สำหรับวันนี้จะมาแนะนำ เครื่องฟอกอากาศ แน่นอนว่าชีวิตคนเราไม่สามารถขาดอากาศหายใจได้ แต่ด้วยจุดอ่อนที่อากาศจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็นเมื่ออากาศไม่บริสุทธิ์เราจึงไม่สามารถรู้ได้ เราก็ได้แต่สูดหายใจเข้าไปตามปกติ แต่หารู้ไม่ว่าบ่อยครั้งที่เราหายใจเข้าไปมีแต่ควันพิษ ยิ่งช่วงนี้ที่มีฝุ่นพิษ PM 2.5 ด้วยแล้วยิ่งทำให้ป้องกันได้ยากขึ้น ถึงแม้อยู่ในตัวอาคารก็ใช่จะปลอดภัย สำหรับท่านใดที่กำลังมองหาตัวช่วยเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดี วันนี้เรามีเครื่องฟอกอากาศมาแนะนำกันหลายรุ่นเลยทีเดียว
วิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ
1. ต้องเลือกขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของห้อง เครื่องฟอกอากาศแต่ละเครื่องมีสเปคการทำงานทีแตกต่างกัน อย่างเช่นความสามารถในการดูดอากาศเข้ามาเพื่อทำการฟอกอากาศ การเปลี่ยนโมเลกุลไอออน ซึ่งถ้าเครื่องที่สเปคต่ำแต่ใช้กับห้องขนาดใหญ่ ย่อมทำให้ประสิทธิภาพการทำงานไม่ทั่วถึง หรือกว่าอากาศจะสะอาดก็ต้องใช้เวลานานมาก ฉะนั้นเครื่องฟอกอากาศแต่ละเครื่องจึงเหมาะกับขนาดห้องที่แตกต่างกัน จึงควรดูด้วยว่าเครื่องฟอกอากาศที่เราจะซื้อนั้น จะนำไปใช้กับห้องที่มีขนาดเท่าใด มีกำลังการทำงานที่เหมาะสมหรือไม่
2. ความสามารถในการกรองอากาศ“ฝุ่น”เป็นมลพิษที่น่ากลัวประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะ “ฝุ่น PM 2.5”ซึ่งก็คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก เล็กกว่าเส้นผม เล็กจนสามารถจมูกเข้าไปในร่างกายของเราได้เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และยิ่งถ้าสะสมในร่างกายมากเท่าไหร่ ยิ่งจะเป็นอันตรายในระยะยาว นอกจากฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังมีฝุ่นประเภทอื่นอีกมากมายทั้งที่เล็กกว่า และใหญ่กว่า ฉะนั้นก่อนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ จึงควรพิจารณาถึงความสามารถในการกรองฝุ่นกลิ่น แก๊สพิษ รวมถึงความยากง่ายในการเปลี่ยนแผ่นกรอง และหาแผ่นกรองใหม่ด้วย
3. เสียง สำหรับบางคนอาจไม่ซีเรียสเรื่องความดังของเสียง แต่สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจจะให้ความสำคัญเรื่องของเสียงเป็นพิเศษ เนื่องจากกลัวว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อน อย่างไรก็ตามเครื่องกรองอากาศทำงานด้วยกำลังลม โดยเครื่องจะดูดเอาลมเข้าไปในเครื่องจากทางหนึ่ง ผ่านแผ่นกรอง และพัดออกจากอีกทางหนึ่ง ฉะนั้นแต่ละเครื่องย่อมต้องมีเสียงเป็นธรรมดา แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่จะสามาระพัฒนาให้เสียงเบาลงได้
1. เครื่องฟอกอากาศ PHILIPS รุ่น AC1215 ขนาดตั้งแต่ 20-63ตรม.
