สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องออกกำลังกายไว้ใช้งานในบ้าน เครื่องเดินวงรีเ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติที่เทียบเท่าการเดินหรือวิ่ง จึงสามารถออกกำลังกายได้ทุกส่วน ทั้งร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและระบบหัวใจ ที่สำคัญเครื่องประเภทนี้ได้รับการออกแบบมาให้สามารถรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี จึงสามารถลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บขณะออกกกำลังกายได้มาก นอกจากนี้ยังสามารถตั้งโปรแกรมการใช้งานหลายแบบจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเครื่องออกกำลังกายประจำบ้านของคุณ
1. Johnson HORIZON เครื่องเดินวงรี (Elliptical) รุ่น Syros Pro
เครื่องเดินวงรีรุ่นมาตรฐาน สามารถปรับตั้งโปรแกรมการออกกำลังกายได้หลายแบบให้เหมาะสมกับความต้องการ เช่น เน้นการสร้างกล้ามเนื้อ เน้นการเผาผลาญไขมัน โดยโปรแกรมจะปรับตั้งระดับความหนืดให้สัมพันธ์กับการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับระบบตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างเหมาะสม ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการตั้งค่าต่างๆ ได้จากหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ซึ่งแสดงข้อมูลการออกกำลังกายไว้อย่างครบถ้วน
- ตั้งโปรแกรมออกกำลังกายได้ 16 โปรแกรม
- ปรับระดับความหนืดแบบดิจิตอล ECB Magnetic Brake ปรับได้ 16 ระดับ
- น้ำหนักจาน 8 กก.
- รับน้ำหนักสูงสุด 136 กก.
- ขนาดสินค้า145 x 60 x 160 ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 49.5 กก.
- ระยะก้าว 16 นิ้ว
- แป้นเหยียบ ปรับได้ 3 ระดับ
- ความสูงแป้นเหยียบ 7.9 นิ้ว
- หน้าจอ LCD แสดงความเร็ว เวลา ระยะทาง แคลอรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ
- การวัดการเต้นของหัวใจ แบบสัมผัสด้วยมือ
- รับประกัน 1 ปี
- มีบริการออนไซต์เซอร์วิส ให้บริการซ่อมถึงบ้าน
- ตั้งโปรแกรมออกกำลังกายได้หลายแบบตามความต้องการ
ข้อดี
2. เครื่องวิ่งวงรี Tempo Elliptical รุ่น E902
ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบสายพานจึงทำงานได้เงียบ ไร้เสียงรบกวน สามารถจัดวางไว้ได้ทั้งในห้องนอน ห้องทำงาน หรือคอนโดที่มีพื้นที่ไม่มาก สามารถปรับตั้งแป้นเหยียบได้หลายระดับเพื่อให้เหมาะกับสรีระของผู้ออกกำลังกาย มีปุ่มหมุนปรับแรงต้านด้วยมือที่สามารถปรับแรงต้านได้หลายระดับ ขณะออกกำลังกายสามารถตรวจวัดความก้าวหน้าของการออกกำลังกายได้ด้วยหน้าจอแสดงผลที่แสดงค่าตัวเลขอย่างถูกต้องแม่นยำ
- ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน
- ปรับระดับความหนืดแบบมือหมุน 8 ระดับ
- น้ำหนักจาน 6 กก.
- รับน้ำหนักสูงสุด 130 กก.
- ขนาดสินค้า125 x 60 x 158 ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 48 กก.
