อีกหนึ่งอุปกรณ์ในครัวที่ต้องมีติดบ้านไว้เสมอนั่นคือ กาต้มน้ำไฟฟ้า เพราะไม่ใช่แค่การชงเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่อุปกรณ์ชนิดนี้ยังสร้างประโยชน์ให้กับทุก ๆ บ้านได้อย่างดีเยี่ยม เช่น การทำอาหารบางประเภท, การนำไปต้มน้ำเพื่อใช้ประโยชน์อื่น ๆ ดังนั้นใครที่กำลังมองหาไว้ใช้งานก็จะขอรีวิว 5 อันดับ กาต้มน้ำไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2021 โดนใจ น่าใช้งานสุด ๆ
วิธีเลือกกาต้มน้ำไฟฟ้า พิจารณาจากสิ่งใดบ้าง
1. วัสดุที่นำมาใช้ผลิต
กาต้มน้ำไฟฟ้า 1 ชิ้น ก็อัดแน่นไปด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น พลาสติก, ยาง, สแตนเลส, แก้ว, ขดลวดสำหรับทำความร้อน ปัจจัยสำคัญคือต้องสังเกตการรับรองมาตรฐานที่ผู้ผลิตรายนั้นได้รับ และลองอ่านคู่มือว่าวัสดุทำจากอะไรบ้าง เช่น พลาสติกควรเป็นแบบ PP หรือ LLDPE จะมีจุดหลอมเหลวสูง ทนความร้อนได้นานกว่าประเภทอื่น เป็นต้น
2. ความจุที่ใช้งาน
กาต้มน้ำไฟฟ้ามีการดีไซน์ปรับระดับความจุแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ 500 มล. ไปถึงระดับ 1.5 ลิตร เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ลองดูว่าตนเองใช้บ่อยแค่ไหน ก็เลือกขนาดให้พอดี ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เพิ่มความสะดวกมากขึ้น
3. การออกแบบที่สวยงาม
เรื่องการออกแบบก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อ เพราะแต่ละยี่ห้อมักออกแบบให้ต่างกันเพื่อสร้างจุดเด่นของตนเอง ลองดูว่าชื่นชอบดีไซน์แนวไหน ใช้งานแล้วรู้สึกถนัดมือ ดูหรูหรา หรือโดนใจในการหยิบจับทุก ๆ ครั้ง
4. ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของตัวเครื่อง
อีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดในการเลือกซื้อคือ ฟังก์ชั่นพิเศษต่าง ๆ ที่มีเอาไว้ให้ในเครื่อง เช่น ระบบการตัดความร้อนอัตโนมัติเมื่อถึงระดับที่ต้องการ, การกดน้ำอัตโนมัติ, การใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากเลือกให้เหมาะสมย่อมช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานมากขึ้นอีกหลายเท่า
1. Electrolux กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น EEK1303W
- ความจุ 1.5 ลิตร
- กำลังไฟ 1,850 – 2,200 วัตต์
2. MITSUTA กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น MEK202
- ความจุ 2.0 ลิตร
- กำลังไฟ 1,500 วัตต์
3. Philips กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น HD9306
- ความจุ 1.5 ลิตร
- กำลังไฟ 1,800 วัตต์
4. HOMEMATE กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น HOM-229078
- ความจุ 1.0 ลิตร
- กำลังไฟ 1,850 – 2,200 วัตต์
5. Imarflex กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น IF-141
- ความจุ 1.5 ลิตร
- กำลังไฟ 600 วัตต์
วิธีเลือกซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้าให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยครับที่ซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้ามาแล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย ทำไมมันไม่ใช่เลย” บ้างก็ต้มช้าจนอยากจะไปต้มด้วยหม้อแบบเดิมซะยิ่งกว่า บ้างก็ใหญ่เกินไปจนวางไม่ได้ในครัวเล็กๆ หรือไม่ก็เล็กเกินไปจนต้องต้มหลายรอบเพราะครอบครัวใหญ่ ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากถ้าเราไม่รู้ว่าจะเลือกยังไง
จริงๆ แล้วกาต้มน้ำไฟฟ้าไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ถ้าเลือกไม่ถูก มันก็เหมือนซื้อรองเท้าไซส์ไม่พอดี ใส่ไปก็ไม่สบาย ทิ้งไปก็เสียดาย วันนี้เลยอยากชวนมาดูกันว่า ถ้าจะซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้าสักตัว เราควรมองอะไรบ้าง แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่คอนโดคนเดียว คนมีครอบครัวใหญ่ หรือแม้แต่คนที่ชอบชงชาชงกาแฟทุกวัน
ก่อนจะไปดูรายละเอียดแต่ละแบบ มาทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมเราถึงต้องใช้กาต้มน้ำไฟฟ้า มันดีกว่าการต้มน้ำด้วยหม้อธรรมดายังไง คำตอบง่ายๆ คือ มันเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และประหยัดพลังงานกว่า เพราะไม่ต้องเปิดเตาหรือแก๊สทิ้งไว้ แค่กดสวิตช์เดียวก็เสร็จ น้ำเดือดเร็วกว่าเดิมเกือบเท่าตัว แถมยังปิดไฟอัตโนมัติเมื่อน้ำเดือดแล้ว ไม่ต้องมาคอยจับเวลาให้ปวดหัว
1. ดูขนาดความจุให้ตรงกับการใช้งานจริง
สิ่งแรกที่ต้องถามตัวเองก่อนเลือกซื้อคือ “บ้านเรามีกี่คน ใช้น้ำร้อนบ่อยแค่ไหน” เพราะถ้าอยู่คนเดียว แต่ซื้อกาขนาด 2 ลิตรมา มันก็เหมือนขับรถตู้ไปทำงานคนเดียวทุกวัน สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ
กาขนาดเล็ก 0.5-1 ลิตร เหมาะกับคนแบบไหน?
ถ้าอยู่คอนโด หรือเป็นคนโสดที่ไม่ค่อยต้มน้ำบ่อย แค่อยากชงกาแฟหรือชาสักแก้วสองแก้วต่อวัน กาขนาดนี้ตอบโจทย์สุดแล้ว มันเล็ก เก็บง่าย ไม่กินพื้นที่ แถมต้มไว กว่าที่จะนึกว่า “เดี๋ยวน้ำต้มยัง” ปุ๊บ น้ำก็เดือดพร้อมแล้ว บางรุ่นต้มได้ภายใน 2-3 นาทีเท่านั้น
กาขนาดกลาง 1.2-1.7 ลิตร ขนาดยอดนิยม
ขนาดนี้ถือว่าเป็น sweet spot สำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะไม่ใหญ่เกิน ไม่เล็กเกิน ใช้ได้ทั้งคนเดียวและครอบครัวเล็ก ถ้าบางวันต้องการน้ำร้อนมากหน่อย ก็ต้มเพิ่มอีกครั้งได้ไม่ยาก หรือถ้าใช้แค่นิดหน่อย ก็เติมแค่ครึ่งกาก็พอ ความจุประมาณนี้ถือว่าคุ้มค่าและใช้งานได้หลากหลายที่สุด
กาขนาดใหญ่ 1.8-2 ลิตร สำหรับครอบครัวใหญ่
ถ้าบ้านมีคนเยอะ หรือมักจะต้องใช้น้ำร้อนพร้อมกันหลายๆ คน เช่น ตอนเช้าทุกคนต้องการชงเครื่องดื่มพร้อมกัน หรือต้องการต้มน้ำเพื่อทำอาหารหลายอย่าง กาขนาดใหญ่จะช่วยประหยัดเวลาและไม่ต้องต้มซ้ำซาก แต่ข้อควรระวังคือ กาขนาดใหญ่จะใช้เวลาต้มนานกว่า และกินไฟมากกว่าเล็กน้อย
2. เลือกวัสดุที่เหมาะกับการใช้งาน ไม่ใช่แค่สวย
หลายคนมักจะเลือกกาต้มน้ำโดยดูแค่ว่ามันสวยหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว วัสดุที่ใช้ทำกามีความสำคัญมากกว่าที่คิด เพราะมันส่งผลต่อทั้งความทนทาน ความปลอดภัย และการดูแลรักษา