ถึงแม้อากาศนอกบ้านเราควบคุมไม่ได้ แต่สำหรับอากาศภายในบ้านแล้วเราสามารถควบคุมได้ ถ้าหากมีเครื่องฟอกอากาศ PHILIPS รุ่น AC1215 ซึ่งสามารถฟอกอากาศภายในห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 20-63ตารางเมตรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะอยู่คอนโดหรืออยู่บ้าน ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือนอกเมือง เจ้าเครื่องนี้ก็ฟอกอากาศบริสุทธิ์ให้คุณได้อย่างไรกังวล
ด้วยดีไซน์โมเดิร์นทันสมัย หน้าปัดกว้าง มีปุ่มฟังก์ชั่นการใช้งานแสนง่าย มีระบบ Sensor ตรวจจับอากาศแบบ Realtime มีปุ่ม Night Mode ที่ให้เสียงเงียบเป็นพิเศษเวลากลางคืน มาพร้อมกับปุ่มปรับระดับความแรงได้หลากหลายโหมด ตั้งแต่เบาสุด ไปจนถึงระดับ Turboที่ควบคู่ไปกับการสลายกลิ่น หรือจะปล่อยให้เครื่องปรับระดับเองแบบ Autoรวมทั้งกำจัดเชื้อไวรัส H1N1 และแบคทีเรียได้ช่วยกำจัดไวรัส และเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99.9%
- ระบบ AOI Sensor ตรวจวัดอากาศ แบบ Realtime
- แสดงปริมาณฝุ่นละอองเป็นแสงไฟ 4 สี
- โหมด Night Sense ให้เสียงเงียบ
- สามารถปรับระดับความแรงในการกรองอากาศได้หลายโหมด1-3, Turbo, Auto
- VitaShield IPS มีระบบ Filter กรองอากาศถึง 3 ขั้นตอน
- เหมาะสำหรับบ้านที่เลี้ยงสัตว์ หรือชอบทำอาหาร
- กำจัดได้ทั้งกลิ่นและกรองอากาศ
ข้อดี
2. เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 2S กรองฝุ่น PM2.5
ในปัจจุบันปัญหาสภาพอากาศ มลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นภัยร้าย ภัยเงียบที่ใกล้ตัวมาก แม้แต่เครื่องฟอกอากาศรุ่นเก่าๆหรือรุ่นธรรมดาๆทั่วไปก็ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ ปัจจุบันจึงต้องมีเครื่องฟอกอากศที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเพื่อมาแก้ปัญหา PM 2.5 จากนอกบ้าน นอกสถานที่ ที่อาจจะพัดเข้ามาภายในบ้านได้ เพื่อให้ทุกคนในบ้าน หรือในที่ทำงาน ได้มีอากาศที่บริสุทธิ์ปราศจากฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นภัยร้ายแรงในปัจจุบัน ซึ่งคุณสมบัติพิเศษของเจ้าเครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 2S มีเยอะและหลากหลายกว่าเครื่องฟอกอากาศทั่วๆไปมาก ดังนี้
รายละเอียดสินค้า
- ใช้ฟอกอากาศได้กับขนาดห้องที่มีขนาดถึง 21-37 ตารางเมตร
- มีขนาดเท่าเครื่องฟอกอากาศทั่วๆไป แต่เบากว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า
- ประหยัดพื้นที่เพราะมีขนาดเทียบเท่ากับขนาดของกระดาษ A4
- มีหน้าจอ OLED ที่แสดงหน้าจอการทำงานและค่าต่างๆแบบ Real-Time
- มีไฟแสดงถึงค่าสถานะของอากาศได้ถึง 3 สี 3 ระดับ เพื่อเช็คว่าอากาศภายในห้องตอนนั้นดีหรือแย่
- ใช้ตัวเลเซอร์เป็นตัวตรวจจับอนุภาคของอากาศที่มีขนาด 0.3 ไมครอน ทำให้ความแม่นยำสูงและรวดเร็ว
- มีโหมด Auto ที่เครื่องฟอกอากาศจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ
- มีโหมด Sleep ที่เครื่องฟอกอากาศจะทำงานด้วยเสียงที่เงียบไม่รบกวนการนอนของผู้ใช้
- มีโหมด Favorite ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้
- มีโหมด Lock ที่ป้องกันเด็กมากดเล่นที่อาจทำให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายได้