- ระยะก้าว 16 นิ้ว
- แป้นเหยียบ ปรับได้ 3 ระดับ
- ความสูงแป้นเหยียบ 6.3 นิ้ว
- หน้าจอ LCD แสดงความเร็ว เวลา ระยะทาง แคลอรี่อุณหภูมิ ปฏิทิน และนาฬิกา
- การวัดการเต้นของหัวใจ แบบสัมผัสด้วยมือ
- รับประกัน 1 ปี
- มีบริการออนไซต์เซอร์วิส ให้บริการซ่อมถึงบ้าน
- หน้าจอขนาดใหญ่ แสดงผลได้หลายฟังก์ชั่น
- ฐานเหยียบขนาดใหญ่ ป้องกันการลื่นตก
ข้อดี
3. Avarin เครื่องเดินวงรี รุ่น Orbitor
Avarin เครื่องเดินวงรี รุ่น Orbitor เป็นเครื่องออกกำลังกายแบบ 2 in 1 ที่สามารถปรับการใช้งานให้เป็นทั้งเครื่องเดินวงรีและจักรยานนั่งปั่นได้ในเครื่องเดียว จึงสามารถลดไขมันส่วนเกินและเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน ต้นขา สะโพก น่อง รวมถึงแกนกลางลำตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี เหมาะที่จะเป็นเครื่องออกกำลังกายสำหรับทุกคนในครอบครัว
รายละเอียดสินค้า
- ขับเคลื่อนด้วยระบบโซ่
- ปรับระดับความหนืดแบบมือหมุนหลายระดับ
- รับน้ำหนักสูงสุด 100 กก.
- ขนาดสินค้า153 x 48 x 84ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 28 กก.
- หน้าจอ LCD แสดงความเร็ว เวลา ระยะทาง แคลอรี่ชีพจร
- การวัดการเต้นของหัวใจ แบบสัมผัสด้วยมือ
- รับประกัน 1 ปี
- ระบบขับเคลื่อนแบบโซ่ แข็งแรงทนทาน
- ใช้งานได้ทั้งเครื่องเดินวงรี และจักรยานนั่งปั่น
ข้อดี
4. เครื่องเดินวงรี Magnetic Elliptical Bike 5KG
เครื่องเดินวงรี Magnetic Elliptical Bike 5KG สามารถใช้บริหารกล้ามเนื้อได้หลายส่วน เช่น แขน หน้าอก หลัง สะโพก จึงช่วยให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ สามารถปรับระดับความหนืดได้หลายระดับตามความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยระบบการทำงานแบบสายพานจึงไร้แรงกระแทก ป้องกันการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเครื่องรุ่นนี้ทำงานได้เงียบ ไร้เสียงรบกวน สามารถจัดวางไว้ในห้องต่างๆ ได้อย่างกลมกลืน
-
เครื่องเดินวงรี ระบบแม่เหล็ก Magnetic Resistance System
- ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน Belt transmission system
- ปรับระดับความหนืด แบบมือหมุน8ระดับ
- เบาะนั่งปรับระดับได้
- น้ำหนักจาน 5 กก.
- รับน้ำหนักสูงสุด 100 กก.
- ขนาดสินค้า160x62x126ซม.
- หน้าจอ LCD แสดงความเร็ว เวลา ระยะทาง แคลอรี่
- การวัดการเต้นของหัวใจ แบบสัมผัสด้วยมือ
- หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน
- ไม่มีเสียงรบกวน ทำงานได้เงียบ
ข้อดี
5. 360 Ongsa Fitness เครื่องเดินวงรี STEP UP รุ่น YK-CT1502
360 Ongsa รุ่น YK-CT1502 เป้นตัวช่วยการออกกำลังกายแบบ Cardio เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการวิ่งและการเดิน ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาออกไปวิ่งนอกบ้าน เครื่องเดินวงรีเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในเรื่องการรองรับแรงกระแทกขณะวิ่งหรือเดิน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาบริเวณข้อต่อ รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนี้เครื่องรุ่นนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนใช้เป็นทั้งเครื่องเดินวงรีและจักรยานนั่งปั่นได้ด้วย จึงเป็นเครื่องออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว
- เครื่องเดินวงรี ระบบ Magnetic Resistance System
- ปรับระดับความหนืดแบบมือหมุน 8 ระดับ
- น้ำหนักจาน 4กก.
- รับน้ำหนักสูงสุด 120 กก.
- ขนาดสินค้า98x 41x 163ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 26 กก.
