สว่านไร้สาย อีกหนึ่งเครื่องมือ ที่คุณควรมีติดบ้าน หรือช่างทุกคน ไม่ว่าจะรับงานเล็กหรืองานใหญ่ ควรที่จะต้องมีเป็นของตัวเองซึ่งสว่านเป็นอุปกรณ์ช่างอย่างหนึ่ง ที่ใช้ทำการเจาะรูบนพื้นวัสดุต่าง ๆ หลายประเภท โดยเฉพาะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างมากในงานของช่างไม้ พนังปูน และงานช่างโลหะต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนามาเป็นสว่านแบบใช้ไฟฟ้าและสว่านไฟฟ้าไร้สายที่ช่วยให้ช่างทั้งหลายสามารถทำงานนอกสถานที่ได้ง่ายขึ้นนั้นเอง
1.MAKITA สว่านไขควง ไร้สาย 12V.MAX พร้อมแบต2 ก้อน รุ่น DF331DWYE
ตัวสว่านไฟฟ้ามีสีเขียวสลับดำ ยี่ห้อ MAKITA รุ่น DF331DWYEเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอร์รี่ลิเธียส-ไออน12.0V. MAX รุ่น BL1016 จำนวน 2 ก้อนเหมาะสำหรับงานเจาะและไข ขันสกูร น๊อตแบบต่าง ๆ สามารถเจาะได้ทั้งงานโลหะเหล็กและไม้ งานช่างทั้งในและนอกสถานที่ปรับระดับความเร็วได้ 2 ระดับ คือแบบช้าและเร็วจึงเป็นที่ชื่นชอบสำหรับการใช้งานหนัก ปริมาณที่มาก และต้องใช้อย่างต่อเนื่องยาวนาน
รูปทรงถูกออกแบบมาอย่างกระทัดรัดและน้ำหนักเบาพร้อมไฟ LED ในตัวสำหรับงานในที่แสงน้อย มาพร้อมที่ชาร์ทในกล่องเก็บอุปกรณ์สีเขียวตัวเครื่องมีขนาดที่เล็กพอเหมาะกับการจับถือใช้ได้ง่ายเพราะมีน้ำหนักเบา หากแต่ได้กำลังสูงมากถึง 12V. MAX สามารถเจาะโลหะประเภทเหล็กได้ถึง 10 มม. และเจาะผ่านเนื้อไม้ 21 มม. ที่ความเร็วสูงสุด 1,700 รอบ/นาที ของดีราคาไม่แพงส่วนระยะเวลารับประกัน คือ6 เดือน
2.BOSCH สว่าน/ไขควงกระแทกไร้สาย 12V รุ่น GSB120-LI
สว่านไฟฟ้าไร้สายจากยี่ห้อ BOSCH ผลิตจากประเทศมาเลเซีย รุ่น GSB120-LI ให้พลังงานโดยแบตเตอรี่ลิเธียม12.0 V. 1.5Ah. จำนวน 2ก้อนตัวสว่านมีสีเขียวดำตัดแดงสวยงามและวัสดุที่ทนทาน รองรับงานขันสกรูเบาที่แรงบิด 11 Nm และใช้งานได้หลากหลายโดยใช้หัวจับดอกแบบวงแหวานเดี่ยวไม่ต้องใช้ประแจ แถมสามารถเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ไม่ยาก ใช้งานได้นานแม้จะชาร์จไฟฟ้าไว้เพียงครั้งเดียวมีความพิเศษเหนือกว่าด้วย ระบบ Electronic Cell Protection (ECP)
ป้องกันอาการโอเวอร์โหลดการขันสกูรสามารถปรับได้ด้วยด้วยเฟือง 2 ระดับ แถมยังปรับตั้งคลัชได้มากถึง 20 +1 แบบ ระบบไฟส่องสว่างสำหรับใช้งานในที่แสงน้อย ให้แรงบิดได้สูงสุดถึง 28 Nm และให้ความเร็วรอบในขณะที่เดินเครื่องเปล่า (เกียร์ 1/เกียร์ 2) 0 – 400 / 1300 รอบ/นาทีเลยทีเดียว มาในกล่องพลาสติกสีเขียวทดทานเพื่อการใช้งานได้ยาวนาน ส่วนระยะเวลารับประกัน คือ6 เดือน