- สามารถใช้และควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟนได้
- มีตัวระบุไส้กรอง RFID ที่สามารถระบุได้ว่าไส้กรองนั้นใช้แล้วหรือยัง
- ประหยัดพลังงาน ใช้ไฟน้อยสุดที่ 2 วัตต์ และสูงสุดที่ 29 วัตต์
- สามารถเชื่อมต่อกับ Wifi ได้และรองรับแอพในสมาร์ทโฟนทั้ง Android และ IOS
- มีขนาดน้ำหนักเพียงแค่ 4.5 กิโลกรัม
3. Sharp เครื่องฟอกอากาศ รุ่น FP-J30TA-A ขนาด 23 ตรม.
Sharp ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และอีกหนึ่งเครื่องฟอกอากาศที่แนะนำให้หามาใช้ในยุคที่สภาพอากาศเป็นพิษต่อร่างกายมากขึ้น การที่ต้องเผชิญกับอากาศ ฝุ่น ควัน มลพิษจากภายนอก แล้วยังต้องกลับมาเจอกับอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ภายในบ้านอีก อาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ อากาศบริสุทธิ์จึงจำเป็นต่อการพักฟื้นและพักผ่อนร่างกาย ด้วยเครื่องปรับอากาศหรือแอร์เพียงอย่างเดียวในสมัยนี้อาจไม่พอเพราะไม่ได้ทำมาเฉพาะทางหรือมีระบบการจัดการได้ดีเท่าเครื่องฟอกอากาศ และยิ่งในปัจจุบัน ฝุ่น PM 2.5 แม้แต่เครื่องฟอกอากาศรุ่นเก่าๆหรือรุ่นธรรมดาทั่วๆไปอาจไม่สามารถกรองให้กับคุณได้ จึงควรมองหาเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ๆและดีที่เราหามาแนะนำให้ ซึ่งเครื่องฟอกอากาศของ Sharp รุ่นนี้มีรายละเอียดที่มากกว่าเครื่องฟอกอากาศทั่วๆไปดังน
- สามารถใช้กับห้องที่มีขนาดถึง 23 ตารางเมตร
- มีระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ที่พ่นอนุภาคไฟฟ้าบวกและลบออกมา
- ปรับความแรงได้ถึง 3 ระดับ
- สามารถตั้งเวลาเปิดปิดได้ ทั้งแบบ 4 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมงก็ได้
- ใช้แผ่นกรอง HEPA ที่สามารถดักจับฝุ่นละอองต่างๆได้อย่างดี
4. เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi รุ่น Mijia Air Purifier Pro ขนาด 60 ตรม.
เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi รุ่น Mijia Air Purifier Pro Xiaomi เจ้าเดียวกับกันแบรนด์โทรศัพท์มือถือนั่นเอง แบรนด์นี้ขึ้นชื่อในเรื่องของสินค้าที่มีดีไซน์สวยงามในราคาที่คุ้มค่าคุ้มราคาก่อนที่จะไปพูดถึงสเปคของเจ้าเครื่องกรองอากาศ Xiaomi รุ่น Mijia Air Purifier Proจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าแค่ดูเพียงดีไซน์ภายนอกก็เป็นเครื่องที่มีความทันสมัยเป็นที่สุด ด้วยดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยม สีขาวสะอาดตา ทำให้ดูเรียบหรูกว่าใครขนาดสูงเพียง 29 นิ้ว ทำให้ไม่เกะกะ จะวางไว้ในห้องไหนก็ได้
มีประสิทธิภาพในการกรองอากาศได้ครอบคลุมพื้นที่ถึง 60 ตารางเมตร มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล OLEDคือจอภาพที่มีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม จุดเด่นคือความบางที่มากกว่า LCD หรือจอแก้วและยังไม่ต้องพึ่งพาแสง Backlight ทำให้ประหยัดไฟได้มากกว่าเดิมมีระบบ Sensor ในการดักจับฝุ่นที่แม่นยำ สามารถใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อควบคุมการใช้งานผ่านมือถือได้ด้วย
รายละเอียดสินค้า
- มีไฟแสดงคุณภาพของอากาศ
- สามารถดาวน์โหลด APP ผ่านมือถือ แล้วควบคุมการทำงานผ่านมือถือได้
- จอแสดงผล OLED ใช้งานง่าย ควบคุมสะดวก ประหยัดไฟ
- ไส้กรองสามารถใช้งานได้ถึง 4000 ชั่วโมง
- ไส้กรองอากาศ Xiaomi ทุกรุ่นมีขนาดที่เท่ากัน จึงสามารถหาเปลี่ยนได้ง่าย
ข้อดี
5 เครื่องฟอกอากาศ HATARI รุ่น HT-AP12 ขนาด 30-32 ตรม.
Hatariชื่อนี้มั่นใจในคุณภาพ เพราะเป็นแบรนด์ทีมีชื่อเสียงมานมนาม เครื่องฟอกอากาศ รุ่น HT-AP12 อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Hatariเพราะด้วยดีไซน์การออกแบบขนาดเล็กกระทักรัด เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องขนาด 30-32 ตรม.แต่ภายใต้ความเล็กกะทัดรัดนี้ มีตัวกรองถึง 4 ขั้นตอนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ไม่มีทางเล็ดลอดไปได้
อีกทั้งยังกำจัดกลิ่นได้ดี ช่วยสลายสารก่อภูมิแพ้ระบบฟอกอากาศPlasmaสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ถึง PM 0.3เหมาะสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ หรือบ้านที่มีลูกน้อยเพราะมีระบบตั้งเวลา สามารถใช้ตั้งเวลากรองอากาศในห้องนอนลูกน้อยได้หายห่วง
- หน้าจอ Touch Screen ใช้งานง่าย
- มี Filter กรองอากาศ ถึง 4 ขั้นตอน
- สามารถปรับระดับความแรงในการกรองอากาศได้ถึง 4 ระดับ
- สามารถตั้งเวลา เปิด-ปิด ได้ตั้งแต่ 1,2,4 และ 8 ชม.
