะกับงานช่างโดยเฉพาะ เข้าถึงงานทั้งที่กว้างและแคบ น้ำหนักเบา ออกแบบรองรับสรีระผู้ใช้งาน สามารถใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ทำให้ร็สึกปวดเมื่อย

Bosch สว่านกระแทก 13 มม.GSB 550 มาพร้อมกำลังไฟ 550 วัตต์ความเร็วรอบ 0-2,800 รอบ/นาทีอัตรากระแทก 0-41,800 ครัง้/นาทีเจาะปูนได้ลึกสูงสุด13 มิลลิเมตรและยังสามารถเจาะเหล็กและไม้ได้ลึกสูงสุด 10/25 มิลลิเมตร ขนาดหัวจับดอก 13 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม ควบคุมด้วยปุ่มเปิด-ปิดแบบซ้ายขวา เหมาะสำหรังานช่างในบ้านและงานช่างทั่วไป

2. Black&Decker สว่านกระแทก HD555 13มม. 550W

 Black&Decker สว่านกระแทก HD555 13มม. 550W

แบรนด์ Black&Deckerอีกหนึ่งแบรนด์อุปกรณ์งานช่างที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล กับหัวเจาะสว่าน Black&Deckerสว่านกระแทกHD555 13มม. 550Wที่มีกำลังมอเตอร์สูงถึง 550 วัตต์ให้ความเร็วรอบสูงสุดที่ 2,900 รอบ/นาทีและแรงกระแทกสูงสุดถึง 46,400 ครั้ง/นาทีนอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นการปรับระดับความเร็วของสว่านได้หลายระดับตามลักษณะการใช้งานโดยใช้เพียงแรงกดของนิ้ว แข็งแรงทนทาน สามารถใช้งานเจาะได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ปูน ไม้ เหล็ก พลาสติกอะคริลิก กระเบื้อง ยิปซั่ม ไม้เทียม และวัสดุอื่นๆ เพียงแค่เปลี่ยนดอกสว่าน

Black&Decker สว่านกระแทกHD555 13มม. 550W รองรับการใช้งานกับดอกสว่านตั้งแต่ขนาด 1-13 มิลลิเมตร ทำให้ปรับสไตล์การทำงานได้หลากหลาย เหมาะสำหรับงานช่างภายในบ้านหรืองานช่างทั่วไปจนถึงระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ยังคุ้มค่าที่สุดด้วยการรับประกันสินค้า 1 ปี

3. MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่น MT814

MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่น MT814

MAKTEC ส่งอีกหนึ่งอุปกรณ์งานช่างคุณภาพสู่ตลาด ด้วย MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่นMT814ออกแบบให้เป็นสว่านที่เจาะได้ 2 ระบบคือการเจาะแบบปกติและการเจาะแบบกระแทก มาพร้อมหัวจับดอกขนาด 16 มิลลิเมตร รองรับงานใหญ่สำหรับไซต์ก่อสร้างต่างๆ ได้ดี อีกทั้งยังมีมอเตอร์กำลังสูงถึง710 วัตต์ ให้กำลังในการเจาะสูงเหมาะสำหรับการใช้งานอเนกประสงค์ทั้งการเจาะไม้ ปูน เหล็ก และวัสดุอื่นๆ

MAKTEC สว่านกระแทก 16 มิลEURO TYPE รุ่นMT814 ออกแบบรูปร่างสว่านให้จับถนัดมือ ควบคุมการเจาะได้อย่างแม่นยำ พร้อมหัวเจาะขนาดใหญ่ทำให้เหมาะกับงานทั่วไป งานช่างในบ้าน ไปจนถึงงานช่างที่ต้องการเจาะรู้ใหญ่และกว้าง นอกจากนี้ยังเป็นอุปกรณ์งานช่างชิ้นสำคัญที่คุ้มค่าทั้งฟังก์ชั่นและราคา