3. DEWALT ไขควงกระแทกไร้สาย 18V.รุ่น DCF787D2
สว่านไฟฟ้าไร้สาย ยี่ห้อ DEWALT รุ่น DCF787D2ซึ่งเป็นสว่านแบบไขควงอัดกระแทกสีเหลืองด้ามจับดำ ในอัตรา 0-3200 bpm. แรงบิดมากถึง 170 นิวตันเมตรกับน้ำหนัก 1.90Kg.ควบคุมด้วยสวิสต์ปรับความเร็ว ปรับมุมซ้าย-มุมขวา กับระบบเบรคไฟฟ้า กับหัวจับสกรูแบบหกเหลี่ยว 1/4″มาในกล่องเก็บเครื่องสีดำแข็งแรงทนทานความเร็วรอบ (No Load)2,800 รอบ/นาทีให้พลังงานแบตเตอรี่ลิเธียม18V.2.0 Ah. จำนวน2ก้อน
โดยใช้เวลาชาร์จเต็มครั้งหนึ่งนาน 1 ชั่วโมง ตัวสว่านมาพร้อมที่ชาร์จภายในกล้องสีดำเหลือทนทานใช้งานได้นานอีกด้วยและยังให้ระยะเวลารับประกันนานถึง 1 ปี ด้วยกัน
4. POWERTEX เครื่องสว่านไขควงไร้สาย สว่านเจาะกระแทกคุณภาพสูง 12 V. รุ่น PPT-SD-10-LI
สว่านไร้สายจากยี่ห้อPOWERTEX รุ่น PPT-SD-10-LIจากผู้ผลิตอุปกรณ์งานช่างที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 จากประเทศอินเดีย ตัวเครื่องสีเขียวคาดดำ ความเร็วสูงสุดในการหมุนหัวด้วยอัตรา 1,400 rpm. เจาะได้ทั้งโลหะและไม้ ความเร็วมีหลายสปีดให้เลือกใช้ และปรับแรงบิดได้ถึง 16 ระดับ และแรงกระแทกได้ถึง 10 ระดับ นำหนักตัวเครื่อง 1.1กก.ให้พลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม12 V.1.5Ah.จำนวน2ก้อนมาในกระเป๋าเก็บเครื่องมือสีแดงสดใส
จุดอ่อนหลักมีเพียงแค่การประกันเรื่องเดียวเพราะมีอายุประกันแค่ 6 เดือน อย่างไรก็ตามก็อาจขึ้นอยู่กับร้านค้าที่ทำการจำหน่ายด้วย
5. STANLEAY สว่างไขควบกระแทก ไร้สาย 10.8 V. พร้อมแบตลิเธี่ยม 1.5 Ah. รุ่น SCI12S2
สว่านไร้สายแบบตัวเล็กพริกขี้หนู ยี่ห้อ STANLEAYรุ่น SCI12S2ตัวสว่านสีเหลือดำจับกระชับถนัดมือผลิตด้วยเหล็กผสานพลาสติกผสมใยแก้วอย่างตัวทำให้แข็งแรงทนทานอายุการใช้งานยาวนาน ปรับการทำงานได้ 22 แบบ และซ้ายหรือขวาตามต้องการ ความเร็วสูงสุดในการหมุนหัวด้วยอัตรา2,500รอบต่อนาที แรงกระแทก3,200ครั้งต่อนาทีพร้อมไฟ LEDส่องในที่สว่างน้อยกับแรงบิดสูงสุด 110 นิวตันเมตร
ให้พลังงานด้วย แบตเตอรี่ลิเธียม10.8V.1.5Ah.จำนวน2ก้อนใช้เวลาในการชาร์ทแบตเตอร์รี่ให้เต็มหนึ่งครั้งใช้เวลานาน 1 ชม. 15 นาที โดยประมาณ ประกันมีตั้งแต่ 6 เดือน ไปถึงถึง 2 ปี แล้วแต่ร้านที่ทำการจำหน่ายด้วยมาในกระเป๋าเก็บอุปกรณ์แข็งแรงทนทานาคามาคู่กับประกันที่ดี