- ราคาประหยัด เหมาะสำหรับคอนโด หรือห้องนอน
- มีระบบการตั้งเวลาเหมาะสำหรับใช้เวลากลางคืน
ข้อดี
6. Sharp เครื่องฟอกอากาศ รุ่น FP-FM40B ขนาด 30 ตร.ม.
ถ้าหากที่บ้านอากาศไม่ค่อยดีแถมยังมียุงเยอะด้วย ต้องนี่เลย “เครื่องฟอกอากาศพร้อมฟังก์ชั่นดักยุง รุ่นFP-FM40B” นำเสนอโดย Sharp ที่สามารถทำงาน 2 อย่างไปพร้อมกันได้ในเวลาเดียว นอกจากการฟอกอากาศบริสุทธิ์แล้วยังสามารถดักจับยุงด้วย เพราะภายในตัวเครื่องมีแผงกาวที่เหนียวเป็นพิเศษเอาไว้ดักจับยุงโดยเฉพาะ ยุงบินเข้ามาเมื่อไหร่เป็นต้องติด ไม่มีทางเล็ดรอดออกไปได้แน่
อีกทั้งยังมีพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้นที่ช่วยสร้างอากาศบริสุทธ์มากยิ่งขึ้น ดักจับฝุ่นละอองได้ถึง 99.97%ใช้งานง่าย สะดวกในการดูแลรักษา แม้เปิดในเวลากลางคืนก็ใช่ปัญหา เพราะเจ้าเครื่องปรับอากาศรุ่นนี้เสียงเงียบกว่าใคร ติดไว้ในห้องเด็กอ่อนหรือผู้สูงอายุได้สบายไม่รบกวนการนอนหลับ เหมาะสำหรับห้องขนาด 30 ตารางเมตร
- มีฟังก์ชั่นดักยุงได้ในเครื่องเดียว
- เทคโนโลยีพลาสม่าคลัสเตอร์กำจัดเชื้อโรค
- มีโหมดการนอนหลับ (Sleep Mode)
- สามารถปรับระดับในการกรองอากาศได้ 4 ระดับ คือ Auto. Max, Med และ Sleep
- เสียงเงียบ
- 2 in 1 ประหยัดและคุ้มค่า
ข้อดี
7. MITSUTA เครื่องฟอกอากาศ 8 ขั้นตอน รุ่น MAP650 ขนาด 40-70 ตรม.
ใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศสำหรับห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย (40-70 ตารางเมตร) เราขอแนะนำ “เครื่องฟอกอากาศMitsutaรุ่น MAP650” ที่มาพร้อมกับขั้นตอนการกรองมากถึง 8 ขั้นตอน ทำให้ผลิตอากาศบริสุทธิ์ได้ดีกว่าใคร ไม่ว่าจะฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนก็สบาย แม้แต่เกสรดอกไม้เชื้อแบคทีเรีย หรือสารอันตรายอื่นๆในอากาศ ก็สามารถกรองได้มากกว่า 99%
หมดกังวลกับกลิ่นรบกวน ไม่ว่าจะกลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ กลิ่นสัตว์เลี้ยงเพราะแน่นอนว่าเครื่องนี้สามารถกรองกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่ายเช่น แก๊สหุงต้ม สี มีระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสี UV แถมตัวกรองยังมีความชื้นภายในเพื่อช่วยให้อากาศสะอาดสดชื่นอย่างแท้จริง
- ฟอกอากาศครบวงจรถึง 8 ขั้นตอน
- ระบบแสง UV เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และความชื้น
- มีระบบเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ
- สั่งงานด้วยหน้าจอสัมผัส และรีโมทคอนโทรล
- โหมด Auto ปรับแรงลมอัตโนมัติ
- โหมด Sleep หลับสบาย ไร้เสียงรบกวน
- เป็นเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คุ้มค่าคุ้มราคา
- เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่
ข้อดี
วิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้คุ้มค่า ฉบับจับมือทำ เหมาะกับทุกบ้านในปี 2025