4. Makita สว่านกระแทก 16MM รุ่น HP1630

Makita สว่านกระแทก 16MM รุ่น HP1630

อีกหนึ่งสว่านรุ่นใหญ่สำหรับงานช่างอเนกประสงค์ สว่านกระแทก 16 มม. MAKITA รุ่น HP1630 มาพร้อมมอเตอร์ทรงกระบอกกำลังสูงใช้งานได้ 2 ระบบ คือ ระบบธรรมดาและระบบกระแทกนอกจากนี้ยังสามารถปรับทิศทางการเจาะซ้ายขวาได้อย่างแม่นยำและสะดวก โดดเด่นเรื่องฟังก์ชั่นที่ใช้งานง่าย ครอบคลุมงานที่ต้องใช้หัวเจาะสว่าน เหมาะสำหรับงานช่างทั่วไปและงานช่างมืออาชีพ

นอกจากนี้ Makita สว่านกระแทก 16MM รุ่นHP1630 ยังมาพร้อมกล่องบรรจุสวยงาม แข็งแรงทนทาน ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ดี สามารถใช้กับถ่าน CB-85A ได้อีกด้วย

วิธีเลือกซื้อสว่านกระแทกให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025

เคยมั้ยครับที่ซื้อสว่านกระแทกมาแล้ว แต่พอใช้งานจริงกลับรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ บางทีก็แรงไม่พอ บางทีก็หนักเกินไปจนถือยาว ๆ แล้วมือเมื่อย หรือแย่สุดคือซื้อมาแพงมาก แต่ใช้แค่เจาะผนังปูนปีละครั้งเอง แบบนี้เสียดายเงินมากเลยใช่มั้ยครับ

ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะกับคนที่ซื้อครั้งแรก เพราะส่วนใหญ่มักจะไปดูแต่แบรนด์ดัง ๆ หรือราคาถูก ๆ โดยไม่ได้คิดว่าจริง ๆ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรบ้าง ใช้บ่อยแค่ไหน และที่สำคัญคือบ้านเราเป็นแบบไหน ถ้าอยู่คอนโด ผนังส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต ก็ต้องเลือกแบบที่แรงพอสมควร แต่ถ้าเป็นบ้านไม้หรือแค่เจาะไม้บ้าง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเยอะมาก

อีกอย่างที่เจอบ่อยคือเลือกตามคำแนะนำของร้านขายของเลย โดยไม่ได้ศึกษาก่อนเลยว่าเครื่องมือชนิดนี้มันมีหลายแบบ แต่ละแบบก็ใช้งานต่างกัน บางรุ่นเจาะอย่างเดียว บางรุ่นเจาะ-กระแทกได้ บางรุ่นถอดสกรู-เจาะ-กระแทกได้ครบ พอซื้อไปแล้วถึงรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจริง ๆ ก็ต้องไปซื้อใหม่อีกที

วันนี้เราเลยอยากชวนมาดูกันว่า ถ้าจะเลือกซื้อสว่านกระแทกให้คุ้มค่าจริง ๆ ควรดูอะไรบ้าง แล้วแต่ละแบบเหมาะกับคนแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่คอนโด ทำงาน DIY บ้าง ๆ หรือช่างมืออาชีพที่ต้องใช้งานหนัก ๆ ทุกวัน เราจะพาไปดูแบบจับมือทำ ไม่ซับซ้อน อ่านจบแล้วรู้เลยว่าต้องเลือกแบบไหน

1. เข้าใจประเภทของสว่านกระแทกก่อนเลย ไม่งั้นซื้อผิดแน่

ก่อนจะไปดูสเปกหรือราคาอะไรต่าง ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าสว่านกระแทกมันมีหลายแบบมาก ๆ แต่ละแบบก็ทำงานไม่เหมือนกัน ถ้าเลือกผิดแบบ แม้จะเป็นของดีก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย

สว่านไฟฟ้าธรรมดา (Drill)

