คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “เตารีดแห้ง” เป็นอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่ทุกครัวเรือนต้องมีไว้ใช้เพื่อรีดเสื้อผ้าให้เรียบสวยดูดี โดยเฉพาะเตารีดแบบแห้งที่นับได้ว่าเป็นผู้ช่วยชิ้นสำคัญที่ช่วยดูแลจัดการงานบ้านให้เป็นเรื่องง่ายใช้งานง่ายใช้งานสะดวก มีน้ำหนักเบา สามารถรีดผ้าเรียบง่ายโดยไม่เปลืองแรงที่ขาดไม่ได้คือ เตารีดในปัจจุบันส่วนใหญ่ล้วนได้มาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ห้า จึงมั่นใจได้ว่าช่วยให้ประหยัดได้ทั้งเงินและเวลาแน่นอน ส่วนจะมีรุ่นไหนน่าใช้บ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ
1. ELECTROLUX เตารีดแห้ง รุ่น EDI1004
เตารีดแบบแห้งรุ่นยอดนิยม ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี พร้อมเคลือบสารกันติด ช่วยให้รีดผ้าได้เรียบลื่นไม่มีสะดุด เหมาะสำหรับรีดเสื้อผ้าได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง กระโปรง ชุดสูท ชุดนักเรียน หรือแม้แต่กระโปรงอัดกลีบจับจีบรอบตัว เพียงมีเตารีดรุ่นนี้ ก็ช่วยให้งานรีดผ้ากลายเป็นเรื่องง่าย ที่สำคัญได้มาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 ไม่ว่าจะรีดเสื้อผ้ากองโตแค่ไหน ก็ประหยัดไฟประหยัดเงินได้จริง
- กำลังไฟฟ้า 1,300 วัตต์
- แรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์
- แผ่นทำความร้อนสแตนเลสเคลือบสารป้องกันการติด
- ปุ่มปรับความร้อนแบบลูกบิด
- มีไฟแสดงสถานะการทำงาน
- สายไฟยาว 1.8 เมตร
- ขนาดเครื่อง 10.5 x 25 x 12.5 ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 0.73 กก.
- รับประกัน 1 ปี
- น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก
- ขั้วสายไฟหมุนได้ 360 องศา ใช้งานสะดวก
- มีไฟแสดงสถานะ การทำงาน บ่งบอกให้รู้ว่าเปิดเครื่องอยู่ ป้องกันการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ
- หน้าเตาเคลือบสารป้องกันการติด ช่วยให้รีดได้เรียบลื่นกว่า
ข้อดี
2. Philips LightCare เตารีดแห้ง รุ่น HI108
เป็นอีกหนึ่งแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนาน เป็นเตารีดที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี โดยคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก แผ่นรองรีดผลิตจากวัสดุคุณภาพดี ร้อนไว รีดได้เรียบลื่น ด้านปลายออกแบบมาให้เหมาะกับสาบเสื้อ รังดุม รวมทั้งพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก สามารถรีดผ้าได้เรียบภายในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมทั้งมีไฟแสดงสถานะป้องกันการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจขณะเปิดเครื่องใช้งาน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานได้ดี
- กำลังไฟฟ้า 1,000 วัตต์
- แรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์
- แผ่นทำความร้อนแบบ Linished
- ปุ่มปรับความร้อนแบบลูกบิด
- มีไฟแสดงสถานะการทำงาน
- สายไฟยาว 1.7เมตร
- ขนาดเครื่อง 10.5 x 25 x 12.5 ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 0.73 กก.
