กาแฟ คือเครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายคน เพราะฉะนั้นจะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถดื่มกาแฟสดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ด้วยการเลือกซื้อเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ถูกใจสักเครื่องมาไว้ที่บ้านหรือห้องพักพนักงานในออฟฟิศ เพื่อให้สามารถเติมพลังด้วยกาแฟได้ทุกวันโดยไม่ต้องเปลืองเงินโดยใช่เหตุไปกับการซื้อกาแฟวันละแก้วหรือสองแก้วแต่จะเลือกเครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี วันนี้เรามีรีวิว 5 เครื่องบดเมล็ดกาแฟน่าใช้ที่คอกาแฟต้องมีสักเครื่องมาฝาก
1. Cuisinart เครื่องบดเมล็ดกาแฟ รุ่น DBM-8
Cuisinart เครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นDBM-8 เป็นเครื่องบดเมล็ดกาแฟรูปทรงมาตรฐาน ช่วยบดเมล็ดกาแฟได้ละเอียด คงความหอมพร้อมชงทันที สามารถเลือกความละเอียดที่ต้องการได้ถึง 18 ระดับ พร้อมตั้งค่าจำนวนแก้วได้ทันที มาพร้อมระบบการบดและชงแบบอัตโนมัติแค่ตั้งค่าและกดปุ่ม Start เท่านั้น Cuisinart เครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นDBM-8 มีขนาดกรวยสำหรับบรรจุเมล็ดกาแฟได้ 225 กรัม จุปริมาณกาแฟบดได้ถึง 32 ถ้วย และตั้งปริมาณการบดกาแฟได้ครั้งละ 4-18 ถ้วย ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบดและชงได้ตามปริมาณที่ต้องการอีกทั้งยังสามารถเลือกความละเอียดของเมล็ดกาแฟแบบที่เราชอบได้ถึง 18 ระดับ เวลาในการบดประมาณ 40 วินาที สำหรับการบดเมล็ดกาแฟ 12 ถ้วย เคลื่อนย้ายง่ายและจัดเก็บสะดวก ไม่เกะกะ สายไฟสามารถม้วนเก็บใต้เครื่องได้ รองรับการทำความสะอาดด้วยเครื่องล้างจาน กำลังไฟ 125 วัตต์ทำให้สามารถใช้งานได้เต็มพลังมั่นใจทุกครั้งที่ใช้งานด้วยการรับประกันนาน18 เดือน
2. Krups เครื่องบดเมล็ดกาแฟ รุ่น GVX242 Coffee Grinder
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ รูปร่างกะทัดรัด น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก เหมาะสำหรับการใช้งานในบ้านหรือออฟฟิศ หรือคาเฟ่ขนาดเล็ก Krupsเครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นGVX242 Coffee Grinderมาพร้อมโถบรรจุเมล็ดกาแฟที่จุได้ 210 กรัม ปริมาณมากเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปพร้อมฝาปิดเพื่อเก็บรักษากลิ่นหอมไม่ให้หายไปKrupsเครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นGVX242 Coffee Grinderตั้งฟังก์ชั่นการบดได้ละเอียด 17 ระดับ รองรับการชงกาแฟตั้งแต่ 2-12 แก้ว มาพร้อมระบบจานบดแบบ Flat Burrที่ใช้ระบบเฟืองในการบดเมล็ดกาแฟ เป็นฟังก์ชั่นการบดแบบไม่มีความร้อนทำให้กาแฟคงรสชาติเดิม ไม่สูญเสียรสชาติของเมล็ดกาแฟไป สามารถถอดเฟืองบดออกมาทำความสะอาดได้ตามปกติ พร้อมการรับประกันนานถึง 2 ปี