เจาะได้แค่ไม้ เหล็กบาง ๆ หรือพลาสติก ใช้กับงานเบา ๆ แบบติดชั้นวางของ ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ถ้าบ้านคุณเป็นไม้ล้วน ๆ หรือแค่ทำงาน DIY เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปซื้อแบบแรง ๆ เปลืองเงิน

สว่านกระแทก (Hammer Drill)

นี่แหละที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เพราะนอกจากเจาะไม้ได้แล้ว ยังเจาะคอนกรีตหรือปูนได้ด้วย เหมาะกับคนอยู่คอนโดหรือบ้านปูน ที่ต้องเจาะผนังบ้าง ติดเฟรมรูปบ้าง หรือติดตั้งราวแขวนของ แบบนี้ต้องเลือกรุ่นที่มีระบบกระแทก ไม่งั้นเจาะปูนไม่ทะลุแน่ ๆ

สว่านโรตารี่แฮมเมอร์ (Rotary Hammer)

นี่เป็นแบบหนัก ๆ สำหรับมืออาชีพหรือคนที่ทำงานก่อสร้างเยอะ เจาะคอนกรีตหนา ๆ หรือเจาะรูใหญ่ ๆ ได้ แรงกระแทกมากกว่าแบบธรรมดาหลายเท่า แต่ก็หนักและแพงกว่าด้วย ถ้าแค่ใช้บ้าน ๆ ไม่แนะนำให้ซื้อแบบนี้ เพราะหนักเกินไป ถือไม่ไหว

2. ดูกำลังไฟฟ้าให้เหมาะกับงาน อย่าไปตามกระแสว่าแรงเท่าไหร่ก็ดี

หลายคนมักจะคิดว่ายิ่งแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วถ้าคุณแค่ทำงานเบา ๆ ในบ้าน ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบ 1,000 วัตต์ขึ้นไปเลย เพราะนอกจากจะแพงแล้ว ยังหนัก ใช้ไฟเยอะ และถือนาน ๆ มือเมื่อยอีกด้วย

  • 300-500 วัตต์ เหมาะกับงานเบา ๆ เช่น เจาะไม้ เจาะผนังปูนบาง ๆ ติดของในบ้าน ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ถ้าใช้แค่นี้ก็พอแล้ว
  • 600-800 วัตต์ ใช้ได้กับงานหนักขึ้นมาหน่อย เช่น เจาะคอนกรีต เจาะรูติดแอร์ เจาะรูใหญ่ ๆ คนที่ชอบ DIY หรือซ่อมบ้านเองบ่อย ๆ แนะนำแบบนี้
  • 900 วัตต์ขึ้นไป สำหรับมืออาชีพหรือคนที่ใช้งานหนักทุกวัน เจาะคอนกรีตหนา เจาะรูเยอะ ๆ แบบนี้ถึงจะคุ้มค่า

เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อ ลองถามตัวเองก่อนว่าเราจะเอาไปทำอะไรบ้าง ถ้าแค่ทำงานบ้าน ๆ ไม่ต้องไปซื้อแบบแรงสุด ๆ เปลืองเงินเปล่า

3. แบตเตอรี่หรือสายไฟ ดีกว่ากันยังไง

นี่เป็นคำถามที่เจอบ่อยมาก ๆ เลย ว่าควรเลือกแบบไร้สายดีหรือแบบมีสายดี คำตอบคือขึ้นอยู่กับการใช้งานของคุณจริง ๆ

สว่านกระแทกแบบมีสาย

ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด ใช้ได้นานเท่าไหร่ก็ได้ แรงคงที่ตลอด และแรงกว่าแบบไร้สายในราคาเดียวกัน เหมาะกับคนที่ทำงานในพื้นที่แคบ ๆ หรือในบ้านที่มีปลั๊กไฟอยู่ใกล้ ๆ

แต่ข้อเสียคือสายมันรกหน่อย บางทีทำงานข้างนอกหรือที่สูง ๆ ก็ลำบาก ต้องมีสายพ่วงติดตามไปด้วย