- รับประกัน 2ปี
- แผ่นทำความร้อนแบบ Linishedช่วยให้รีดผ้าเรียบง่ายและให้ความร้อนเร็วขึ้น
- ปลายแผ่นความร้อนออกแบบมาให้เข้าถึงซอกมุมของเสื้อผ้าได้ง่าย
- พันเก็บสายไฟที่ฐานเตารีดได้ง่าย สะดวกต่อการจัดเก็บ
ข้อดี
3. Philips Dry Iron เตารีดแห้ง รุ่น GC160/22
จัดได้ว่าเป็นเตารีดที่มีน้ำหนักเบา จับถนัดมือ เตารีดรุ่นนี้มาพร้อมแผ่นทำความร้อนชนิดพิเศษที่รีดได้เรียบลื่นที่สุดรุ่นหนึ่งของฟิลลิปส์ มีกำลังไฟสูงถึง 1,200 วัตต์ จึงให้ความร้อนได้รวดเร็วสม่ำเสมอทั่วหน้าเตา อีกทั้งยังออกแบบปลายเตารีดให้สามารถเข้าถึงสาบเสื้อ กระเป๋าเสื้อ และซอกเล็กๆ ของเสื้อผ้าได้อย่างดี จึงช่วยให้รีดผ้าได้เรียบทุกพื้นที่อย่างง่ายดาย
- กำลังไฟฟ้า 1,200 วัตต์
- แรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์
- แผ่นทำความร้อนแบบ Dynaglide
- ปุ่มปรับความร้อนแบบลูกบิด
- มีไฟแสดงสถานะ การทำงาน
- สายไฟยาว 1.8 เมตร
- ขนาดเครื่อง 10.5 x 25 x 12.5 ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 0.73 กก.
- รับประกัน 2 ปี
- แผ่นทำความร้อนชนิดพิเศษ รีดได้เรียบลื่น
- น้ำหนักเบา ใช้สบายไม่เมื่อยมือ
- ร้อนเร็ว ไม่ต้องรอนาน
ข้อดี
4. Tefal เตารีดแห้ง รุ่น FS2622T0
เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหมาะสำหรับใช้งานในครัวเรือน สามารถรีดผ้าได้ทุกชนิด ทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ กระโปรง หรือแม้แต่ผ้าชีฟอง ด้วยปุ่มปรับระดับที่สามารถปรับความร้อนให้เหมาะกับเนื้อผ้าได้อย่างแม่นยำ เพียงปรับปุ่มความร้อนแล้วรอให้หน้าเตาร้อน ก็ใช้รีดผ้าเรียบได้สะดวกง่ายดาย แผ่นทำความร้อนเคลือบสารกันติด จึงช่วยให้รีดผ้าได้ลื่นกว่า ประหยัดแรงประหยัดเวลา จึงช่วยให้คุณแม่บ้านมีเวลาเหลือไปพักผ่อนได้อย่างสบาย
- กำลังไฟฟ้า 1,200 วัตต์
- แรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์
- แผ่นทำความร้อนเคลือบสาร PTFE
- ปุ่มปรับความร้อนแบบลูกบิด
- มีไฟแสดงสถานะ การทำงาน
- สายไฟยาว 1.8 เมตร
- ขนาดเครื่อง 25 x 11x 13ซม.
- น้ำหนักเครื่อง 1กก.
- รับประกัน 2 ปี
- หน้าเตาเคลือบสารกันติดคุณภาพดี ติดทนนานไม่หลุดลอก
- หัวเตารีดเรียวเล็ก เข้าถึงพื้นที่ตามมุมตามซอกได้ดี
ข้อดี
5. KASHIWA เตารีดแบบแห้ง รุ่น HD-198
เตารีดรุ่นมาตรฐานเคลือบสารกันติด มาพร้อมปุ่มปรับความร้อนที่สามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับเนื้อผ้าแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม ด้วยน้ำหนักที่เบาจึงช่วยให้รีดผ้ากองโตได้อย่างสบายไม่เปลืองแรง ที่สำคัญมีสัญญาณแจ้งเตือนการใช้งานที่ชัดเจน จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน ไม่ให้สัมผัสกับเตารีดโดยไม่ตั้งใจจนทำให้เกิดอันตราย
- กำลังไฟฟ้า 940 วัตต์
- แรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์
- แผ่นทำความร้อนเคลือบสารกันติด
- ปุ่มปรับความร้อนแบบลูกบิดระบุระดับความร้อนและประเภทของเนื้อผ้าที่ใช้
- มีไฟแสดงสถานะ การทำงาน
- หน้าเตารีดกว้าง 10ซม.