กาสแตนเลส ทนทาน ดูแลง่าย
นี่คือตัวเลือกที่เราแนะนำเป็นอันดับต้นๆ เลย เพราะสแตนเลสเป็นวัสดุที่ทนทาน ไม่เป็นสนิม ไม่มีสารเคลือบที่อาจจะหลุดลอกออกมา ทำความสะอาดง่าย แค่ล้างน้ำผ่านแล้วเช็ดให้แห้งก็เสร็จ บางรุ่นยังมีฉนวนกันความร้อนสองชั้น ทำให้ตัวกาไม่ร้อนจนเกินไป แตะได้โดยไม่ต้องกลัวไหม้มือ
แต่ข้อเสียของสแตนเลสก็คือ บางครั้งถ้าน้ำมีคราบแร่ธาตุเยอะ อาจจะเกิดคราบขาวๆ ติดภายใน ต้องใช้น้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาวขัดทำความสะอาดเป็นระยะ
กาแก้ว มองเห็นน้ำชัดเจน
ถ้าชอบความสะอาดและอยากเห็นระดับน้ำตลอดเวลา กาแก้วก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ บางรุ่นยังมีไฟ LED ติดอยู่ข้างใน เวลาต้มน้ำจะเห็นแสงสีสวยงามอีกด้วย แถมดูทันสมัย เข้ากับครัวสไตล์โมเดิร์น
ข้อระวังของกาแก้วคือ ต้องดูแลให้ดีหน่อย เพราะถ้าตกหรือกระแทกแรงๆ อาจจะแตกได้ และต้องขัดทำความสะอาดบ่อยกว่า เพราะคราบจะเห็นชัดมาก แต่ถ้าไม่ใช่คนมือหนัก กาแก้วก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว
กาพลาสติก เบา ราคาถูก แต่ต้องเลือกให้ดี
กาพลาสติกมักจะเป็นตัวเลือกที่ถูกที่สุด เบา พกพาง่าย เหมาะกับคนที่ต้องการใช้เป็นครั้งคราว หรือนำไปใช้ในหอพักหรือออฟฟิศ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือกให้เป็นพลาสติกเกรดอาหาร ปลอดสาร BPA ไม่มีกลิ่นพลาสติกแรง เพราะน้ำร้อนจะสัมผัสกับพลาสติกโดยตรง ถ้าไม่ระวังอาจจะมีสารปนเปื้อนได้
3. ฟีเจอร์เสริมที่ควรมี ไม่ใช่แค่ต้มน้ำได้ก็พอ
กาต้มน้ำไฟฟ้าสมัยนี้ไม่ได้มีแค่ปุ่มเปิด-ปิดธรรมดาอีกต่อไป มีฟีเจอร์เสริมมากมายที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น มาดูกันว่าอะไรที่จำเป็นจริงๆ และอะไรที่เป็นแค่ของตกแต่ง
ระบบตัดไฟอัตโนมัติ ต้องมี!
นี่คือฟีเจอร์ที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัย ถ้าน้ำเดือดแล้วแต่ไฟไม่ดับเอง กาอาจจะร้อนเกินไป หรือแย่สุดคือเกิดไฟไหม้ได้ ระบบตัดไฟอัตโนมัติจะทำให้เราวางใจได้ว่า แม้จะลืมปิดไฟ กาก็จะปิดเองเมื่อน้ำเดือด หรือเมื่อไม่มีน้ำในกา
ฐานหมุนได้ 360 องศา สะดวกสบาย
ฟีเจอร์นี้อาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่เวลาใช้งานจริง มันสำคัญมาก โดยเฉพาะคนถนัดซ้าย หรือคนที่วางกาในมุมที่จำกัด ฐานที่หมุนได้จะทำให้หยิบกาขึ้นมาง่าย ไม่ต้องเสียเวลาหมุนหาด้านที่จับสะดวก วางลงไปก็ไม่ต้องจัดให้ตรง
ปุ่มควบคุมอุณหภูมิ สำหรับคนละเอียด
ถ้าเป็นคนที่ชอบชงชาหรือกาแฟแบบจริงจัง ฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์มาก เพราะชาแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิน้ำที่ต่างกัน เช่น ชาเขียวใช้น้ำ 70-80 องศา ชาดำใช้น้ำ 90-100 องศา หรือกาแฟดริปที่ต้องการน้ำประมาณ 90-96 องศา การมีปุ่มปรับอุณหภูมิจะช่วยให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด
ตัวกรองน้ำในปากกา ช่วยดักสิ่งสกปรก