สว่านกระแทกไร้สาย

ตัวนี้สะดวกมาก เอาไปไหนก็ได้ ไม่ต้องหาปลั๊ก ทำงานข้างนอกบ้านก็ง่าย เหมาะกับคนที่ต้องเคลื่อนที่เยอะ หรือทำงานในที่ที่ไม่มีไฟฟ้า

แต่ข้อเสียคือต้องดูแลเรื่องแบต ถ้าแบตหมดก็ต้องหยุดงาน ชาร์จใหม่ บางรุ่นแบตหมดเร็วมาก ๆ ใช้ได้แค่ 30-40 นาทีก็ต้องชาร์จแล้ว อีกอย่างคือแรงอาจจะน้อยกว่าแบบมีสาย

เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำงานส่วนใหญ่ในบ้าน มีปลั๊กไฟใกล้ ๆ แนะนำแบบมีสายเลย ถูกกว่า แรงกว่า แต่ถ้าต้องเคลื่อนที่บ่อย หรือทำงานข้างนอกเยอะ ก็เลือกแบบไร้สาย แต่ต้องดูให้ดีว่าแบตอึดขนาดไหน

4. น้ำหนักของเครื่องสำคัญกว่าที่คิด

อย่าลืมนะครับว่าสว่านกระแทกคุณต้องถือมันด้วยมือตลอด บางทีทำงานครั้งเดียว 1-2 ชั่วโมง ถ้าเลือกเครื่องที่หนักเกินไป มือจะเมื่อยมาก ๆ บางคนถึกับชาเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วสว่านกระแทกจะหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับกำลังไฟและประเภทของเครื่อง ถ้าเป็นแบบไร้สายจะหนักกว่าแบบมีสายนิดหน่อย เพราะต้องมีแบตติดอยู่

ถ้าคุณเป็นผู้หญิงหรือคนที่แขนไม่ค่อยแข็งแรง แนะนำให้เลือกแบบที่เบากว่า 2 กิโลกรัม ใช้งานจะสะดวกกว่า แต่ถ้าเป็นผู้ชายหรือคนที่ชินกับการใช้เครื่องมือหนัก ๆ ก็เลือกได้ตามใจชอบ

5. ฟีเจอร์เสริมที่ควรมี แต่บางคนมองข้าม

นอกจากเรื่องแรงและน้ำหนักแล้ว ยังมีฟีเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้นมาก ๆ แต่หลายคนมักจะไม่ได้ดูตอนซื้อ พอใช้งานจริงถึงรู้ว่าขาดอะไรไป

ระบบปรับความเร็วรอบ

เครื่องดี ๆ ควรจะปรับความเร็วได้ เพราะบางงานต้องหมุนช้า ๆ บางงานต้องเร็ว ถ้าปรับไม่ได้ก็ทำงานลำบาก บางทีทำงานละเอียด ๆ แบบเจาะไม้บาง ๆ ถ้าหมุนแรงเกินไป ไม้ก็แตกได้

ระบบกันสะเทือน

ตัวนี้สำคัญมากถ้าใช้งานบ่อย ๆ เพราะตอนกระแทกคอนกรีต มือจะสั่นเยอะมาก ถ้าไม่มีระบบกันสะเทือน ใช้นาน ๆ มือจะชาได้ แต่ถ้ามีระบบนี้ จะสบายมือกว่าเยอะ

ไฟส่องสว่าง LED

ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่พอทำงานในมุมมืด ๆ หรือใต้โต๊ะ จะรู้เลยว่ามีไฟส่องช่วยมันดีแค่ไหน ไม่ต้องไปจับไฟฉายมาถืออีกมือ ทำงานได้สะดวกกว่าเยอะ

ด้ามจับยาง

ด้ามจับที่เคลือบยางจะกันลื่น จับถนัดมือกว่าแบบพลาสติกธรรมดา โดยเฉพาะถ้ามือเหงื่อออก หรือทำงานนาน ๆ จะรู้สึกชัดเจนว่าแบบยางสบายมือกว่า

6. เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อ ดูตามนี้ไม่พลาดแน่

มาถึงตรงนี้คุณน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่าจะเลือกแบบไหนดี เราเลยรวบรวมเช็กลิสต์สั้น ๆ มาให้ ก่อนกดสั่งซื้อลองเช็กตามนี้ก่อน

  • ใช้งานอะไรบ้าง? ถ้าแค่เจาะไม้ ติดของในบ้าน เลือกแบบธรรมดาก็พอ แต่ถ้าต้องเจาะคอนกรีต ต้องเป็นแบบกระแทก
  • ใช้บ่อยแค่ไหน? ถ้าใช้เดือนละครั้ง ไม่ต้องซื้อแบบแพง ๆ แต่ถ้าใช้บ่อย ควรซื้อดี ๆ หน่อย ใช้ได้นาน
  • มีปลั๊กไฟใกล้มั้ย? ถ้ามี เลือกแบบมีสายดีกว่า แรงกว่า ถูกกว่า แต่ถ้าทำงานข้างนอกบ่อย เลือกแบบไร้สาย
  • แรงมือแข็งแรงมั้ย? ถ้าไม่แข็งแรงมาก เลือกแบบเบา ๆ น้อยกว่า 2 กิโล ใช้สะดวกกว่า
  • งบประมาณเท่าไหร่? อย่าซื้อถูกจนเกินไป เพราะอาจจะใช้ไม่ทน แต่ก็ไม่ต้องแพงเกินความจำเป็น เลือกให้พอดีกับงบ

7. ข้อผิดพลาดที่คนมักทำตอนซื้อ อย่าไปเหยียบเลย

ก่อนจะจบ เราอยากมาแชร์ให้ฟังว่าคนส่วนใหญ่มักจะพลาดตรงไหนบ้าง เผื่อคุณจะได้เลี่ยงไม่ให้เจอปัญหาเหมือนกัน

ซื้อตามคนอื่นแนะนำโดยไม่ดูว่าเหมาะกับเรามั้ย

นี่เจอบ่อยมาก คือไปอ่านรีวิวหรือถามเพื่อน แล้วก็ซื้อตามไปเลย โดยไม่ได้คิดว่าเขาใช้งานแบบไหน เราใช้งานแบบไหน บางทีเขาใช้งานหนัก ๆ ทุกวัน เลยแนะนำแบบแรง ๆ แต่เราแค่ใช้เดือนละครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบแพง ๆ เหมือนกัน

ซื้อแบบถูกที่สุดโดยไม่ดูคุณภาพ

อีกกรณีคือมองแต่ราคาอย่างเดียว เห็นตัวไหนถูกก็จ่ายเลย แต่พอซื้อมาถึงบ้าน ใช้ไม่กี่ครั้งก็เสีย หรือแรงไม่พอ ก็ต้องไปซื้อใหม่อีก แบบนี้ไม่คุ้มเลย ควรจะดูรีวิวและเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ

ไม่ดูน้ำหนักก่อนซื้อ

หลายคนมองแต่สเปก แต่ลืมดูว่ามันหนักขนาดไหน พอซื้อมาแล้วถือไม่ไหว ทำงานครั้งเดียวมือเมื่อยเลย ก็ต้องวางทิ้งไว้ ไม่ได้ใช้ แบบนี้เสียดายเงินมาก

ไม่อ่านคู่มือการใช้งาน

พอซื้อมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเปิดกล่องแล้วใช้เลย ไม่ได้อ่านคู่มือว่ามันมีฟังก์ชันอะไรบ้าง ใช้ยังไง บางทีมีฟีเจอร์ดี ๆ แต่เราไม่รู้ ก็ไม่ได้ใช้ เสียดายมาก ลองหาเวลาอ่านคู่มือสักหน่อย จะได้ใช้เครื่องให้คุ้มค่าที่สุด