3. Duchess เครื่องบดเมล็ดกาแฟ ขนาด 75g. รุ่น CG9100R
เครื่องบดเมล็ดกาแฟรูปทรงเล็ก ทันสมัย สีสันสวยงามไม่เหมือนใคร แต่ยังจัดเต็มฟังก์ชั่นที่จำเป็นสำหรับการบดเมล็ดกาแฟได้ครบครัน Duchess เครื่องบดเมล็ดกาแฟขนาด 75g. รุ่นCG9100Rผลิตจากวัสดุพลาสติกและสเตนเลสเนื้อหนา ทนทาน ใบมีดสเตนเลสสามารถถอดล้างได้ พร้อมฝาปิดด้านบนช่วยให้มองเห็นการทำงานของเครื่องและช่วยเก็บรักษากลิ่นของเมล็ดกาแฟ แต่นอกจากนี้มันยังสามารถใช้บดเมล็ดพืช เครื่องเทศ และธัญพืชเปลือกแข็งทุกชนิดได้อีกด้วย เนื่องจากมีพลังมอเตอร์สูงที่ให้แรงปั่นถึง 12,000 รอบ/นาที เป็นเครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นเล็กที่ประสิทธิภาพครบและใช้งานได้ดีสำหรับทุกๆ ครัวเรือน
4. L-beans เครื่องบดเมล็ดกาแฟ รุ่น 600N
เครื่องบดกาแฟรุ่นเล็กแต่ความสามารถไม่เล็กอีกเครื่อง L-beans เครื่องบดเมล็ดกาแฟเครื่องบดกาแฟรุ่น 600Nมาพร้อมกำลังไฟ 100 วัตต์ พร้อมฟังก์ชั่นปรับความละเอียดในการบด 8 ระดับ เพียงพอสำหรับการใช้งานในบ้าน พร้อมโถใส่เมล็ดกาแฟที่ช่วยรักษากลิ่นและอุณหภูมิของกาแฟได้เป็นอย่างดีL-beans เครื่องบดเมล็ดกาแฟเครื่องบดกาแฟรุ่น 600N มาพร้อมเฟืองบดแบบ Flat Blurr ที่ไม่ทำให้กาแฟเสียรสชาติ อัตราการบดรองรับปริมาณ 150 กรัม/นาทีความจุโถใส่เมล็ดกาแฟ 250 กรัม พร้อมความมั่นใจทุกครั้งที่ใช้งานด้วยการรับประกัน 1 ปี ศูนย์ซ่อมมีอะไหล่รองรับ พร้อมให้บริการหลังการขายทุกขั้นตอน
5. ETZEL เครื่องบดเมล็ดกาแฟ รุ่น SN7820
ETZEL เครื่องบดเมล็ดกาแฟ รุ่นSN7820 ผลิตจากพลาสติกเนื้อหนาและสเตนเลส ความทนทานสูง ดีไซน์สวยทันสมัยพร้อมเน้นฟังก์ชั่นการจัดเก็บที่สะดวก และการใช้งานที่ปลอดภัยด้วยพลาสติกกันลื่นป้องกันการล้มของเครื่องระหว่างทำงาน นอกจากนี้ยังมีซีลยางที่ฝาด้านบนอีกด้วย ETZEL เครื่องบดเมล็ดกาแฟรุ่นSN7820 มีกำลังไฟสูง 200 วัตต์ ช่วยให้บดเมล็ดกาแฟได้อย่างทรงพลัง และละเอียดตามความต้องการ ความจุสูงสุด 75 กรัม พร้อมระบบ Safety ทั้งยางกันลื่นและซีลที่ฝาโถเพื่อป้องกันการทำงานหากเครื่องปิดไม่สนิท และนอกจากนี้ซีลยางยังช่วยป้องกันความชื้นจากภายนอกและการระเหยของกลิ่นเมล็ดกาแฟได้เป็นอย่างดี