วิธีเลือกซื้อสว่านไร้สายให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยครับที่ซื้อสว่านไร้สายมาแล้วใช้ไปได้แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วมันก็กลายเป็นของวางโชว์ในมุมห้องเก็บของ? หรือบางทีก็ซื้อมาแล้วพลังไม่พอ ต้องเสียบสายกลับไปใช้สว่านแบบเดิมอยู่ดี บอกตามตรงว่าเราก็เคยเป็นแบบนี้มา ตอนแรกตื่นเต้นมากเพราะคิดว่าจะได้เจาะผนัง ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ติดชั้นวางของได้สะดวก แต่พอซื้อมาใช้จริงถึงรู้ว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์เราเท่าไหร่
ปัญหาใหญ่ของการเลือกซื้อสว่านไร้สายคือเราไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องการอะไร บางคนมองแค่ราคาถูก แต่พอได้มาใช้แรงบิดไม่พอ เจาะคอนกรีตไม่ทะลุ แบตเตอรี่หมดไว บางคนซื้อแบบพรีเมียมมาก แต่ใช้แค่ขันสกรูตู้เสื้อผ้าปีละครั้ง ก็รู้สึกว่าเสียดายเงิน วันนี้เราจะมาแชร์ให้ว่าจะเลือกซื้อสว่านไร้สายยังไงให้คุ้มค่ากับการใช้งานจริงของเรา ไม่ใช่แค่ดูสเปกแล้วงง แต่เลือกแบบที่รู้ว่ามันจะใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวันของคุณ
สว่านไร้สายในปี 2025 มีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่แบรนด์ดังที่ทุกคนรู้จัก จนถึงแบรนด์จีนที่ราคาถูกแต่ฟีเจอร์ครบ ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน บทความนี้จะพาคุณไปทีละขั้นตอน ตั้งแต่ดูว่าเราจะใช้มันทำอะไรบ้าง ดูสเปกตรงไหน เลือกแบตเตอรี่แบบไหน และที่สำคัญคือจะรู้ได้ยังไงว่ารุ่นไหนคุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปจริงๆ
1. ก่อนซื้อต้องถามตัวเองก่อนว่า “เราจะใช้มันทำอะไรบ้าง”
นี่คือคำถามแรกที่สำคัญที่สุด และต้องตอบให้ตรงใจจริงๆ ไม่ใช่ตอบว่า “เอาไว้ใช้งานทั่วไป” แบบจะจะ ลองนึกภาพว่าในรอบปีที่ผ่านมาคุณเคยต้องการสว่านทำอะไรบ้าง? หรือถ้ายังไม่เคยมีสว่านมาก่อน ลองคิดว่าสิ่งที่คุณจ้างช่างมาทำหรือขอเพื่อนมาช่วยมีอะไรบ้าง
แบ่งตามการใช้งานได้ 3 แบบหลักๆ
- ใช้เบาๆ ในบ้าน – ขันสกรู ประกอบเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA เจาะผนังปูนเพื่อติดรูปถ่าย ติดราวแขวนผ้า หรือติดม่านบังแดด ถ้าคุณเป็นคนประเภทนี้ ไม่ต้องไปซื้อแบบโปรที่แรงบิดเยอะมาก เพราะมันจะหนักเกินจำเป็น แถมราคาก็แพงด้วย