- ระยะก้าว 13 นิ้ว
- เบาะนั่งปรับระดับ สูง-ต่ำ, เข้า-ออก ปรับได้ 6 ระดับ
- แป้นเหยียบขนาดใหญ่ 13 x 5 นิ้ว
- หน้าจอ LCD แสดงความเร็ว เวลา ระยะทาง แคลอรี่อุณหภูมิ ปฏิทิน และนาฬิกา
- การวัดการเต้นของหัวใจ แบบสัมผัสด้วยมือ
- รับประกัน 1 ปี
- รองรับแรงกระแทกได้ดี
- มีบริการหลังการขาย
ข้อดี
วิธีเลือกซื้อเครื่องวิ่งวงรีให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยที่ตื่นเช้ามาอยากออกกำลังกาย แต่พอนึกถึงต้องแต่งตัว ขับรถไปฟิต หรือวิ่งข้างนอกตอนอากาศร้อนๆ ก็เลยยกเลิกความตั้งใจไปเลย? หรือบางครั้งก็อยากออกกำลังกายแบบไม่กระแทกข้อเข่ามากเกินไป แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เครื่องวิ่งวงรีก็เลยเป็นตัวเลือกที่หลายคนมองหา
ปัญหาคือตอนไปเจอของจริงในร้าน หรือเปิดดูในเว็บ ตัวเลือกเยอะมาก ราคาก็หลากหลาย ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าตัวไหนคุ้มจริง? ตัวไหนเหมาะกับบ้านเรา? แล้วซื้อมาแล้วจะไม่กลายเป็นที่แขวนผ้าแพงๆ ใช่มั้ย?
บทความนี้เราจะพาไปดูกันแบบจับมือทำว่า ก่อนจะกดสั่งซื้อเครื่องวิ่งวงรี คุณต้องดูอะไรบ้าง ต้องคิดยังไง และต้องเช็กจุดไหนให้ดีก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่าจริงๆ ไม่ใช่แค่ดูรูปสวยๆ แล้วกดซื้อ แต่พอมาถึงบ้านถึงรู้ว่า “โอ้ย ไม่ใช่เลย!”
1. ขนาดและพื้นที่ในบ้าน — เริ่มต้นที่พื้นฐานก่อน
สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ วัดพื้นที่ในบ้านให้ชัดเจนเลยว่ามีที่ว่างไว้วางเครื่องวิ่งวงรีจริงๆ หรือเปล่า อย่าลืมว่าเครื่องวิ่งวงรีส่วนใหญ่จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กว้างประมาณ 60-80 ซม. ยาว 120-180 ซม. ขึ้นไป
ถ้าคุณอยู่คอนโดห้องเล็กๆ หรือบ้านที่พื้นที่จำกัด ลองเช็กก่อนว่าเครื่องที่เลือกพับเก็บได้มั้ย? หรือมีล้อเลื่อนย้ายง่ายไหม? บางรุ่นออกแบบมาแบบประหยัดพื้นที่ เหมาะกับคนที่ไม่มีห้องออกกำลังกายแยก
แต่ถ้าคุณมีพื้นที่เยอะ มีห้องว่างไว้ออกกำลังกาย ก็เลือกแบบที่มีขนาดใหญ่กว่า เพราะจะให้ความรู้สึกมั่นคง ใช้งานสบายขึ้น และรองรับน้ำหนักได้ดีกว่า
เช็กลิสต์ก่อนดูขนาด:
- วัดพื้นที่จริงที่จะวางเครื่อง (กว้าง x ยาว)
- เผื่อพื้นที่รอบๆ อีกประมาณ 50-100 ซม. เพื่อความปลอดภัย
- เช็กความสูงเพดาน ถ้าบ้านเพดานต่ำ ต้องคิดถึงความสูงของเครื่องด้วย
- ถ้าอยู่ชั้นบน ต้องคิดถึงเรื่องเสียงรบกวนด้วย
2. น้ำหนักที่รับได้ — อย่ามองข้ามจุดนี้
คนส่วนใหญ่มักลืมเช็กว่าเครื่องวิ่งวงรีที่สนใจรับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆ แล้วมันสำคัญมากเลย ถ้าคุณหนักกว่าที่เครื่องรับได้ เครื่องจะเสียเร็ว ใช้ไม่ทนทาน และอาจเกิดอุบัติเหตุได้