วิธีเลือกซื้อเครื่องบดเมล็ดกาแฟให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
ตื่นมาแล้วอยากดื่มกาแฟสักแก้ว แต่พอชงออกมากลับได้กลิ่นแบนๆ ไม่มีชีวิตชีวา หรือไม่ก็ซื้อกาแฟบดมาแล้วแต่วางไว้นานจนหมดกลิ่น ใครเคยเป็นแบบนี้บ้าง? จริงๆ แล้วปัญหาง่ายๆ แบบนี้แก้ได้ด้วยการบดเมล็ดกาแฟเองก่อนชงทุกครั้ง รับรองว่ากลิ่นหอม รสชาติชัดเจนขึ้นเยอะเลย
แต่พอจะหาซื้อเครื่องบดเมล็ดกาแฟจริงๆ กลับงงไปหมด มีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบมีดหั่น แบบเม็ดบด ราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าแบบไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด? ซื้อแพงไปก็เสียดาย ซื้อถูกเกินไปก็กลัวไม่ได้คุณภาพ บางทีซื้อมาแล้วก็ใช้ไม่กี่ครั้ง เพราะมันไม่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
เราเลยอยากชวนมาดูกันว่า จะเลือกเครื่องบดเมล็ดกาแฟให้คุ้มค่าได้ยังไง โดยมองจากสไตล์การใช้งานของแต่ละคนเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ดูสเปกหรือราคาอย่างเดียว เพราะของที่ดีที่สุดก็คือของที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เราได้ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นคนดื่มกาแฟวันละแก้ว หรือเป็นสายคอฟฟี่ฮอลิคที่ต้องชงทุกเช้า บทความนี้จะช่วยให้คุณหาเจอเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ใช่ได้แน่นอน
1. ทำความรู้จักเครื่องบดเมล็ดกาแฟแต่ละแบบ เลือกให้เข้ากับสไตล์ตัวเอง
ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เรามารู้จักประเภทของเครื่องบดเมล็ดกาแฟกันก่อนดีกว่า เพราะแต่ละแบบมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันมาก และที่สำคัญคือ เหมาะกับคนละสไตล์การใช้งานเลย
เครื่องบดแบบมีดหั่น (Blade Grinder)
เป็นแบบที่เห็นกันบ่อยที่สุด ใช้ใบมีดหมุนตัดเมล็ดกาแฟจนละเอียด คล้ายๆ เครื่องปั่นน้ำผลไม้ แต่เล็กกว่า ราคาไม่แพง เริ่มต้นหลักร้อยก็มี ใช้งานง่าย แค่ใส่เมล็ด กดปุ่ม รอสักพัก ก็ได้ผงกาแฟแล้ว
เหมาะกับใคร: คนที่เพิ่งเริ่มดื่มกาแฟสายชง หรือดื่มไม่บ่อยมาก อาจจะแค่วันละแก้วในตอนเช้า ไม่ได้เน้นเรื่องรสชาติมากจนเกินไป แค่อยากได้กาแฟสดๆ ที่บดเองมากกว่าซื้อผงสำเร็จรูป