- ใช้บ่อยและหลากหลาย – คนที่ชอบ DIY ติดชั้นวางของเอง ทำโต๊ะทำงาน ซ่อมแซมของในบ้านเป็นประจำ หรือใช้สว่านเกือบทุกสัปดาห์ คนกลุ่มนี้ควรเลือกแบบที่มีแรงบิดอย่างน้อย 40-60 Nm แบตเตอรี่ 2.0 Ah ขึ้นไป และมีโหมดเจาะกระแทก (Hammer Drill) ด้วยจะดีมาก
- ใช้งานหนักหรือเป็นมืออาชีพ – ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างติดตั้ง หรือคนที่ต้องเจาะคอนกรีต เจาะไม้แข็ง เจาะเหล็กบ่อยๆ ต้องเลือกแบบที่มีแรงบิดตั้งแต่ 60 Nm ขึ้นไป แบตเตอรี่ควรเป็น 4.0-5.0 Ah และมีระบบระบายความร้อนดีๆ เพื่อใช้งานติดต่อกันได้นาน
คำถามง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณเลือกได้ตรงจุดคือ “คุณจะใช้มันเดือนละกี่ครั้ง?” ถ้าตอบว่าเดือนละ 1-2 ครั้ง เลือกแบบเบาๆ ราคาไม่แพงก็พอ แต่ถ้าใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งขึ้นไป ควรลงทุนกับรุ่นที่ดีกว่าเพราะมันจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
2. เข้าใจสเปกสำคัญที่ต้องดูก่อนตัดสินใจ
พอรู้แล้วว่าเราจะใช้สว่านทำอะไร ขั้นต่อไปคือดูสเปก แต่ไม่ต้องตกใจไปกับตัวเลขเยอะแยะ เราจะมาดูแค่ตัวที่สำคัญจริงๆ และอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ
แรงบิด (Torque) วัดเป็น Nm
แรงบิดคือแรงหมุนของสว่าน ยิ่งเลขสูงยิ่งแรงมาก ถ้าแรงบิดต่ำกว่า 30 Nm เหมาะกับงานเบาอย่างขันสกรู แต่ถ้าจะเจาะผนังปูนหรือไม้แข็งควรมีอย่างน้อย 40-50 Nm ขึ้นไป ส่วนงานหนักๆ อย่างเจาะคอนกรีตหรือเหล็ก ควรเลือกที่ 60 Nm เป็นต้นไป
ความเร็วรอบ (RPM)
RPM คือจำนวนรอบที่สว่านหมุนได้ต่อนาที สว่านส่วนใหญ่จะมี 2 สปีด สปีดแรกประมาณ 0-400 RPM เหมาะกับงานที่ต้องการแรงบิดสูง อย่างขันสกรูใหญ่หรือเจาะโลหะ สปีดที่สองประมาณ 0-1,500 RPM เหมาะกับการเจาะไม้หรือเจาะรูเล็กๆ ที่ต้องการความเร็ว
แบตเตอรี่ (Voltage และ Ah)
แบตเตอรี่วัดด้วย 2 ตัว คือ Voltage (V) กับ Ampere-hour (Ah) โวลต์บอกถึงพลังของสว่าน ส่วนใหญ่จะเป็น 12V, 18V หรือ 20V ยิ่งโวลต์สูงยิ่งแรง ส่วน Ah บอกถึงความจุของแบตเตอรี่ว่าใช้งานได้นานแค่ไหน
- 12V 1.5-2.0 Ah – เหมาะกับงานเบาๆ ในบ้าน ใช้ได้ประมาณ 30-45 นาทีต่อการชาร์จ
- 18V 2.0-3.0 Ah – เหมาะกับคนที่ใช้บ่อยและหลากหลาย ใช้ได้ประมาณ 45-60 นาที
- 20V 4.0-5.0 Ah – เหมาะกับมืออาชีพหรือใช้งานหนัก ใช้ได้ 1-2 ชั่วโมง
อีกอย่างที่ควรสนใจคือเวลาในการชาร์จ บางรุ่นชาร์จเต็มแค่ 30 นาที บางรุ่นต้อง 3-4 ชั่วโมง ถ้าคุณใช้งานบ่อย ควรเลือกแบบที่ชาร์จเร็วหรือมีแบตเตอรี่สำรอง