โดยทั่วไปเครื่องวิ่งวงรีจะรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 100-150 กก. แต่ถ้าใครที่มีรูปร่างใหญ่กว่า หรือต้องการความมั่นคงมากกว่า ก็ควรเลือกรุ่นที่รับน้ำหนักได้มากกว่า 120 กก. ขึ้นไป
อีกอย่างคือถ้าครอบครัวใหญ่ มีหลายคนใช้ ก็ควรเลือกแบบที่รับน้ำหนักได้สูง เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลว่าใครจะใช้บ้าง และใช้ได้นานกว่า
3. ระบบความต้านทาน — หัวใจสำคัญของการออกกำลังกาย
เครื่องวิ่งวงรีมีระบบความต้านทาน 2 แบบหลักๆ คือ แบบแม่เหล็ก กับ แบบมอเตอร์ไฟฟ้า
แบบแม่เหล็ก (Magnetic Resistance)
เหมาะกับมือใหม่ หรือคนที่ใช้แค่ออกกำลังกายเบาๆ ปรับความหนักได้ด้วยมือ เสียงเบา ราคาไม่แพงมาก แต่ถ้าคุณต้องการความท้าทายในระดับสูงอาจจะรู้สึกว่าไม่หนักพอ
แบบมอเตอร์ไฟฟ้า (Motorized Resistance)
ปรับความหนักได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมง่าย ระดับความหนักมีให้เลือกเยอะ เหมาะกับคนที่ออกกำลังกายจริงจัง หรือต้องการโปรแกรมที่หลากหลาย แต่ราคาจะแพงกว่า และใช้ไฟฟ้า
แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน? ถามตัวเองก่อนว่า คุณจะใช้บ่อยแค่ไหน? ออกกำลังกายเบาๆ หรือจริงจังมาก? ถ้าแค่ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แบบผ่อนคลาย แบบแม่เหล็กก็พอ แต่ถ้าใช้ทุกวันและต้องการความท้าทาย ก็ควรเลือกแบบมอเตอร์ไฟฟ้า
4. ระบบขับเคลื่อน — เดินหน้าหรือเดินกลางดี?
เครื่องวิ่งวงรีมี 2 ระบบหลักๆ คือ แบบขับเคลื่อนด้านหน้า (Front Drive) กับ แบบขับเคลื่อนตรงกลาง (Center Drive)
แบบขับเคลื่อนด้านหน้า
เป็นแบบที่เจอบ่อยมาก ราคาไม่แพง แต่อาจจะทำให้ท่าทางการเหยียบเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย เหมาะกับคนที่ไม่ได้เข้มงวดเรื่องท่าทางมาก
แบบขับเคลื่อนตรงกลาง
ออกแบบมาให้ท่าทางตรงธรรมชาติมากกว่า ลดแรงกระแทกที่ข้อเข่า เหมาะกับคนที่มีปัญหาเข่า หรือต้องการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง แต่ราคาจะสูงกว่า
แนะนำว่าถ้ามีโอกาสให้ลองใช้จริงก่อนซื้อ เพราะความรู้สึกตอนเหยียบจะต่างกันมาก บางคนชอบแบบหน้า บางคนชอบแบบกลาง ขึ้นอยู่กับความสบายของแต่ละคน
5. ความยาวก้าว (Stride Length) — จุดที่หลายคนลืมดู
ความยาวก้าวคือระยะที่คุณเหยียบได้ในแต่ละก้าว โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 30-50 ซม. ถ้าคุณสูงกว่า 170 ซม. ขึ้นไป ควรเลือกเครื่องที่มีความยาวก้าวมากกว่า 40 ซม. เพื่อให้เหยียบได้สบาย ไม่รู้สึกอึดอัด
ถ้าบ้านคุณมีหลายคนใช้ และมีความสูงต่างกันเยอะ ก็ควรเลือกแบบที่ปรับความยาวก้าวได้ หรือเลือกความยาวที่เหมาะกับคนที่สูงที่สุดในบ้าน
6. จอแสดงผลและโปรแกรม — มีดีจริงมั้ย?