8. เคล็ดลับการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

พอซื้อมาแล้ว การใช้งานก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าใช้ผิดวิธี ก็อาจจะทำให้เครื่องเสียเร็วได้ นี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เครื่องอยู่กับคุณได้นาน ๆ

เลือกดอกสว่านให้เหมาะกับวัสดุ

อย่าใช้ดอกสว่านตัวเดียวเจาะทุกอย่าง เพราะแต่ละวัสดุต้องใช้ดอกคนละแบบ เจาะไม้ใช้ดอกปลายแหลม เจาะคอนกรีตใช้ดอกคาร์ไบด์ เจาะเหล็กใช้ดอกโคบอลต์ ถ้าใช้ผิดแบบ ก็จะเจาะได้ช้า ดอกก็เสียเร็ว

อย่ากดแรงเกินไป

หลายคนมักจะคิดว่ากดแรง ๆ จะเจาะเร็วขึ้น แต่จริง ๆ แล้วกดแรงเกินไปจะทำให้ดอกสว่านร้อนเร็ว และอาจจะทำให้มอเตอร์เครื่องเสียได้ ให้กดเบา ๆ แล้วให้เครื่องทำงานเอง มันจะเจาะได้ดีกว่า

หยุดพักบ้าง อย่าใช้งานติดต่อกันนาน ๆ

ถ้าทำงานหนัก ๆ หรือเจาะรูเยอะ ๆ ควรหยุดพักเครื่องทุก 10-15 นาที เพื่อให้มอเตอร์เย็นลง ไม่งั้นเครื่องจะร้อนเกินไป แล้วเสียได้ง่าย

ทำความสะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง

พอใช้งานเสร็จ ควรเอาผ้าเช็ดเครื่องให้สะอาด โดยเฉพาะช่องระบายอากาศ ถ้าฝุ่นเข้าไปเยอะ ๆ จะทำให้เครื่องร้อนเร็ว และอาจจะเสียได้

เก็บในที่แห้ง

อย่าเก็บเครื่องในที่ชื้น ๆ เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนภายในเป็นสนิม ควรเก็บในกล่องหรือที่แห้ง ๆ เครื่องจะอยู่ได้นานกว่า

มาถึงตรงนี้แล้วนะ คุณน่าจะรู้แล้วว่าจะเลือกยังไง

หลังจากที่เราได้พูดถึงทุกอย่างตั้งแต่ประเภทของสว่าน กำลังไฟ น้ำหนัก ฟีเจอร์ต่าง ๆ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่คนมักทำ คุณน่าจะพอเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่าสว่านกระแทกแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

จริง ๆ แล้วการเลือกซื้อสว่านกระแทกไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่คุณรู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ใช้บ่อยแค่ไหน แล้วงบประมาณเท่าไหร่ ก็เลือกได้แล้ว ไม่ต้องไปซื้อแบบแพงที่สุดหรือแรงที่สุด แค่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณก็พอ

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำ DIY ซ่อมแซมบ้านเอง ติดของต่าง ๆ ในบ้านบ่อย ๆ การมีสว่านกระแทกดี ๆ สักเครื่องจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องเรียกช่างมาทำทุกอย่าง ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา และที่สำคัญคือได้ความภูมิใจที่ทำเองได้

ลองกลับไปดูเช็กลิสต์ที่เราบอกไว้อีกทีนะ แล้วเทียบกับความต้องการของคุณ เชื่อว่าคุณจะเลือกได้แบบที่เหมาะที่สุดแน่นอน และอย่าลืมว่าการเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือก็สำคัญมาก เพราะจะได้มีการรับประกัน บริการหลังการขาย ถ้าเกิดปัญหาอะไรก็จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

สุดท้ายแล้ว เครื่องมือดี ๆ จะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าประหยัดเงินจนเกินไป แต่ก็ไม่ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น เลือกให้พอดีกับสไตล์การใช้งานของคุณเอง แล้วคุณจะได้ใช้เครื่องมือชิ้นนี้ไปอีกหลายปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

Related Articles