ข้อควรระวัง: บดออกมาไม่ได้ละเอียดเท่ากันทุกเม็ด บางส่วนอาจจะละเอียดไป บางส่วนยังหยาบอยู่ ทำให้รสชาติไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร แต่ถ้าไม่ได้เน้นมากก็ใช้ได้สบายเลย
เครื่องบดแบบเม็ดบด (Burr Grinder)
ตัวนี้เป็นเวอร์ชันอัปเกรด ใช้แผ่นเซรามิกหรือเหล็กสองชิ้นบดเมล็ดกาแฟจนละเอียด ผงที่ได้จะสม่ำเสมอกว่าแบบมีดหั่นเยอะ ปรับระดับความละเอียดได้ด้วย จะชงแบบไหนก็ตั้งค่าได้ตามใจ ไม่ว่าจะเอสเพรสโซ่ หรือฝรั่งเศสเพรส
มีให้เลือกสองแบบคือ แบบใบมีดแบน (Flat Burr) กับแบบรูปกรวย (Conical Burr) แบบรูปกรวยจะเงียบกว่า และบดเร็วกว่าหน่อย ส่วนแบบแบนจะให้ผงที่สม่ำเสมอกว่า แต่เสียงดังกว่า
เหมาะกับใคร: สายชงจริงจัง ที่อยากได้รสชาติกาแฟแบบเต็มที่ ชอบทดลองชงหลายสไตล์ หรือดื่มกันทั้งบ้านบ่อยๆ ต้องบดเยอะ ถ้าคุณเป็นคนแบบนี้ ลงทุนไปเลยดีกว่า เพราะคุ้มค่าจริงๆ
ข้อควรระวัง: ราคาสูงกว่าแบบมีดหั่นพอสมควร และต้องทำความสะอาดบ่อยกว่าด้วย เพราะผงกาแฟจะติดค้างตามซอกมุม แต่ถ้าดูแลดีก็ใช้ได้นานเลย
เครื่องบดแบบมือหมุน (Manual Grinder)
แบบนี้ไม่ต้องเสียบปลั๊ก หมุนมือเองจนกว่าจะได้ผงกาแฟ ฟังดูเหนื่อยนะ แต่จริงๆ แล้วก็ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1-2 นาทีก็เสร็จแล้ว ขนาดเล็ก พกพาสะดวก เหมาะกับคนชอบออกแคมป์ปิ้งหรือเดินทางบ่อย
เหมาะกับใกร: คนที่ชอบความเรียบง่าย ไม่รีบร้อน มีเวลาหมุนมือช้าๆ สักสองนาทีในตอนเช้า หรือคนที่พื้นที่จำกัด ไม่อยากมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะ อยากได้อะไรที่เบาๆ เคลื่อนย้ายง่าย
ข้อควรระวัง: ถ้าต้องบดเยอะก็จะเหนื่อยแขนนะ ไม่เหมาะกับคนดื่มเยอะหรือทำให้คนอื่นด้วย และหมุนช้าไปก็ได้ผงไม่สม่ำเสมอ ต้องฝึกซักพักถึงจะชำนาญ
2. เช็กลิสต์ง่ายๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ
มาดูกันว่าเราควรดูอะไรบ้างก่อนจะกดสั่งซื้อ ลองถามตัวเองตามนี้เลย รับรองว่าเลือกได้ง่ายขึ้นแน่นอน
คุณดื่มกาแฟบ่อยแค่ไหน?
- ดื่มวันละ 1-2 แก้ว: เครื่องบดแบบมีดหั่นหรือมือหมุนก็พอใช้ได้ ไม่ต้องลงทุนเยอะ
- ดื่มวันละ 3 แก้วขึ้นไป หรือทำให้คนอื่นด้วย: ควรเลือกแบบเม็ดบดไฟฟ้า จะได้ไม่เหนื่อยและประหยัดเวลา
- ดื่มเป็นครั้งคราว: แบบมือหมุนก็โอเค เบาดี พกไปไหนมาไหนได้
ชอบชงกาแฟสไตล์ไหน?
- ดริป/เทลง/กาแฟถุง: ไม่ต้องบดละเอียดมาก แบบมีดหั่นก็ใช้ได้
- เอสเพรสโซ่/มอคค่าพอท: ต้องบดละเอียดมากและสม่ำเสมอ ควรเลือกแบบเม็ดบดเท่านั้น
- ฝรั่งเศสเพรส: ต้องบดหยาบพอดี แบบเม็ดบดจะปรับได้ดีที่สุด
มีพื้นที่ครัวเท่าไหร่?