เครื่องวิ่งวงรีสมัยใหม่มักมีจอแสดงผล LCD บอกระยะทาง แคลอรี่ เวลา อัตราการเต้นหัวใจ บางรุ่นมีโปรแกรมออกกำลังกายให้เลือก เชื่อมต่อแอปมือถือได้ หรือเล่นวิดีโอออกกำลังกายแบบ interactive ได้ด้วย
จอกับโปรแกรมพวกนี้ช่วยได้จริงมั้ย? ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบใช้ข้อมูลในการออกกำลังกายไหม ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเห็นความก้าวหน้า ชอบตั้งเป้าหมาย หรือชอบความหลากหลาย จอกับโปรแกรมจะช่วยให้คุณมีแรงจูงใจมากขึ้น
แต่ถ้าคุณแค่อยากได้เครื่องออกกำลังกายเบาๆ ไม่ได้สนใจข้อมูล ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกแบบที่มีฟีเจอร์เยอะมาก เพราะจะทำให้ราคาสูงขึ้นโดยใช่เหตุ
7. วัสดุและความทนทาน — ดูให้ดีก่อนซื้อ
วัสดุที่ใช้ทำเครื่องวิ่งวงรีมีผลโดยตรงต่อความทนทานและอายุการใช้งาน ควรเลือกเครื่องที่มีโครงเหล็กหนา แข็งแรง ล้อหมุนนุ่มและไม่มีเสียงดัง แป้นเหยียบกว้างพอและไม่ลื่น
ลองเช็กน้ำหนักของตัวเครื่องด้วย เครื่องที่หนักกว่ามักจะมั่นคงกว่า แต่ถ้าคุณต้องย้ายบ่อยก็ต้องดูว่ามีล้อเลื่อนที่ดีมั้ย
สัญญาณเตือนที่บอกว่าเครื่องอาจไม่ดี:
- โครงเหล็กบางมาก หรือพลาสติกมากกว่าเหล็ก
- เสียงดังมาก หรือมีเสียงเอี๊ยดๆ ตอนเหยียบ
- ส่ายไปมาตอนใช้งาน ไม่มั่นคง
- แป้นเหยียบแคบเกินไป หรือลื่นง่าย
8. ระบบลดเสียง — สำคัญถ้าอยู่ชั้นบน
ถ้าคุณอยู่คอนโด หรืออยู่ชั้นบนของบ้าน ต้องคิดถึงเรื่องเสียงรบกวนเพื่อนบ้านด้วย เครื่องวิ่งวงรีที่ดีควรมีระบบลดเสียงและลดแรงสั่นสะเทือน
แนะนำให้เลือกเครื่องที่ใช้ระบบแม่เหล็ก เพราะเสียงเบากว่าแบบมอเตอร์ หรือถ้าเลือกแบบมอเตอร์ ก็ควรเลือกรุ่นที่มีระบบลดเสียงที่ดี และวางแผ่นรองกันกระแทกใต้เครื่องด้วยจะดีกว่า
9. งบประมาณ — คุ้มค่าที่สุดคือไม่เกินตัว แต่ได้ของดี
เครื่องวิ่งวงรีมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และคุณภาพ แต่จริงๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องซื้อแบบแพงที่สุดก็ได้ของดี
แบ่งตามงบประมาณ:
- งบ 5,000-10,000 บาท: เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้จริงจังมั้ย ใช้เบาๆ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แบบแม่เหล็ก ฟีเจอร์พื้นฐาน
- งบ 10,000-20,000 บาท: เหมาะกับคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ต้องการความทนทานดีกว่า มีโปรแกรมให้เลือกหลายแบบ