น้ำหนักของตัวเครื่อง
อย่าดูแค่สเปกแล้วลืมเรื่องน้ำหนัก เพราะถ้าคุณต้องถือสว่านไร้สายทำงานนานๆ น้ำหนักมันสำคัญมาก สว่าน 12V จะเบาประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม ส่วน 18-20V จะหนักกว่า ประมาณ 1.5-2.5 กิโลกรัม ถ้าคุณไม่ได้ใช้งานหนัก เลือกแบบเบาจะใช้งานสะดวกกว่า
3. ฟีเจอร์เสริมที่ควรมีหรือไม่มีก็ได้
นอกจากสเปกพื้นฐานแล้ว บางรุ่นจะมีฟีเจอร์เสริมที่ดูแล้วน่าสนใจ แต่จริงๆ แล้วบางอย่างคุณอาจไม่ได้ใช้เลย ลองดูว่าอันไหนจำเป็นกับคุณจริงๆ
โหมดเจาะกระแทก (Hammer Drill)
ถ้าคุณต้องเจาะผนังคอนกรีตหรือกำแพงบล็อกบ่อยๆ โหมดนี้จำเป็นมาก มันจะเพิ่มแรงกระแทกตอนเจาะทำให้ทะลุได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าคุณใช้แค่เจาะไม้หรือขันสกรู ไม่มีก็ไม่เป็นไร
ไฟส่องสว่าง LED
ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะตอนต้องทำงานในมุมมืดหรือใต้โต๊ะ แต่ถ้าคุณใช้งานแต่ในที่ที่มีไฟสว่างพอ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับฟีเจอร์นี้มาก
ระบบล็อกสว่าน (Keyless Chuck)
ระบบนี้ให้คุณเปลี่ยนดอกสว่านได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ แค่หมุนมือก็เปลี่ยนได้เลย สะดวกดีถ้าคุณต้องเปลี่ยนดอกบ่อยๆ แต่ถ้าใช้แค่ดอกเดียวตลอด ก็ไม่ได้สำคัญมาก
ตัวบ่งชี้แบตเตอรี่
ดีมากถ้ามี เพราะจะได้รู้ว่าแบตเหลือประมาณเท่าไหร่ ไม่ต้องไปเจอปัญหาแบตหมดกลางคัน โดยเฉพาะตอนทำงานสำคัญ
4. เลือกแบตเตอรี่ให้เหมาะกับการใช้งาน
แบตเตอรี่คือหัวใจของสว่านไร้สาย ถ้าเลือกผิดจะเจ็บปวดได้ทีเดียว เพราะอาจจะต้องหยุดชาร์จบ่อยๆ หรือแบตเสื่อมเร็ว
ควรซื้อแบบที่มีแบตสำรอง
ถ้าคุณใช้สว่านบ่อย ควรเลือกรุ่นที่มาพร้อมแบตเตอรี่ 2 ก้อน จะได้ใช้สลับกันไป ตัวหนึ่งใช้งาน อีกตัวชาร์จไว้ ไม่ต้องรอแบตชาร์จเต็มแล้วค่อยทำงานต่อ
ดูว่าแบตเข้ากันได้กับเครื่องมืออื่นมั้ย
บางแบรนด์จะออกแบบให้แบตเตอรี่ใช้ร่วมกันได้ทั้งสว่าน เลื่อยไฟฟ้า บล็อวเวอร์ หรือเครื่องมืออื่นๆ ถ้าคุณวางแผนจะซื้อเครื่องมืออื่นเพิ่มในอนาคต ควรเลือกแบรนด์ที่มีระบบแบตแบบนี้ จะประหยัดกว่า
แบต Li-ion ดีกว่า Ni-Cd
ปัจจุบันสว่านไร้สายส่วนใหญ่ใช้แบตแบบ Lithium-ion (Li-ion) เพราะเบากว่า ชาร์จเร็วกว่า และไม่มี Memory Effect คือชาร์จเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรอให้หมดก่อน แต่ถ้าเจอรุ่นเก่าที่ใช้แบต Ni-Cd ไม่แนะนำเพราะหนักและชาร์จช้า