- รับประกัน 1ปี
- ปุ่มปรับอุณหภูมิได้ตามประเภทของเนื้อผ้า
ข้อดี
วิธีเลือกซื้อเตารีดแห้งให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยครับที่ซื้อเตารีดมาแล้วรู้สึกว่า “อะไรวะ ทำไมมันไม่เรียบเลย” หรือไม่ก็ “หนักจัง รีดไปสักพักแขนเมื่อยเลย” บางคนอาจจะเลือกแบบดูราคาอย่างเดียว พอซื้อมาใช้จริงถึงรู้ว่าไม่ตอบโจทย์เลย ต้องกลับมานั่งเสียดายเงินที่เสียไปอีกรอบ
จริงๆ แล้วการเลือกเตารีดแห้งไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะครับ แค่รู้ว่าเราใช้งานแบบไหนบ่อย รีดผ้าชนิดไหนเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็งบที่มีอยู่เท่าไหร่ ก็พอจะหาตัวที่ใช่ได้แล้ว วันนี้เราจะมาแชร์วิธีเลือกซื้อเตารีดแห้งแบบละเอียด ตั้งแต่ดูสเปก ดูน้ำหนัก ไปจนถึงฟีเจอร์พิเศษที่ควรมี ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่คอนโดคนเดียว หรือครอบครัวใหญ่ที่มีผ้ารีดเยอะ ก็จะหาเตารีดที่เหมาะกับตัวเองได้แน่นอน
แถมตอนนี้ปี 2025 แล้ว เทคโนโลยีเตารีดก็พัฒนาไปเยอะมาก ราคาก็เข้าถึงได้มากขึ้น ไม่ต้องเผลอไปซื้อแบบเดิมๆ ที่อาจจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้ มาดูกันเลยดีกว่าว่าเราควรเลือกยังไงให้ได้เตารีดที่ใช่ที่สุดสำหรับบ้านเรา
1. เริ่มจากการดูกำลังไฟก่อน – หัวใจสำคัญของเตารีดทุกตัว
สิ่งแรกที่ต้องดูเลยก็คือกำลังไฟ หรือที่เราเรียกกันว่า Watt ครับ ยิ่งวัตต์สูงเท่าไหร่ ความร้อนก็จะมากขึ้นเท่านั้น แล้วก็ร้อนเร็วด้วย ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่รีดผ้าเยอะหรือผ้าหนาบ่อย การมีเตารีดที่กำลังไฟสูงจะช่วยให้รีดเสร็จไวขึ้นเยอะเลย
โดยทั่วไปแล้วเตารีดแห้งจะมีกำลังไฟตั้งแต่ 1,000-2,400 วัตต์ครับ แบ่งง่ายๆ ได้แบบนี้:
- 1,000-1,500 วัตต์ – เหมาะกับคนที่รีดผ้าบางๆ หรือรีดไม่บ่อย เช่น เสื้อยืด ผ้าฝ้าย ผ้าไนลอน อาจจะไม่ค่อยแรงสำหรับผ้าหนา แต่ประหยัดไฟดี
- 1,600-2,000 วัตต์ – โซนกลางที่คนส่วนใหญ่เลือกกันมากที่สุด รีดได้ทั้งผ้าบางและผ้าปานกลาง รีดเสร็จไม่ช้าเกินไป เหมาะกับใช้ในบ้านทั่วไป
- 2,100-2,400 วัตต์ – แรงสุดๆ เหมาะกับคนที่ต้องรีดผ้าจำนวนมากหรือผ้าหนา เช่น ผ้าลินิน ผ้าขนสัตว์ หรือชุดสูทที่ต้องการความเรียบมาก รีดเร็ว ร้อนไว แต่กินไฟมากหน่อย
ถ้าคุณเป็นคนอยู่คอนโดคนเดียว รีดผ้าแค่สัปดาห์ละครั้ง เลือกประมาณ 1,500-1,800 วัตต์ก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีเด็กหรือมีผ้าเยอะ แนะนำให้เลือกตั้งแต่ 2,000 วัตต์ขึ้นไปเลยครับ จะได้ไม่ต้องรีดนานจนเมื่อย
2. น้ำหนักของเตารีด – เบาดีหรือหนักดีกันแน่
เรื่องนี้หลายคนมองข้ามกันไปเยอะมาก คิดว่าแค่รีดผ้า น้ำหนักไม่สำคัญหรอก แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญมากครับ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องรีดผ้าเยอะหรือต้องยกเตารีดขึ้นๆ ลงๆ บ่อย