- ครัวกว้าง วางของได้เยอะ: เลือกแบบไหนก็ได้ตามใจ
- ครัวเล็ก หรืออยู่คอนโด: แบบมือหมุนหรือแบบมีดหั่นขนาดเล็กจะเหมาะกว่า ไม่กินพื้นที่
- อยากพกเดินทาง: เลือกแบบมือหมุนแน่นอน มีแบบพกพาเยอะมาก
งบประมาณที่จะใช้ซื้อ
เรื่องนี้ต้องตรงไปตรงมา แบบมีดหั่นเริ่มต้นไม่แพง แบบเม็ดบดก็มีตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้คุณภาพแค่ไหน แต่จำไว้นะ ของแพงไม่ได้แปลว่าเหมาะกับเราเสมอไป ของที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุดต่างหากที่คุ้มที่สุด
3. เทคนิคเลือกซื้อให้ได้ใจและคุ้มค่าที่สุด
ดูเรื่องการทำความสะอาด
เครื่องบดเมล็ดกาแฟต้องล้างบ่อย เพราะน้ำมันจากเมล็ดกาแฟจะเกาะตามซอกมุม ถ้าไม่ล้างบ่อยจะมีกลิ่นหืนได้ เลือกแบบที่ถอดชิ้นส่วนออกล้างได้ง่ายๆ หรือมีแปรงแถมมาด้วยจะดีมาก อย่าเลือกแบบที่ซับซ้อนจนล้างยาก ไม่งั้นเดี๋ยวขี้เกียจล้าง ปล่อยทิ้งไว้ กลายเป็นของตกแต่งแทน
ฟังเสียงเครื่องบดดูก่อนซื้อ
ถ้าบดในตอนเช้า เสียงดังมากอาจจะรบกวนคนที่บ้าน หรือเพื่อนบ้าน ลองหารีวิวดูก่อนว่าเครื่องรุ่นไหนเสียงเบา มีบางรุ่นออกแบบมาให้เสียงเบาพิเศษ ถ้าอยู่คอนโดหรือมีคนอยู่ด้วยกันหลายคน เรื่องนี้สำคัญมากเลย
ดูความจุของกระปุกเมล็ด
ถ้าดื่มบ่อย ควรเลือกแบบที่ใส่เมล็ดได้เยอะหน่อย จะได้ไม่ต้องเติมบ่อย แต่ถ้าดื่มไม่บ่อย ก็ไม่ต้องใหญ่มาก เพราะเมล็ดกาแฟเก็บไว้นานก็จะหมดกลิ่นหอมอยู่ดี ดูให้พอดีกับปริมาณที่เราใช้จริงๆ
เลือกแบบปรับระดับความละเอียดได้
ยิ่งปรับได้เยอะเท่าไหร่ ยิ่งใช้ได้หลากหลายมากขึ้น วันนี้อยากชงแบบดริป ก็ตั้งให้ละเอียดปานกลาง พรุ่งนี้อยากทำฝรั่งเศสเพรส ก็ปรับให้หยาบขึ้น มีอิสระในการปรับเปลี่ยนแบบนี้ทำให้ไม่เบื่อ และไม่ต้องไปซื้อเครื่องใหม่เวลาอยากเปลี่ยนสไตล์การชง
อ่านรีวิวจากคนใช้จริง
สิ่งที่ดีที่สุดคือไปอ่านรีวิวจากคนที่ซื้อไปใช้แล้ว เขาจะบอกข้อดี-ข้อเสียตรงๆ ว่าใช้จริงเป็นยังไง ทนทานไหม มีปัญหาอะไรบ้าง ดีกว่าเชื่อคำโฆษณาอย่างเดียว ลองหาดูในเว็บช้อปปิ้งหรือกลุ่มคอกาแฟ จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมเยอะมาก
4. ข้อผิดพลาดที่คนมักทำตอนซื้อเครื่องบดเมล็ดกาแฟ
ซื้อตามกระแส ไม่ได้คิดว่าเหมาะกับตัวเองไหม
บางคนเห็นเพื่อนซื้อรุ่นไหนดี ก็เลยซื้อตาม แต่พอได้มาใช้กลับพบว่าไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง เช่น ซื้อแบบเม็ดบดตัวใหญ่ราคาแพง แต่จริงๆ ดื่มแค่วันละแก้ว กลายเป็นว่าใช้งานไม่คุ้ม อย่าลืมนะ ของที่ดีสำหรับคนอื่น ไม่ได้แปลว่าจะดีสำหรับเราเสมอไป
มองแค่ราคา ไม่ได้มองเรื่องคุณภาพและการใช้งาน
บางคนเลือกแค่ของถูกที่สุด แต่พอใช้ไปได้ไม่กี่เดือน เครื่องก็เสีย หรือบดไม่ดี กลายเป็นเสียเงินทิ้งไปฟรีๆ ก็มี ในทางกลับกัน ของแพงเกินความจำเป็นก็ไม่ใช่ ลองหาจุดสมดุลระหว่างราคากับคุณภาพให้เจอ ดูว่ารุ่นไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับงบที่เรามี