5. Checklist สุดท้ายก่อนกดสั่งซื้อ
ก่อนที่คุณจะกดสั่งซื้อ ลองเช็กลิสต์นี้ดูว่าครบหรือยัง จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง
- ใช้งานอะไรบ่อยที่สุด? – ขันสกรู เจาะไม้ หรือเจาะคอนกรีต
- ใช้บ่อยแค่ไหน? – เดือนละครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หรือทุกวัน
- แรงบิดเพียงพอมั้ย? – อย่างน้อย 40 Nm ถ้าเจาะผนังปูน
- แบตเตอรี่ใช้ได้นานพอมั้ย? – ถ้าใช้บ่อยควรมี 2.0 Ah ขึ้นไป
- น้ำหนักถือสบายมั้ย? – ลองดูรีวิวหรือไปจับที่ร้านดีกว่า
- มีแบตสำรองมั้ย? – ถ้าใช้งานบ่อยควรมีอย่างน้อย 2 ก้อน
- ราคาคุ้มค่ามั้ย? – เทียบสเปกกับราคาแล้วว่าโอเคจริง ไม่ใช่แพงเปล่าๆ
- มีการรับประกันดีมั้ย? – อย่างน้อย 1 ปี และมีศูนย์บริการในไทย
6. ไลฟ์สไตล์ไหนควรเลือกแบบไหน
มาถึงตรงนี้เรามาดูกันว่าถ้าคุณเป็นคนแบบไหน ควรเลือกสว่านไร้สายแบบไหนให้เหมาะสม
คนอยู่คอนโด/อพาร์ทเมนต์
ถ้าคุณอยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนต์ ส่วนใหญ่จะใช้สว่านแค่ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ติดรูปถ่าย หรือติดม่านบังแดด เลือกแบบ 12V แรงบิด 30-40 Nm ก็เพียงพอ ไม่ต้องซื้อแบบหนักๆ เพราะเก็บยากและใช้ไม่คุ้ม
บ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม
คนที่มีบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมมักจะมีงานซ่อมแซมบ้อยกว่า เช่น ติดชั้นวางของ ทำโต๊ะทำงาน หรือซ่อมประตู ควรเลือกแบบ 18V แรงบิด 40-60 Nm จะใช้งานได้หลากหลายกว่า และควรมีโหมดเจาะกระแทกด้วย
คนชอบ DIY
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำของใช้เอง ทำเฟอร์นิเจอร์เอง หรือตกแต่งบ้านเอง คุณต้องการสว่านที่แรงและทนทาน เลือกแบบ 20V แรงบิด 60 Nm ขึ้นไป แบตควรเป็น 4.0 Ah และมีฟีเจอร์ครบทั้งโหมดเจาะกระแทก ไฟ LED และดอกสว่านหลากหลายแบบ
ช่างหรือมืออาชีพ
ถ้าคุณเป็นช่างหรือใช้งานเป็นอาชีพ ต้องลงทุนกับสว่านที่คุณภาพดีจริงๆ เพราะมันจะช่วยประหยัดเวลาและทำงานได้มีประสิทธิภาพ เลือกแบบ 20V แรงบิด 70-100 Nm แบตเตอรี่ 5.0 Ah มีระบบระบายความร้อน และมีการรับประกันที่ดี
7. เคล็ดลับการใช้งานให้อยู่นาน
พอซื้อมาแล้ว อย่าลืมดูแลมันให้ดีด้วยนะ เพราะสว่านไร้สายที่ดูแลดีจะใช้งานได้นานกว่า
- อย่าปล่อยแบตหมดจนสุด – พอเหลือแบต 20-30% ควรชาร์จเลย ไม่ต้องรอให้หมดจนเครื่องดับ