เคยมั้ยที่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าอากาศในห้องมันอึดอัด? หรือบางทีก็เจอฝุ่นจิ๊บๆ ลอยวนอยู่ตอนแดดส่องเข้ามา แล้วก็เริ่มสงสัยว่าทำไมคนที่บ้านถึงจาม หรือคัดจมูกกันบ่อยๆ ปัญหาพวกนี้ฟังดูเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยไว้นาน มันก็สะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้นะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ คนที่บ้านมีเด็ก หรือใครที่อยู่ในเมืองใหญ่ที่ฝุ่น PM2.5 ลอยสะพรั่ง
เครื่องฟอกอากาศเลยกลายมาเป็นของคู่บ้านยุคนี้ไปแล้ว ไม่ใช่แค่ของฟุ่มเฟือยหรือของหรูอีกต่อไป แต่คำถามที่หลายคนถามตัวเองตอนจะซื้อก็คือ “ต้องเลือกแบบไหนดี? แบบไหนที่คุ้มค่า ไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ใช้งานได้จริง?” คนเราพอจะเอาเงินออกซื้อของสักชิ้น ก็อยากให้มันตอบโจทย์ชีวิตของเราจริงๆ ไม่ใช่แค่วางตกแต่งบ้าน หรือซื้อมาแล้วใช้ไม่กี่ครั้งก็ทิ้งไว้มุมห้อง
บทความนี้เราจะพาไปดูกันว่า ถ้าจะเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะกับบ้านของเรา ต้องมองอะไรบ้าง ตั้งแต่เรื่องขนาดห้อง ระบบกรอง ฟังก์ชันเสริม ไปจนถึงการดูแลรักษา เพื่อให้คุณเลือกได้แบบมั่นใจ ไม่ต้องเสียเวลากลับมาเสียดายทีหลังว่า “น่าจะเลือกแบบนั้นดีกว่า” พร้อมแล้วมั้ย? ไปดูกันเลย!
1. เริ่มจากขนาดห้องที่จะใช้งาน – อย่าดูแค่ราคา
หลายคนมักจะเริ่มจากดูราคาก่อนเป็นอันดับแรก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ขนาดห้องที่เราจะใช้งาน” เพราะถ้าเลือกเครื่องที่เล็กเกินไป มันก็ทำงานหนักเกินตัว กรองอากาศไม่ทัน ปล่อยให้ฝุ่นและเชื้อโรคลอยอยู่ได้ เสียทั้งเงินทั้งเวลา
เครื่องฟอกอากาศแต่ละรุ่นจะมีค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ที่บอกว่าเครื่องสามารถฟอกอากาศได้ในพื้นที่กี่ตารางเมตร ยิ่งค่าสูง ยิ่งฟอกได้เร็วและครอบคลุมพื้นที่มาก ตัวอย่างเช่น:
- ห้องนอนหรือห้องเล็ก (10-15 ตร.ม.) – เลือกเครื่องที่มี CADR ประมาณ 100-150 ก็พอ ราคาไม่แพง ประหยัดไฟ
- ห้องนั่งเล่นหรือห้องขนาดกลาง (20-30 ตร.ม.) – ควรเลือก CADR อยู่ที่ 200-300 เพื่อให้กรองได้ทั่วถึง
- โอเพ่นสเปซหรือพื้นที่ใหญ่ (40 ตร.ม. ขึ้นไป) – ต้องเป็นเครื่องที่แรงขึ้น CADR มากกว่า 400 หรือใช้หลายเครื่องประกอบกัน
ลองวัดห้องของคุณก่อนจะซื้อ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเปล่ากับเครื่องที่ไม่ตอบโจทย์
2. เลือกระบบกรองที่ตรงกับปัญหาที่เจอ
คนที่ไม่เคยศึกษามาก่อนอาจจะงงว่า “กรองแบบไหน ต่างกันยังไง?” จริงๆ แล้วระบบกรองของเครื่องฟอกอากาศมีหลายแบบ แล้วแต่ละแบบก็จัดการกับปัญหาคนละแบบ
HEPA Filter – คลาสสิกที่ใครๆ ก็แนะนำ
HEPA หรือ High-Efficiency Particulate Air Filter คือระบบกรองที่ดักฝุ่นละอองขนาดเล็กได้มากถึง 99.97% (ขนาด 0.3 ไมครอน) เหมาะมากสำหรับคนแพ้ฝุ่น คนมีปัญหาเรื่องระบบหายใจ หรือใครที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่ที่มีฝุ่น PM2.5 สูง