- งบ 20,000 บาทขึ้นไป: สำหรับคนจริงจัง หรือครอบครัวใหญ่ที่หลายคนใช้ มีฟีเจอร์ครบ ทนทาน คุณภาพสูง
คำแนะนำคือ อย่าซื้อแบบถูกสุดถ้าคุณจะใช้บ่อย เพราะอาจจะเสียเร็วและต้องซื้อใหม่ แต่ก็ไม่ต้องซื้อแบบแพงสุดถ้าคุณแค่ใช้เบาๆ
10. การบำรุงรักษา — ใช้ได้นานขึ้นอยู่กับนี่
เครื่องวิ่งวงรีที่ดีแค่ไหนก็ต้องบำรุงรักษา ไม่งั้นก็เสียเร็วเหมือนกัน สิ่งที่ต้องทำคือ:
- เช็ดเหงื่อออกทุกครั้งหลังใช้ เพราะเหงื่อทำให้เกิดสนิมได้
- เช็กน็อตและสกรูว่าหลวมมั้ย อย่างน้อยเดือนละครั้ง
- หยอดน้ำมันจุดเคลื่อนไหวตามคำแนะนำในคู่มือ
- เช็กสายพานหรือโซ่ว่าสึกหรอมั้ย
- ทำความสะอาดฝุ่นรอบเครื่องเป็นประจำ
เครื่องที่บำรุงรักษาดีจะใช้ได้นานกว่า และลดโอกาสเสียกลางคัน
เช็กลิสต์สุดท้ายก่อนกดซื้อ
ก่อนจะกดสั่งซื้อจริงๆ ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อน:
- บ้านมีที่วางเครื่องจริงๆ มั้ย? วัดแล้วหรือยัง?
- คนที่จะใช้มีน้ำหนักและความสูงเท่าไหร่? เครื่องรองรับได้มั้ย?
- จะใช้บ่อยแค่ไหน? เบาๆ หรือจริงจัง?
- งบที่ตั้งไว้พอมั้ย? หรือควรเพิ่มอีกนิดเพื่อได้ของดีกว่า?
- มีการรับประกันมั้ย? ระยะเวลาเท่าไหร่?
- มีบริการหลังการขายมั้ย? ซ่อมได้ที่ไหน?
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้หมดแล้ว และรู้สึกมั่นใจว่านี่คือเครื่องที่เหมาะกับคุณจริงๆ ก็กดสั่งซื้อได้เลย
สรุป — เลือกให้เหมาะกับตัวเองคือคำตอบ
เครื่องวิ่งวงรีที่ดีที่สุดไม่ใช่แบบที่แพงที่สุด หรือแบบที่มีฟีเจอร์เยอะที่สุด แต่เป็นแบบที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด
ถ้าคุณแค่ต้องการออกกำลังกายเบาๆ เครื่องแบบพื้นฐานราคาไม่แพงก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณจริงจังกับการออกกำลังกาย หรือมีหลายคนในบ้านจะใช้ร่วมกัน ก็ควรลงทุนกับเครื่องที่มีคุณภาพสูงกว่า เพราะจะได้ใช้นานและคุ้มค่ากว่า
อย่าลืมว่าเครื่องวิ่งวงรีที่ดีคือเครื่องที่คุณใช้จริง ไม่ใช่เครื่องที่ซื้อมาแล้วทิ้งไว้เฉยๆ หรือกลายเป็นที่แขวนผ้า ลองเริ่มจากการดูที่พื้นที่ว่างในบ้าน คิดถึงความถี่ที่จะใช้ และตั้งงบให้ชัดเจน แล้วค่อยเลือกแบบที่ตรงกับสิ่งเหล่านี้
พอเลือกได้แล้ว อย่าลืมใช้มันจริงจังนะ เพราะการออกกำลังกายสม่ำเสมอคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่มีเครื่องดีๆ แต่ไม่ได้ใช้