- เก็บในที่แห้ง – ความชื้นทำให้วงจรเสียหายได้ เก็บในกล่องหรือในตู้เก็บของดีกว่า
- ทำความสะอาดหลังใช้งาน – เช็ดฝุ่นออกทุกครั้ง และเป่าลมทำความสะอาดช่องระบายความร้อนเป็นระยะ
- ใช้ดอกสว่านที่ถูกต้อง – อย่าเอาดอกเจาะไม้ไปเจาะเหล็ก หรือดอกเจาะเหล็กไปเจาะคอนกรีต จะทำให้เครื่องเสียหายเร็ว
- อย่าใช้งานหนักเกินไป – ถ้าเครื่องร้อนมากๆ หยุดพักก่อน อย่าบังคับใช้งานต่อเนื่อง
8. ข้อผิดพลาดที่คนมักทำตอนเลือกซื้อ
มาดูกันว่ามีอะไรที่คนมักพลาดกันบ้าง เพื่อคุณจะได้ไม่ทำผิดซ้ำรอย
เลือกแค่ดูราคาถูก
ของถูกไม่เสมอไปที่จะดี บางรุ่นราคาถูกมาก แต่พอใช้ได้ไม่กี่ครั้งก็เสีย หรือแรงไม่พอต้องไปซื้อใหม่อีกรอบ จริงๆ แล้วควรดูที่คุณภาพและความคุ้มค่ามากกว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างรุ่นราคาถูกที่ใช้ได้แค่ปีเดียวกับรุ่นที่แพงกว่าหน่อยแต่ใช้ได้ 5 ปี รุ่นหลังคุ้มกว่าแน่นอน
ซื้อแบบแรงเกินความจำเป็น
บางคนคิดว่ายิ่งแรงยิ่งดี เลยซื้อแบบโปรมาก แต่จริงๆ ถ้าใช้แค่งานเบาๆ ก็เปลืองเงินเปล่า แถมหนักใช้งานไม่สะดวก ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานจริง ไม่ต้องซื้อแบบที่แรงเกินไป
ไม่สนใจน้ำหนัก
หลายคนมองแค่สเปกแล้วสั่งซื้อเลย พอได้มาถึงรู้ว่าหนักเกินไป ถือนานแขนเมื่อย โดยเฉพาะผู้หญิงหรือคนที่แขนไม่ค่อยแข็งแรง ควรไปลองจับดูที่ร้านก่อนจะดีกว่า หรือถ้าสั่งออนไลน์ให้ดูรีวิวว่าคนอื่นบอกว่าหนักมั้ย
ลืมเช็กการรับประกัน
อย่าลืมดูว่ามีการรับประกันกี่ปี และมีศูนย์บริการในประเทศไทยมั้ย เพราะถ้าเครื่องเสียแล้วไม่มีที่ซ่อม ก็เท่ากับซื้อของใช้แล้วทิ้ง
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอเห็นภาพชัดแล้วว่าสว่านไร้สายแบบไหนเหมาะกับคุณ การเลือกซื้อสว่านไร้สายไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่รู้ว่าเราจะใช้มันทำอะไร ใช้บ่อยแค่ไหน แล้วเลือกสเปกให้เหมาะสม ไม่ต้องไปซื้อแบบที่แพงที่สุดหรือแรงที่สุด แต่เลือกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของเราก็พอ
สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักความต้องการของตัวเอง และไม่ตัดสินใจเพราะแค่ดูโฆษณาหรือราคาถูก ลองใช้เวลาคิดสักนิดว่าในรอบปีที่ผ่านมาคุณต้องการเครื่องมืออะไรบ้าง หรือในอนาคตจะมีโปรเจกต์อะไรที่ต้องใช้สว่าน แล้วเลือกให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ รับรองว่าเงินที่จ่ายไปจะคุ้มค่าแน่นอน