ข้อดีคือ มันกรองได้ดีจริง แต่ข้อเสียคือไส้กรองต้องเปลี่ยนบ่อย (ประมาณ 6-12 เดือน) และราคาไส้กรองก็ไม่ถูก บางรุ่นไส้กรองชิ้นเดียวอาจจะพันกว่าบาท
Activated Carbon Filter – จัดการกลิ่นได้ดี
ถ้าบ้านคุณติดครัว หรือมีคนสูบบุหรี่ หรือเลี้ยงสัตว์ที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง ตัวกรองคาร์บอนจะช่วยดูดซับกลิ่นและสารเคมีได้ดี มันทำงานเสริมกับ HEPA ได้ลงตัว เครื่องหลายรุ่นจะมีทั้งสองระบบมาให้ในเครื่องเดียวกัน
UV Light และ Ionizer – ฆ่าเชื้อโรค แต่ต้องระวัง
ระบบ UV ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รวมถึงเชื้อราได้ เหมาะกับคนที่กังวลเรื่องสุขอนามัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีโรคระบาด ส่วน Ionizer จะปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาเพื่อดึงดูดฝุ่นให้จับกลุ่ม แต่ต้องระวังเพราะบางรุ่นอาจจะปล่อยโอโซนออกมา ซึ่งไม่ดีต่อระบบหายใจถ้าสูดเข้าไปมาก
ถ้าไม่แน่ใจ ให้เลือกเครื่องที่มี HEPA เป็นหลัก แล้วค่อยดูฟังก์ชันเสริมภายหลัง
3. ดูเรื่องเสียงและการใช้พลังงาน – เพราะมันต้องเปิดทั้งวัน
เครื่องฟอกอากาศไม่ใช่เครื่องที่เปิดแป๊บเดียวแล้วปิด มันต้องเปิดค้างไว้ทั้งวันถึงจะได้ผลจริงๆ เพราะอากาศในห้องมันหมุนเวียนตลอดเวลา ถ้าเลือกเครื่องที่เสียงดังหรือกินไฟเยอะ มันจะรำคาญและเพิ่มค่าไฟโดยไม่จำเป็น
ระดับเสียง – อย่าให้มันรบกวนชีวิต
ลองเช็กดูว่าเครื่องที่จะซื้อมีระดับเสียงเท่าไหร่ (ดูจากค่า dB) โดยทั่วไปแล้ว:
- ต่ำกว่า 30 dB – เงียบมาก เหมาะใช้ในห้องนอน
- 30-50 dB – ได้ยินเสียงพัดลม แต่ไม่รบกวนการนอนหรือการทำงาน
- มากกว่า 50 dB – เสียงดังพอสมควร อาจจะรบกวนถ้าเปิดค้างทั้งคืน
บางรุ่นจะมีโหมด Sleep Mode ที่ลดเสียงลงอัตโนมัติตอนกลางคืน ซึ่งน่าสนใจมากสำหรับคนที่ชอบเงียบ
ค่าไฟ – เช็กให้ดีก่อนซื้อ
เครื่องฟอกอากาศทั่วไปจะกินไฟประมาณ 30-80 วัตต์ ซึ่งถ้าเปิดทั้งวันทั้งเดือน ค่าไฟก็จะอยู่ที่ประมาณ 100-300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องและโหมดที่ใช้ ถ้าเลือกเครื่องที่ประหยัดพลังงาน (มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5) จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้เยอะ
4. ฟังก์ชันเสริมที่ควรมี – ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่ช่วยได้จริง
บางคนอาจจะคิดว่าฟังก์ชันพิเศษต่างๆ เป็นแค่กลเม็ดทางการตลาด แต่จริงๆ แล้วมันช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้นเยอะ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนขี้ลืมหรือไม่ค่อยมีเวลาดูแลเครื่อง
Air Quality Sensor – รู้ว่าอากาศในห้องเป็นยังไง
เซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศจะบอกคุณว่าตอนนี้อากาศในห้องสะอาดหรือยัง มีฝุ่นเยอะไหม โดยปกติจะมีไฟแสดงสถานะเป็นสีต่างๆ เช่น สีเขียว (ดี) สีเหลือง (ปานกลาง) สีแดง (แย่) บางรุ่นจะปรับความเร็วพัดลมอัตโนมัติตามคุณภาพอากาศ ทำให้ไม่ต้องคอยปรับเอง