เตารีดแห้งทั่วไปจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 800 กรัม – 1.5 กิโลกรัม ครับ แบ่งเป็น:
- เบา (800 กรัม – 1 กิโลกรัม) – เหมาะกับคนที่รีดผ้าไม่บ่อย หรือใช้รีดผ้าบางๆ ยกง่าย ไม่เมื่อยแขน แต่อาจจะต้องกดแรงหน่อยถ้ารีดผ้าหนา
- ปานกลาง (1-1.3 กิโลกรัม) – โซนที่เหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่ ไม่หนักเกินไป แต่ก็มีน้ำหนักพอที่จะช่วยกดผ้าได้เรียบโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ
- หนัก (1.3 กิโลกรัมขึ้นไป) – เหมาะกับคนที่ต้องการให้ผ้าเรียบมากๆ โดยเฉพาะผ้าหนาหรือผ้าลินิน แต่รีดไปนานๆ แขนจะเมื่อยได้ง่าย
แนะนำให้เลือกตามสไตล์การใช้งานของคุณเลยครับ ถ้ารีดแค่เสื้อผ้าประจำวัน เลือกตัวเบาๆ จะสบายแขนกว่า แต่ถ้าต้องการความเรียบระดับโรงแรม ก็ต้องยอมรับน้ำหนักที่มากขึ้นหน่อย
3. พื้นฐานแผ่นรีด – ใช้วัสดุอะไรดีที่สุด
แผ่นรีดหรือที่เราเรียกกันว่า Soleplate คือส่วนที่สัมผัสกับผ้าโดยตรง ถ้าเลือกดีจะทำให้รีดลื่น ไม่ติดผ้า ผ้าไม่ไหม้ แต่ถ้าเลือกไม่ดีก็จะทำให้รีดลำบาก ผ้าเหนียว หรือแย่สุดคือไหม้ไปเลย
วัสดุที่นิยมใช้ทำแผ่นรีดมีหลักๆ ดังนี้:
- สแตนเลส (Stainless Steel) – แข็งแรง ทนทาน ราคาไม่แพง แต่อาจจะไม่ค่อยลื่น ต้องใช้แรงกดมากหน่อย
- เคลือบเซรามิก (Ceramic) – ลื่นมาก กระจายความร้อนได้ดี เหมาะกับผ้าบางและผ้าที่ต้องการความเรียบสวย แต่ต้องระวังเรื่องรอยขีดข่วน
- เคลือบไททาเนียม (Titanium) – แข็งแรงที่สุด ลื่นเกือบเท่าเซรามิก ทนทานมาก แต่ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย
- เคลือบเทฟลอน (Teflon/Non-stick) – ลื่นดีที่สุด ไม่ติดผ้าเลย ใช้งานง่าย แต่อาจจะลอกได้ถ้าใช้ไม่ระวัง
ถ้าถามว่าแบบไหนดีที่สุด คำตอบคือขึ้นอยู่กับงบและการใช้งานครับ ถ้างบจำกัด เลือกเซรามิกก็โอเคแล้ว แต่ถ้าอยากได้ความทนทานสูงสุด ไททาเนียมคือตัวเลือกที่ดี ส่วนเทฟลอนเหมาะกับคนที่รีดผ้าบางๆ และไม่อยากให้ติดแผ่นรีด
4. ระบบป้องกันการไหม้ผ้า – จำเป็นจริงไหม
คนที่เคยรีดผ้าไหม้มาก่อนน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดี เสื้อตัวโปรดโดนความร้อนมากเกินไป กลายเป็นรอยไหม้ไปเลย หรือแย่สุดคือเจาะทะลุไปเลยก็มี เพราะงั้นระบบป้องกันการไหม้ผ้าจึงเป็นฟีเจอร์ที่ควรมีจริงๆ ครับ
ระบบที่ควรมี:
- ระบบปรับอุณหภูมิ – มีปุ่มหมุนให้เลือกอุณหภูมิตามชนิดผ้า เช่น ไนลอน/ไหม, ฝ้าย, ลินิน จะได้ไม่ไหม้ผ้าบางๆ
- Auto Shut-off – ปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อทิ้งไว้นิ่งๆ สักพัก ป้องกันไม่ให้ผ้าไหม้ถ้าเราลืมเตารีดทิ้งไว้ หรือป้องกันอันตรายจากไฟไหม้
- ไฟแสดงสถานะ – บอกว่าเตารีดร้อนพอแล้วหรือยัง จะได้ไม่รีดตอนที่ยังไม่ร้อน หรือรอจนร้อนเกินไป
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบลืมหรือรีดผ้าหลายชนิดปนกัน แนะนำให้เลือกเตารีดที่มีระบบเหล่านี้ครบเลยครับ จะได้ปลอดภัยทั้งตัวเองและผ้า