บางรุ่นจะมีตาข่ายกรองน้ำติดอยู่ที่ปากกา ช่วยดักคราบหรือตะกอนไม่ให้ไหลออกมาในแก้วเรา แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เวลาเทน้ำจริงๆ มันช่วยให้น้ำใสสะอาดขึ้นเยอะ โดยเฉพาะถ้าเป็นบ้านที่น้ำมีคราบแร่ธาตุสูง
4. ดูเรื่องความปลอดภัย อย่าประมาท
กาต้มน้ำไฟฟ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟสูง แล้วยังต้องสัมผัสกับน้ำโดยตรงอีกด้วย ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ตรวจสอบว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่
ก่อนซื้อ ลองดูที่ฉลากหรือข้อมูลสินค้าว่ามีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานหรือเปล่า เช่น มอก. หรือ CE ถ้ามี แสดงว่าผ่านการทดสอบความปลอดภัยแล้ว ลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟรั่วหรือไฟฟ้าช็อต
ระบบป้องกันความร้อนส่วนเกิน
บางรุ่นจะมีระบบป้องกันไม่ให้การ้อนจนเกินไป ถ้าต้มติดต่อกันหลายครั้ง หรือต้มโดยที่น้ำน้อยเกินไป กาจะปิดตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ฟีเจอร์นี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของกาได้มาก
ด้ามจับต้องไม่ร้อน
เช็กให้ดีว่าด้ามจับเป็นวัสดุกันความร้อน เพราะบางรุ่นถูกๆ อาจจะมีด้ามที่ร้อนตามไปด้วยเวลาต้มน้ำ ซึ่งเสี่ยงที่จะไหม้มือได้ ด้ามจับที่ดีควรเป็นพลาสติกกันความร้อนหรือมีฉนวนกันความร้อนเคลือบอยู่
5. ดูเรื่องการดูแลรักษา เพราะใช้ทุกวันต้องทนทาน
ไม่มีใครอยากซื้อกาต้มน้ำมาแล้วใช้ได้แค่ไม่กี่เดือนก็เสีย หรือต้องมาเสียเวลาขัดล้างทุกวันจนปวดหัว เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ ควรคิดถึงเรื่องการดูแลรักษาด้วย
ปากกากว้าง ทำความสะอาดง่าย
กาที่มีปากกว้างจะช่วยให้เราล้างทำความสะอาดข้างในได้ง่าย ใส่มือเข้าไปขัดได้สบาย ไม่ต้องงัดฟองน้ำด้วยไม้พายเหมือนล้างขวดนม ส่วนกาที่ปากแคบอาจจะดูสวย แต่เวลาทำความสะอาดจะลำบากกว่า โดยเฉพาะเวลามีคราบติด
ถอดล้างง่าย มีชิ้นส่วนที่ถอดออกได้
บางรุ่นจะมีตัวกรองหรือฝาปิดที่ถอดออกมาล้างได้ ซึ่งดีมากเพราะคราบมักจะสะสมตรงจุดพวกนี้ ถ้าถอดออกมาล้างได้ จะช่วยให้สะอาดและถูกสุขอนามัยมากขึ้น
ลดคราบแร่ธาตุด้วยน้ำมะนาว
ถ้าสังเกตว่าข้างในกามีคราบขาวๆ ติด ไม่ต้องตกใจ มันเป็นแค่แร่ธาตุในน้ำที่สะสม วิธีแก้ง่ายๆ คือ ต้มน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูผสมน้ำสักหนึ่งรอบ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด คราบจะหายไปได้ง่ายๆ ทำอย่างนี้เดือนละครั้งก็พอ กาจะสะอาดและใช้ได้นานขึ้น
6. กำลังไฟกับค่าไฟ ยิ่งแรงยิ่งเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียเปรียบ
หลายคนกังวลว่าถ้าซื้อกาที่กำลังไฟสูง จะกินไฟเยอะไหม จริงๆ แล้ว กำลังไฟที่สูงกว่าจะทำให้ต้มน้ำได้เร็วกว่า ซึ่งกลับประหยัดเวลาและพลังงานโดยรวม เพราะไม่ต้องเปิดทิ้งไว้นานๆ
กาทั่วไปจะมีกำลังไฟอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,200 วัตต์ ยิ่งวัตต์สูงก็ยิ่งต้มเร็ว แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีระบบไฟเก่า หรือปลั๊กไฟมีจำกัด อาจจะต้องระวังเรื่องโหลดไฟไม่ให้เกินมาตรฐาน แนะนำให้ใช้ปลั๊กเดี่ยวสำหรับกาต้มน้ำ ไม่ควรแชร์กับเครื่องใช้กำลังไฟสูงอื่นๆ