Smart Control และ Wi-Fi – ควบคุมได้ทุกที่
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบใช้มือถือควบคุมของในบ้าน การมี Wi-Fi และแอปควบคุมระยะไกลจะช่วยให้คุณเปิด-ปิดเครื่อง หรือปรับโหมดได้แม้จะไม่อยู่บ้าน บางรุ่นรองรับ Google Home หรือ Alexa ด้วย สั่งเสียงก็ใช้งานได้เลย
Timer และ Auto Mode – ตั้งเวลาได้ ไม่ต้องคอยจำ
การตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติช่วยให้ประหยัดพลังงาน เช่น ตั้งให้เปิดก่อนคุณกลับบ้าน หรือปิดเองตอนออกไปทำงาน ส่วน Auto Mode จะปรับการทำงานตามสภาพอากาศเอง ไม่ต้องคอยเข้าไปจัดการ
5. ดูแลรักษาอย่างไร ให้เครื่องอยู่กับเรานาน
ซื้อเครื่องฟอกอากาศมาแล้ว ไม่ใช่ว่าจะปล่อยทิ้งไว้จนกว่าจะเสีย การดูแลรักษาที่ดีจะช่วยให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานออกไปได้อีกหลายปี
เปลี่ยนไส้กรองตามเวลาที่แนะนำ
ไส้กรอง HEPA และคาร์บอนมีอายุการใช้งาน ถ้าไม่เปลี่ยน มันก็จะอุดตัน ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น กินไฟเพิ่ม และที่สำคัญคือกรองอากาศได้ไม่ดีอีกต่อไป โดยปกติจะแนะนำให้เปลี่ยน:
- Pre-Filter (ตัวกรองหยาบ) – ทำความสะอาดทุก 2-4 สัปดาห์ ล้างน้ำได้
- HEPA Filter – เปลี่ยนทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
- Carbon Filter – เปลี่ยนทุก 6-12 เดือน เช่นกัน
บางเครื่องจะมีไฟเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องคอยจำ
ทำความสะอาดเครื่องเป็นประจำ
ฝุ่นจะเกาะตามช่องระบายอากาศของเครื่อง ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ มันจะขัดขวางการทำงาน ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเบาๆ รอบเครื่องเดือนละครั้ง ช่องระบายอากาศอาจใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นออก
วางเครื่องให้ถูกที่ – ห่างจากผนังอย่างน้อย 30 ซม.
เครื่องฟอกอากาศต้องการพื้นที่รอบๆ ตัวเพื่อดูดอากาศเข้าและปล่อยอากาศสะอาดออกมา ถ้าชิดผนังหรือมีของกีดขวาง ประสิทธิภาพจะลดลงทันที วางในตำแหน่งกลางห้อง หรือห่างจากผนังประมาณ 30-50 ซม. จะได้ผลดีที่สุด
6. เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อ – ช่วยให้ไม่พลาด
ก่อนจะกดสั่งซื้อเครื่องฟอกอากาศเครื่องถัดไป ลองเช็กข้อมูลเหล่านี้ให้ครบก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง:
- ✅ วัดขนาดห้องแล้วหรือยัง? ต้องรู้ว่าต้องการ CADR เท่าไหร่
- ✅ เช็กระบบกรองแล้วหรือยัง? มี HEPA ไหม มีกรองคาร์บอนด้วยไหม
- ✅ ดูระดับเสียงและค่าไฟแล้วหรือยัง? รับได้ไหมถ้าเปิดทั้งวัน
- ✅ มีฟังก์ชันที่ต้องการไหม? เช่น Auto Mode, Timer, Wi-Fi
- ✅ ราคาไส้กรองสำรองเท่าไหร่? หาซื้อง่ายไหม
- ✅ มีการรับประกันจากผู้ผลิตกี่ปี? มีศูนย์บริการในไทยไหม
- ✅ ดูรีวิวจากคนใช้จริงแล้วหรือยัง? เชื่อถือได้มากกว่าโฆษณา
ถ้าเช็กครบทุกข้อแล้ว แสดงว่าคุณพร้อมจะเลือกเครื่องฟอกอากาศที่ใช่แล้วล่ะ!
7. เลือกแบบไหนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
ทุกบ้านมีความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนอยู่คอนโดเล็กๆ บางคนอยู่บ้านเดี่ยว บางคนมีเด็ก บางคนเลี้ยงสัตว์ การเลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์จะทำให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
สำหรับคนอยู่คอนโดหรือห้องเล็ก
คอนโดส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัด เลือกเครื่องขนาดกะทัดรัด เคลื่อนย้ายง่าย ระดับเสียงต่ำ มี Auto Mode จะสะดวกมาก เพราะไม่ต้องคอยไปปรับ วางไว้ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นก็ใช้ได้ทั้งวัน
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ
เลือกเครื่องที่มี HEPA Filter ที่กรองได้ดี มีระบบฆ่าเชื้อด้วย UV จะยิ่งดี เพราะเด็กและผู้สูงอายุมีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง อากาศสะอาดจะช่วยลดโอกาสเจ็บป่วยได้
สำหรับคนเลี้ยงสัตว์
ถ้ามีสุนัขหรือแมวที่ขนร่วงเยอะ ต้องเลือกเครื่องที่มีกรอง Pre-Filter ที่ล้างน้ำได้ และมี Carbon Filter เพื่อจัดการกับกลิ่น ไส้กรองจะอุดเร็วกว่าบ้านทั่วไป ต้องเปลี่ยนบ่อยหน่อย
สำหรับคนแพ้ฝุ่นหรือมีปัญหาเรื่องหายใจ
เลือกเครื่องที่มี HEPA Filter แบบ True HEPA หรือ Medical Grade จะกรองได้ละเอียดที่สุด และควรเลือกเครื่องที่มี CADR สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อให้กรองได้เร็วและทั่วถึง
สำหรับคนที่ติดครัวหรือชอบทำอาหาร
กลิ่นอาหารและควันจากการทอดจะลอยไปทั่วบ้าน ควรเลือกเครื่องที่มี Carbon Filter ที่ดูดซับกลิ่นได้ดี และวางใกล้กับครัวเพื่อดักกลิ่นก่อนจะลอยไปไกล
8. ข้อผิดพลาดที่มักเจอ – เลี่ยงได้ก็ดีแล้ว
คนที่ซื้อเครื่องฟอกอากาศครั้งแรกมักจะมีข้อผิดพลาดคล้ายๆ กัน ซึ่งถ้ารู้ทันก็จะช่วยประหยัดเงินและเวลาได้เยอะ
ผิดพลาดที่ 1: ซื้อเครื่องที่เล็กเกินไป เพราะมองแค่ราคา
เครื่องราคาถูกอาจจะดูน่าสนใจ แต่ถ้ามันทำงานในห้องที่ใหญ่กว่าที่รองรับ มันก็จะทำงานหนัก กินไฟเยอะ และอายุสั้น ท้ายที่สุดก็เสียเงินเปล่า
ผิดพลาดที่ 2: ไม่เช็กราคาไส้กรอง
บางทีราคาตัวเครื่องอาจจะถูก แต่ไส้กรองแพงมาก หรือหายากจนต้องสั่งจากต่างประเทศ ก่อนซื้อต้องเช็กให้ดีว่าไส้กรองเท่าไหร่ หาซื้อง่ายไหม
ผิดพลาดที่ 3: วางเครื่องผิดที่
วางติดผนัง หรือวางในมุมห้อง จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงเยอะ อากาศไม่หมุนเวียน เครื่องทำงานหนัก แต่ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร
ผิดพลาดที่ 4: ไม่เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด
ไส้กรองที่อุดตันจะทำให้เครื่องทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ กินไฟเพิ่ม และที่แย่กว่านั้นคือเชื้อโรคและฝุ่นที่สะสมในไส้กรองอาจจะกระจายกลับเข้าห้องได้
ผิดพลาดที่ 5: คิดว่าเปิดเป็นครั้งคราวก็พอ
เครื่องฟอกอากาศไม่ใช่แอร์ที่เปิดแป๊บเดียวแล้วเย็น มันต้องทำงานต่อเนื่องถึงจะรักษาคุณภาพอากาศได้ ถ้าเปิดเป็นครั้งคราว ผลลัพธ์ก็จะไม่ชัดเจน
สรุป: เลือกอย่างไรให้ถูกใจและคุ้มค่า
เครื่องฟอกอากาศไม่ใช่ของที่ซื้อแบบไม่คิด มันต้องเลือกให้เหมาะกับพื้นที่ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของคุณจริงๆ จากทุกอย่างที่เราคุยกันมา สิ่งสำคัญที่สุดคือ:
- วัดขนาดห้องก่อน แล้วเลือกเครื่องที่มี CADR ที่เหมาะสม
- เลือกระบบกรองที่จัดการกับปัญหาที่คุณเจอ ไม่ใช่เลือกตามกระแสหรือโฆษณา
- ดูเรื่องเสียงและค่าไฟ เพราะมันต้องเปิดนานๆ
- เช็กราคาและหาซื้อไส้กรองสำรองก่อน อย่าปล่อยให้มันเป็นเซอร์ไพรส์ภายหลัง
- ดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ เครื่องจะอยู่กับคุณได้นาน
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะมีภาพชัดเจนขึ้นแล้วว่าตัวไหนเหมาะกับบ้านคุณที่สุด อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ ให้เวลาตัวเองคิดดูสักสองสามวัน เทียบเคียงดูหลายๆ รุ่น อ่านรีวิวจากคนใช้จริง แล้วค่อยเลือกตัวที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณ
เครื่องฟอกอากาศเป็นของที่คุ้มค่า ถ้าเลือกถูก มันจะช่วยให้คุณและครอบครัวหายใจสะดวกขึ้น นอนหลับสบายขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว ลองดูจากสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ แล้วเลือกให้ตรงกับสไตล์ของคุณก็พอ ไม่ต้องไปตามใครหรือตามกระแส เพราะบ้านของเราแต่ละคนมันไม่เหมือนกันนี่