ไม่ได้อ่านรายละเอียดเรื่องการรับประกัน
เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีโอกาสเสียได้ ดูว่ามีการรับประกันกี่ปี มีศูนย์บริการไหม ซ่อมง่ายไหม เพราะถ้าเสียแล้วซ่อมยาก หรือไม่มีอะไหล่ ก็แทบจะเท่ากับต้องซื้อใหม่เลย เลือกจากร้านที่เชื่อถือได้และมีการรับประกันชัดเจนจะปลอดภัยกว่า
ไม่ได้ทดลองดูว่าเสียงดังแค่ไหน
เรื่องนี้หลายคนมองข้ามไป แต่พอซื้อมาใช้จริง เสียงดังจนตกใจ โดยเฉพาะคนที่บดกาแฟตอนเช้าตรู่ อาจจะรบกวนคนในบ้านได้ ลองหารีวิวเรื่องเสียงดูก่อน หรือถ้าซื้อที่ร้าน ขอทดลองฟังเสียงเครื่องดู
5. เมื่อไหร่ควรอัปเกรดเครื่องบดเมล็ดกาแฟตัวใหม่
ถ้าเริ่มดื่มกาแฟบ่อยขึ้น จากวันละแก้วกลายเป็นวันละหลายแก้ว และเริ่มใส่ใจรสชาติมากขึ้น อาจจะถึงเวลาอัปเกรดจากแบบมีดหั่นเป็นแบบเม็ดบดแล้ว เพราะจะได้รสชาติที่สม่ำเสมอและดีกว่ามาก
หรือถ้าเครื่องเก่าเริ่มบดไม่ละเอียด มีเสียงผิดปกติ หรือใช้มานานจนเริ่มชำรุด ก็ควรเปลี่ยนตัวใหม่แล้ว อย่าฝืนใช้ต่อจนเสียหาย เพราะผงกาแฟที่ไม่ได้คุณภาพจะทำให้รสชาติกาแฟห่วยไปด้วย
อีกกรณีคือ ถ้าเริ่มชอบทดลองชงกาแฟหลายสไตล์ อยากได้เครื่องที่ปรับระดับความละเอียดได้แม่นยำกว่าเดิม ก็ควรลงทุนไปกับเครื่องที่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่าซื้อไม่ดีพอ
6. สรุปแบบง่ายๆ ก่อนกดสั่งซื้อ
เลือกเครื่องบดเมล็ดกาแฟให้เหมาะกับตัวเองไม่ยากเลย แค่มองจากชีวิตประจำวันและความต้องการจริงๆ ของเรา ถ้าดื่มไม่บ่อย หรือเพิ่งหัดดื่มกาแฟชง แบบมีดหั่นหรือมือหมุนก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปลงทุนเยอะตั้งแต่แรก แต่ถ้าดื่มบ่อย หรือชอบทดลองชงหลายแบบ ลงทุนไปกับแบบเม็ดบดเลย จะได้ไม่ต้องมาอัปเกรดใหม่ในอีกไม่กี่เดือน
อย่าลืมดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ด้วยนะ ทั้งเรื่องการทำความสะอาด การรับประกัน ความดังของเสียง และความจุที่เหมาะกับการใช้งาน สิ่งเหล่านี้อาจจะดูไม่สำคัญในตอนแรก แต่พอใช้ไปจริงๆ จะรู้เลยว่ามันส่งผลต่อความพึงพอใจมากแค่ไหน
และที่สำคัญที่สุด อย่าซื้อตามกระแสหรือตามคนอื่น เพราะสิ่งที่เหมาะกับเขาอาจจะไม่เหมาะกับเรา มองให้ชัดก่อนว่าเราต้องการอะไรจริงๆ ใช้งานยังไง แล้วเลือกให้ตรงกับนั้น รับรองว่าจะได้เครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ใช้แล้วมีความสุข ไม่มีวันต้องนั่งเสียดายว่าซื้อผิด
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้วนะว่าควรเลือกแบบไหน ลองกดเข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละรุ่นเพิ่มเติมได้เลย เพื่อเปรียบเทียบและหาตัวที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคุณมากที่สุด จากนั้นก็เริ่มต้นชีวิตคอฟฟี่เมกเกอร์ที่บ้านได้แล้ว กาแฟสดชงเองทุกเช้ารอคุณอยู่แล้ว!