7. Checklist สรุป: เลือกกาต้มน้ำไฟฟ้าให้ได้ใจ
เอาล่ะ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังสับสนว่าจะเริ่มต้นยังไง ลองใช้ Checklist ง่ายๆ นี้ช่วยตัดสินใจดูนะครับ:
- จำนวนคนในบ้าน: ถ้าอยู่คนเดียว เลือกขนาด 0.5-1 ลิตร / ครอบครัวเล็ก 1.2-1.7 ลิตร / ครอบครัวใหญ่ 1.8-2 ลิตร
- วัสดุที่ต้องการ: สแตนเลสถ้าต้องการความทนทาน / แก้วถ้าชอบดูสวยและมองเห็นน้ำ / พลาสติกถ้าต้องการราคาถูกและน้ำหนักเบา
- ฟีเจอร์ที่จำเป็น: ระบบตัดไฟอัตโนมัติ (จำเป็น) / ฐานหมุน 360 องศา (สะดวก) / ปรับอุณหภูมิได้ (ถ้าชอบชงชา-กาแฟ)
- ความปลอดภัย: ตรวจสอบมาตรฐาน มอก. หรือ CE / ด้ามจับกันความร้อน / ระบบป้องกันความร้อนเกิน
- ดูแลง่าย: ปากกากว้าง ถอดล้างได้ / มีตัวกรองน้ำที่ถอดออกได้
- กำลังไฟ: 1,500-2,200 วัตต์ สำหรับการต้มที่รวดเร็ว
8. เคล็ดลับสุดท้าย: เลือกตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้าคือ ต้องรู้ว่าเราจะใช้มันอย่างไร บ่อยแค่ไหน และที่ไหน อย่าไปเลือกตามกระแสหรือเพราะคนอื่นบอกว่ารุ่นไหนดี ถ้ามันไม่ตอบโจทย์การใช้งานของเรา มันก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
ถ้าเป็นคนที่ชอบชงชาหรือกาแฟทุกวัน ควรเลือกรุ่นที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ถ้าเป็นคนรีบๆ ตอนเช้า ควรเลือกรุ่นที่ต้มเร็ว กำลังไฟสูง ถ้าอยู่คอนโดเล็กๆ ควรเลือกแบบกะทัดรัด เก็บง่าย ถ้ามีเด็กเล็กในบ้าน ควรเลือกแบบที่ปลอดภัยสูง มีระบบป้องกันครบ
อีกเรื่องที่อยากย้ำคือ อย่าไปประหยัดจนเกินไปจนได้ของที่ไม่มีคุณภาพ เพราะกาต้มน้ำไฟฟ้าเป็นเครื่องใช้ที่เราจะใช้ทุกวัน ถ้าซื้อของดีๆ สักตัว มันจะอยู่กับเราได้หลายปี คุ้มค่ากว่าซื้อของถูกแล้วต้องมาซื้อใหม่ทุกปี
สรุป: กาต้มน้ำไฟฟ้าที่ใช่ คือกาที่ตอบโจทย์คุณ
การเลือกซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเรารู้ว่าเราต้องการอะไร เริ่มจากถามตัวเองก่อนว่า จะใช้บ่อยแค่ไหน ใช้กับใคร ใช้ที่ไหน แล้วค่อยเลือกขนาด วัสดุ และฟีเจอร์ที่เหมาะสม อย่าลืมดูเรื่องความปลอดภัยและการดูแลรักษาด้วย เพราะมันจะช่วยให้กาของเราใช้ได้นานและปลอดภัย
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะพอมองเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่า กาแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด ลองดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้เลย เปรียบเทียบกันสักหน่อย แล้วเลือกตัวที่ใช่ที่สุดสำหรับบ้านคุณ เพราะกาต้มน้ำไฟฟ้าที่ดี ไม่ใช่แค่เครื่องมือในครัว แต่มันคือตัวช่วยที่จะทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้นเยอะเลย
อย่าลืมว่า ไม่มีกาตัวไหนที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน แต่มีกาตัวหนึ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ ขอให้เลือกได้ตามใจและใช้กันอย่างมีความสุขนะครับ






